ตรวจATK-เลี่ยงพบคน ตายสถิติใหม่125ราย
สธ.แนะเฝ้าระวัง 7 วันหลังกลับจากเที่ยวสงกรานต์ ผวาคลัสเตอร์ใหม่ แนะให้หลีกเลี่ยงพบปะคนจำนวนมากหากมีอาการให้ตรวจเอทีเค ยอดตายพุ่งไม่หยุด ทุบสถิติรายวันอีก 125 ศพ สลด 1 ขวบเสียชีวิตด้วย อายุมากสุด 102 ปี ส่วนติดเชื้อใหม่ 1.8 หมื่น เข้าข่ายเอทีเคเกือบ 9 พัน กทม.เสียชีวิตและติดเชื้อมากสุด เผยยอดป่วยสะสมย้อนหลัง 7 วัน ไทยติดอันดับ 10 ของโลก ส่วนยอดรวมตั้งแต่เริ่มระบาดทะลุ 4 ล้านคนแล้ว

ป่วยขึ้นที่ 10 โลก-ตายสูงสุด 125
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ยอดป่วยโควิด-19 เฉลี่ยสะสมย้อนหลัง 7 วัน ไทยอยู่อันดับ 10 ของโลก จำนวน 160,244 ราย โดยเกาหลีใต้มากสุด 1,121,175 ราย ตามด้วย ฝรั่งเศส 874,760 ราย

โดยวันนี้ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,892 ราย แยกเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 18,759 ราย ติดเชื้อในประเทศ 18,799 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 40 ราย ติดเชื้อเข้าข่ายจาก ATK 8,858 คน ผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ม.ค.65 จำนวน 1,788,749 ราย และผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,012,184 ราย หายป่วยเพิ่ม 22,220 ราย หายป่วยสะสมระลอกโอมิครอน 1,595,484 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,763,978 ราย

มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 125 คนซึ่งเป็นนิวไฮอีกวัน เสียชีวิตสะสมระลอกโอมิครอน 5,056 คน อัตราเสียชีวิต 0.28% เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 รวม 26,754 คน อัตราเสียชีวิต 0.67% อยู่ระหว่างการรักษา 221,452 ราย อยู่ในร.พ. 59,899 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI CI 161,553 ราย มีอาการหนัก 2,062 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 867 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดง 26.7%

กทม.เสียชีวิต-ติดเชื้อมากสุด
ทั้งนี้ผู้เสียชีวิต 125 ราย มาจาก 46 จังหวัด เป็นชาย 75 ราย หญิง 50 ราย อายุ 1-102 ปี เฉลี่ย 76 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 94% โดยกทม.เสียชีวิตสูงสุด 10 ราย ตามด้วยชลบุรี 7 ราย ร้อยเอ็ด แพร่ ระยอง นครสวรรค์ จังหวัดละ 5 ราย สมุทรปราการ ปทุมธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ศรีสะเกษ สุพรรณบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย

โดยภาคกลางและตะวันออกเสียชีวิตสูงสุด 44 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32 ราย ภาคเหนือ 18 ราย ปริมณฑล 11 ราย และภาคใต้ 10 ราย

สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรายใหม่สูงสุด อันดับ 1 กรุงเทพฯ ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 3,015 ราย ยอดสะสม 245,802 ราย 2.ชลบุรี 765 ราย ยอดสะสม 95,693 ราย 3.สมุทรปราการ 645 ราย ยอดสะสม 85,682 ราย 4.นครราชสีมา 632 ราย ยอดสะสม 38,551 ราย 5.สมุทรสาคร 546 ราย ยอดสะสม 48,900 ราย 6.บุรีรัมย์ 507 ราย ยอดสะสม 35,063 ราย 7.นครศรีธรรมราช 450 ราย ยอดสะสม 70,342 ราย 8.อุบลราชธานี 435 ราย ยอดสะสม 28,594 ราย 9.กาญจนบุรี 420 ราย ยอดสะสม 22,013 ราย 10.ร้อยเอ็ด 412 ราย ยอดสะสม 30,072 ราย โดยจังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 400 ราย ขึ้นไปยังมีอีก 1 จังหวัดคือ ขอนแก่น 405 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มี 12 จังหวัด คือ ปทุมธานี 387 ราย, สุรินทร์ 380 ราย, นครปฐม 372 ราย, นนทบุรี 363 ราย, เลย 361 ราย, ฉะเชิงเทรา 346 ราย, อุดรธานี 345 ราย, พระนครศรีอยุธยา 333 ราย, มหาสารคาม 328 ราย, ระยอง 317 ราย, เชียงใหม่ 309 ราย และศรีสะเกษ 308 ราย

ติดเชื้อเกิน 200 ราย มี 11 จังหวัด คือสกลนคร 289 ราย, พิษณุโลก 276 ราย, ปราจีนบุรี 272 ราย, ลำปาง 254 ราย, สุพรรณบุรี 252 ราย, สงขลา 244 ราย, หนองคาย 244 ราย, ราชบุรี 217 ราย, กาฬสินธุ์ 214 ราย, สุโขทัย 204 ราย และกำแพงเพชร 202 ราย

ส่วนจังหวัดติดเชื้อเกิน 100 ราย 16 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย 19 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ถึง 10 จังหวัด โดยลำพูน น้อยที่สุด 1 ราย

เดินทางจากตปท.ติดเชื้อ 82
สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 11 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 82 ราย ใน 21 ประเทศ โดยมาจากอังกฤษมากที่สุด 14 ราย ซาอุดีอาระเบีย 12 ราย สิงคโปร์ 9 ราย กัมพูชา ออสเตรเลีย เยอรมนี ประเทศละ 8 ราย มาเลเซีย อินเดีย ประเทศละ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 61 ราย แซนด์บ็อกซ์ 4 ราย กักตัว 8 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 9 ราย จากกัมพูชา 8 ราย เมียนมา 1 ราย สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-15 เม.ย. 2565 มีผู้เดินทาง 206,828 คน รายงานติดเชื้อ 960 คน คิดเป็น 0.46% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 194,789 คน ติดเชื้อ 820 คน คิดเป็น 0.42% แซนด์บ็อกซ์ 10,015 คน ติดเชื้อ 97 คน คิดเป็น 0.97% และกักตัว 2,024 คน ติดเชื้อ 43 คน คิดเป็น 2.12%

ขณะที่ผู้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564-15 เม.ย.2565 รวม 131,652,372 โดส จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 56,002,319 ราย เข็มที่ 2 สะสม 50,670,905 ราย และ เข็มที่ 3 สะสม 24,979,148 ราย ส่วนจังหวัด 10 อันดับแรกพบผู้ป่วยปอดอักเสบกำลังรักษาในโรงพยาบาล 1.กรุงเทพฯ 204 คน 2.สมุทรปราการ 101 คน 3.นครราชสีมา 78 คน 4.ชลบุรี 73 คน 5.บุรีรัมย์ 70 คน 6.กาญจนบุรี 66 คน 7.สุพรรณบุรี 64 คน 8.นครศรีธรรมราช 55 คน 9.นนทบุรี 54 คน และ 10.ประจวบคีรีขันธ์ 47 คน

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2565 จำนวน 21,007 โดส สะสม 131,652,372 โดส เป็นเข็มแรก 56,002,319 ราย คิดเป็น 80.5% เข็มสอง 50,670,905 ราย คิดเป็น 72.8% และเข็ม 3 ขึ้นไป 24,979,148 ราย คิดเป็น 35.9%

ขณะที่รายงานผลการดำเนินงานการรับ ผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหัวหิน สนามบินภูเก็ต และสนามบินสมุย วันที่ 1-15 เม.ย.65 มียอดสะสม 960 ราย แยกเป็นกลุ่ม Test&Go 820 ราย แซนด์บ็อกซ์ 97 ราย อยู่ระหว่างกักตัว 43 ราย

ห่วงคลัสเตอร์หลังสงกรานต์
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือนที่ช่วยกันดูแลประชาชน รวมถึง ผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดรัดกุมในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา จากนี้ขอทุกหน่วยงานยังต้องช่วยกันจัดเจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนจำนวนมากที่จะเริ่มทยอยการเดินทางกลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ หลังสิ้นสุดวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายธนกรกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมรองรับหากเกิดคลัสเตอร์โควิด-19 หลังสงกรานต์ ซึ่งสปสช.เพิ่มคู่สายด่วนรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงหลังสงกรานต์ และขอให้ประชาชนคอยสังเกตอาการหลังกลับจากเทศกาลสงกรานต์ 7-10 วัน หากมีอาการ เช่น ไอ มีน้ำมูก ไข้สูง 37.5 องศาเซลเชียส ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง และหากพบว่ามีอาการ หรือมีความเสี่ยงให้ตรวจด้วย ATK ทันที

นายธนกรกล่าวว่า สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ วันเสาร์ที่ 16 เม.ย.65 รวม 18,892 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยจากในประเทศ 18,810 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 82 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,788,749 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 22,220 ราย หายป่วยสะสม 1,595,484 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 221,452 ราย เสียชีวิต 125 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาล 2,062 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 27 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 26.7

‘ตู่’แนะสธ.ให้ความรู้‘ลองโควิด’
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระบวนการให้การรักษาและความพร้อมของเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมและเพียงพอทุกด้าน

น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า ด้วยสายพันธุ์ โอมิครอนที่มีลักษณะการแพร่เชื้อได้ง่าย ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่ยังทรงตัวในระดับสูง แม้ความรุนแรงของโรคจะไม่มากสำหรับผู้มีร่างกายแข็งแรง แต่ก็มีผู้หายป่วยแล้วจำนวนมากที่มีภาวะลองโควิด หรืออาการที่เกิดขึ้นภายหลังหายป่วยจากโควิด ที่เกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้กระทรวงสาธารณสุขให้ความรู้ และเพิ่มการรับรู้แก่ประชาชนในวงกว้างเกี่ยวกับภาวะลองโควิด และการดูแลตัวเองเมื่อเกิดภาวะดังกล่าว เนื่องจากยังมีผู้ป่วยที่รักษาตนเองที่บ้านที่ไม่ได้มารับการรักษาในโรงพยาบาลบางส่วนที่อาจยังไม่มีความรู้และยังไม่ได้รับการแนะนำในการดูแลตนเองหลังหายป่วยจากโควิด-19

“ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีแนวเวชปฏิบัติเกี่ยวกับการวินิจฉัย การรักษาผู้ที่มีภาวะลองโควิด ตลอดจนข้อแนะนำในการดูแลตนเองของผู้ป่วยอยู่แล้ว ซึ่งนายกฯ กำชับให้กระทรวงสาธารณสุข สร้างการรับรู้ให้ความรู้กับประชาชนในส่วนนี้ในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อที่ยังสูงจะทำให้สัดส่วน ผู้มีภาวะลองโควิดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน และผู้ดูแลตัวเองที่บ้านบางส่วนอาจจะยังไม่มีความรู้ในส่วนนี้ โดยหากประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ก็จะช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ลงอีกทางหนึ่งด้วย”

5วันสงกรานต์ฉีด 3.7 แสนโดส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและไปท่องเที่ยวจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขจัดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านรองรับ โดยส่งวัคซีนไปถึงระดับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการมารับวัคซีนใกล้บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรกอีกกว่า 2.1 ล้านคน และการรับวัคซีนเข็ม 3 ในประชาชนทั่วไป เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ที่มีการคาดการณ์ว่า อาจมีการติดเชื้อเพิ่ม สูงขึ้นระดับ 5 หมื่น-1 แสนรายต่อวัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลรายงานการฉีดวัคซีน โควิด-19 รายวันของ ศบค.ตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. พบว่าประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนลดน้อยลงเรื่อยๆ ดังนี้วันที่ 11 เม.ย. ฉีดวัคซีน 44,671 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 8,373 โดส เข็มสอง 11,171 โดส และเข็มสามขึ้นไป 25,127 โดส, วันที่ 12 เม.ย. ฉีดวัคซีนเพิ่มเป็น 122,962 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 25,036 โดส เข็มสอง 24,875 โดส และเข็มสามขึ้นไป 73,051 โดส

วันที่ 13 เม.ย. ฉีดวัคซีน 155,930 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 155,930 โดส เข็มสอง 28,989 โดส และเข็มสามขึ้นไป 99,368 โดส, วันที่ 14 เม.ย. ฉีดวัคซีนได้ 26,928 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 5,647 โดส เข็มสอง 3,870 โดส และเข็มสามขึ้นไป 17,411 โดส และวันที่ 15 เม.ย. ฉีดวัคซีน 21,007 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 3,938 โดส เข็มสอง 2,920 โดส และเข็มสามขึ้นไป 14,149 โดส

ภาพรวม 5 วันเทศกาลสงกรานต์ฉีดวัคซีนสะสม 371,498 โดสเท่านั้น ซึ่งตามเป้าหมายนั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยระบุว่า เป้าหมายที่วางไว้ช่วงสงกรานต์ จะฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงประมาณ 3 ล้านคน โดยมีการฉีดไปแล้วประมาณ 2 ล้านกว่าคน เหลืออีก 1 ล้านกว่าคนก็จะเร่งรัดฉีดช่วงสงกรานต์นี้ โดยมีการกระจายวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีเทาไปในพื้นที่กว่า 3 ล้านโดส สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่ได้รับวัคซีน คือ 1.เดินทางลำบาก 2.กลัวผลข้างเคียงจากวัคซีน และ 3.ลังเลการฉีดกระตุ้น

ผู้สูงอายุ 2.1 ล้านยังไม่ได้ฉีด
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีเป้าหมาย 12,704,543 ราย ฉีดเข็มแรก 10,672,706 โดส คิดเป็น 84% ยังเหลืออีกกว่า 2.1 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับการฉีด ส่วนฉีดเข็มสอง 10,111,060 โดส คิดเป็น 79.6% และเข็มสาม 5,001,026 โดส คิดเป็น 39.4% สำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ มีเป้าหมาย 5,151,082 คน ฉีดเข็มแรกแล้ว 2,546,415 โดส คิดเป็น 49.4% และเข็มสอง 203,652 โดส คิดเป็น 4%

แนะเฝ้าระวัง 7วันหลังสงกรานต์
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับจากสงกรานต์แล้ว ให้สังเกตอาการตนเองและเฝ้าระวัง 7 วัน หากมีอาการสงสัยติดเชื้อ มีไข้ ไอ เจ็บคอ ให้ตรวจ ATK และหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนจำนวนมาก หากต้องพบผู้อื่นให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำงานที่บ้าน (WFH) ตามความเหมาะสม โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลาอย่างเคร่งครัด เน้นการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่

ย้ำเด็กเล็กต้องฉีดวัคซีนโควิด
นพ.โอภาสยังกล่าวถึงสถานการณ์การติดเชื้อในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 11 ขวบว่า ไม่ได้แตกต่างเมื่อเทียบกับสถานการณ์ของผู้ใหญ่ แต่ที่แตกต่างคืออัตราเสียชีวิตค่อนข้างต่ำกว่าผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนที่เสียชีวิตในเด็กเล็กมักมีโรคประจำตัวร่วม เช่นโรคหัวใจ โรคทางสมอง ซึ่งการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในเด็กจึงแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือฉีดในโรงเรียน เป็นกลุ่มใหญ่และค่อนข้างเร็ว และการฉีดในโรงพยาบาล ซึ่งกำหนดให้ฉีดกรณีเด็กมีอาการป่วยต่างๆ และมีความเสี่ยง ส่วนบางคนที่ไม่สะดวกในการฉีดที่โรงเรียน หรือมีธุระทำให้ไม่สามารถฉีดพร้อมกันในสถานศึกษานั้น ก็สามารถไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลได้ แต่ขอให้ปรึกษากับแพทย์ในสถานพยาบาลนั้นๆ ก่อน เนื่องจากไม่ใช่ออปชั่นที่วางไว้ตั้งแต่ต้น แต่เป็นความยืดหยุ่นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ และขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่านโยบายของรัฐมนตรีสามารถวอล์กอินได้ในผู้ใหญ่ ส่วนเด็กสามารถทำได้ด้วยหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า จะเน้นเป็นผู้ใหญ่ แต่กรณีเด็ก อยากให้ใช้โรงเรียนเป็นฐานหลักมากกว่า ยกเว้นว่ามีกรณีจำเป็นช่วงนั้นไม่สามารถไปฉีดได้ตามโรงเรียนกำหนด อาจต้องเดินทาง ก็สามารถทำได้ แต่ต้องปรึกษาโรงพยาบาล พิจารณาเป็นรายๆ ไป

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในส่วนกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาอายุ 12-17 ปี ขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ต้องมีการฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มกระตุ้นแล้วเช่นกัน จึงแนะนำให้รับวัคซีนก่อนเปิดเทอมช่วงเดือนพ.ค.นี้ โดยสามารถเลือกรับได้ทั้งแบบเต็มโดสหรือครึ่งโดส ซึ่งทั้งสองแบบมีประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกัน แต่การฉีดครึ่งโดสจะมีผลข้างเคียงจากวัคซีนน้อยกว่า โดยกลุ่มเด็กที่สุขภาพปกติ จะฉีดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ส่วนกลุ่มเด็กป่วยสามารถรับบริการในโรงพยาบาลที่รักษาได้ ขณะที่เด็กประถมศึกษาอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกไปแล้ว จะฉีดเข็มสองห่างจากเข็มแรกประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเร่งรัดฉีดเพื่อรองรับการเปิดเทอมต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน