ดับเพิ่ม124ราย คงเตือนภัยขั้น4
7 วันสงกรานต์ ติดโควิด พุ่ง 1.46 แสน แต่ป่วยรายวันเริ่มลดเหลือ16,994 ราย ยังคงรักษา 2 แสน ส่วนป่วยหนัก-ใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้น เสียชีวิตอีก 124 ราย มีเด็ก 5 เดือนด้วย กทม.ตายมากสุด 22 ราย สธ.เฝ้าระวัง 14 วัน คาดผู้ป่วยหนักปอดอักเสบพีกสุดต้นพ.ค. ยันยังคงเตือนภัยโควิดระดับ 4 ศธ.เร่งฉีดเข็มกระตุ้นเด็กน.ร. พร้อมเปิดเรียนตามปกติ 16 พ.ค.นี้

เข็มกระตุ้น – นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และคณะ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และอสม.ในการปฏิบัติงานป้องกันโรคโควิด-19 พร้อมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ในการเดินหน้าฉีดวัคซีนเพิ่มความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ป่วยโควิดพุ่ง 7 วัน 1.4 แสน
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16,994 ราย ติดเชื้อสะสม 4,046,953 ราย แนวโน้มเริ่มลดลง หายป่วยเพิ่ม 25,910 ราย หายป่วยสะสม 3,814,433 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 124 ราย เสียชีวิตสะสม 27,006 ราย อัตรา เสียชีวิต 0.67% อยู่ระหว่างการรักษา 205,514 ราย อยู่ในร.พ. 53,766 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI, CI 151,748 ราย มีอาการหนัก 2,123 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 939 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 26.7%

ภาพรวมการติดเชื้อช่วง 7 วันสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 11-17 เม.ย.65 รวม 146,474 ราย อยู่อันดับ 9 ของโลก

สูงอายุตายพุ่ง 111 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 124 ราย มาจาก 45 จังหวัด กทม.เสียชีวิตสูงสุด 22 ราย ตามด้วยชลบุรี 9 ราย, อุดรธานี 8 ราย, ปทุมธานี, เลย จังหวัดละ 6 ราย, อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครสวรรค์ จังหวัดละ 5 ราย, สมุทรปราการ, ระยอง จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย โดยภาคกลางและตะวันออก เสียชีวิตสูงสุด 37 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36 ราย ปริมณฑล 12 ราย ภาคเหนือ 10 ราย และภาคใต้ 7 ราย ผู้เสียชีวิต เป็นชาย 66 ราย หญิง 58 ราย อายุ 5 เดือน-103 ปี แบ่งเป็นอายุ 60 ปีขึ้นไป 111 ราย ต่ำกว่า 60 ปีมีโรคเรื้อรัง 12 ราย และไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 1 ราย อายุเฉลี่ย 79 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 99%

ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,943 ราย 2.ชลบุรี 704 ราย 3.นนทบุรี 599 ราย 4.นครศรีธรรมราช 547 ราย 5.สมุทรปราการ 522 ราย 6.ขอนแก่น 483 ราย 7.บุรีรัมย์ 469 ราย 8.ร้อยเอ็ด 455 ราย 9.สมุทรสาคร 384 ราย และ 10.นครปฐม 341 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มีอีก 5 จังหวัด คือสพรรณบุรี 335 ราย, สุรินทร์ 327 ราย, ศรีสะเกษ 315 ราย, นครราชสีมา 314 ราย และราชบุรี 311 ราย

จังหวัดติดเชื้อระดับ 200 ราย ลดลงจาก 18 จังหวัด เหลือ 14 จังหวัด ส่วนจังหวัด ติดเชื้อระดับ 100 ราย เพิ่มขึ้นจาก 17 จังหวัด เป็น 21 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 27 จังหวัด จำนวนนี้มีจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยไม่ถึง 20 ราย 5 จังหวัด ได้แก่ยะลา 18 ราย, แม่ฮ่องสอน 16 ราย, นราธิวาส 8 ราย, เชียงราย 2 ราย และลำพูน 1 ราย

สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 22 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 76 ราย ใน 21 ประเทศ โดยมาจากกัมพูชามากสุด 13 ราย ออสเตรเลีย 10 ราย อินเดีย 9 ราย สิงคโปร์ อังกฤษ ประเทศละ 7 ราย เยอรมนี 5 ราย มาเลเซีย 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 61 ราย แซนด์บ็อกซ์ 7 ราย กักตัว 6 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 2 ราย จากเมียนมา 1 ราย และกัมพูชา 1 ราย สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-17 เม.ย.65 มีผู้เดินทาง 239,100 คน รายงานติดเชื้อ 1,107 คน คิดเป็น 0.46% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 225,898 คน ติดเชื้อ 954 คน คิดเป็น 0.42% แซนด์บ็อกซ์ 10,938 คน ติดเชื้อ 108 คน คิดเป็น 0.99% และกักตัว 2,264 คน ติดเชื้อ 45 คน คิดเป็น 1.99%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2565 จำนวน 18,235 โดส สะสม 131,690,241 โดส เป็นเข็มแรก 56,008,107 ราย คิดเป็น 80.5% เข็มสอง 50,676,207 ราย คิดเป็น 72.9% และเข็ม 3 ขึ้นไป 25,005,927 ราย คิดเป็น 36%

‘บิ๊กตู่’ขอเวลาประเมินสถานการณ์
เมื่อเวลา 10.55 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า สำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาตนคิดว่าทุกคนมีโอกาสพักผ่อนมีความสุขตามสมควร วันนี้สั่งให้ติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็คงมีการติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติงานในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ได้รับรายงานว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่ได้ประมาณการไว้ประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วและวันนี้คงต้องใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนทุกคนที่เดินทางไปมามีการตรวจสอบตัวเอง และต้องป้องกันตัวเองบางท่านอาจต้องปรับตัวอยู่ที่บ้านก็ขอให้มีการใช้ ATK ให้ถูกต้องและเหมาะสม

นายกฯ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ตนยินดีที่ทุกคนมีความสุขและยินดีกับทั้งด้านเศรษฐกิจด้วยที่มีการท่องเที่ยวจำนวนมากพอสมควร ทั้งเที่ยวบิน การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย อะไรต่างๆ ซึ่งมีผลไปถึงห่วงโซ่ต่างๆ ที่ได้รับผลจากการหยุดยาวในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนยังต้องระมัดระวังอีกต่อไป เพราะสถานการณ์ยังคงอยู่กับเราในช่วงเวลานี้และทั้งโลก

ศบค.เล็งผ่อนคลายมากขึ้น
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมรับมือสถานการณ์โควิด-19 หลังหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตอนนี้เน้นเรื่องเวชภัณฑ์ สถานพยาบาล ให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ เราจะให้การดูแลผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล โดยต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการและเป็นผู้ป่วย 608 และผู้สูงอายุเป็นพิเศษ สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการก็รักษาตามแบบฉบับที่ได้ดูแลกันมาโดยตลอด ทั้ง HI เข้ารับรักษาที่โรงพยาบาล หากไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยาฆ่าไวรัสโควิด-19

เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่ายาฟาวิพิราเวียร์ยังมีปริมาณเพียงพอ รมว.สธ.กล่าวว่า มีเพียงพอ ตนพูดเสมอว่าเวชภัณฑ์ไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วง รักษาตามอาการ พยายามรักษาไปตามความรุนแรงของโรค ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งทางบุคลากรทางการแพทย์และแพทย์มีความพร้อม คณะที่ปรึกษาโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุขยังได้ให้ความเห็นว่าควรจะเสนอผ่อนคลายมาตรการ ไม่ทำอะไรที่เข้มเกินไป มากเกินไปแต่ต้องผ่านคณะกรรมการทางวิชาการก่อน ยืนยันว่าแพทย์มีความพร้อม

เมื่อถามถึงกรณีการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเตือนไปหมดแล้ว และแต่ละจังหวัดก็ต้องมีความ รับผิดชอบโดยผู้ว่าฯ ในเรื่องการปฏิบัติตนว่าจะทำหรือไม่ทำ ซึ่งทางคณะแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการ ทั้งกรมควบคุมโรค กรมอนามัย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการ ที่กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันศุกร์ที่ 22 เม.ย.นี้นั้น คือต้องผ่อนคลายเพื่อให้ทุกบริบทเดินไปได้ ทั้งเศรษฐกิจ การทำมาหากินและความสะดวกของประชาชน โดยต้องไม่กระทบต่อความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อ

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอคนเดินทางเข้าประเทศไม่ต้องตรวจ RT-PCR แต่เปลี่ยนไปเป็น ATK นายอนุทินกล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่จะต้องทำในวันหนึ่ง เราเกรงว่าประชาชนจะ ตื่นตระหนก จึงอยากให้ผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปก่อน เมื่อผ่านไปแล้วสถานการณ์ไม่มีอะไรที่เกินขีดความสามารถ หรือเกินความคาดหวัง เราต้องหามาตรการผ่อนคลายให้ได้มากยิ่งขึ้น อยากให้ทุกอย่างกลับมาคืนสู่ปกติให้เร็วที่สุด

‘อนุทิน’รอดู 2 อาทิตย์
เมื่อถามถึงแผนที่จะให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ในวันที่ 1 ก.ค. เมื่อดูจากตัวเลขปัจจุบันแล้วส่งผลกระทบต่อแผนดังกล่าวหรือไม่ รมว.สธ.กล่าวว่า ตัวเลขปัจจุบันเราดูแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกันไป ที่ผ่านมา 3-4 เดือน อัตราส่วนต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล และยังไม่มีใครประกาศว่าวันที่ 1 ก.ค.จะเป็นโรคประจำถิ่น เราวางแผนไว้ว่าทำได้เร็วก็จะทำให้เร็วตามความจำเป็น ของพวกนี้กะเกณฑ์ไม่ได้ แต่ขอไปอย่างหนึ่งว่าขอให้เรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เมื่อมีความพร้อมก็จะประกาศให้เป็นหลัก ส่วนแต่ละจังหวัดก็ต้องกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาว่า ติดเชื้ออย่างไร ตายอย่างไร เวชภัณฑ์เป็นอย่างไร รับการฉีดวัคซีนแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะพยายามอย่างดีที่สุด ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขไม่ได้กลับบ้าน กลับไม่ได้เพราะต้องคอยดูแล ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรครายงานว่าเรื่องของอุบัติเหตุก็ดีกว่าปีก่อน ไม่มีอะไรที่เกินขีดความสามารถของการให้บริการรักษาพยาบาล ส่วนเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 นั้นเป็นธรรมดา เนื่องจากการสัญจรไปมา คนหมู่มาก มีความใกล้ชิดกันมาก ก็เสี่ยงที่จะติดเชื้อได้เพิ่มมากขึ้น แต่หากฉีดวัคซีนแล้วเมื่อเป็นโอมิครอนก็ไม่น่าจะมีผลกระทบเกินความสามารถการสาธารณสุขไทย อย่างไรก็ตาม ต้องดูหลังจากนี้ 2 สัปดาห์จึงจะวางใจได้

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์แนะนำประชาชนและทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับช่วง 7 วันหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยขอความร่วมมือผู้ที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมและเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองใน 7 วัน รักษาระยะห่าง งดพบปะผู้คนและหลีกเลี่ยงการพูดคุยอย่างใกล้ชิด ตรวจ ATK และขอให้หน่วยงานพิจารณาการปฏิบัติงานที่บ้าน (WFH) ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมเน้นย้ำปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยยังคงพบผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตที่สำคัญคือผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 608 และผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ จึงขอเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการ ติดเชื้อโควิด-19 ให้รีบติดต่อสถานพยาบาลเพื่อเข้าถึงการรักษาทันท่วงทีและลดอัตราการเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต

ศธ.ปรับแผนฉีดวัคซีนน.ร.
นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนนักเรียน เพื่อเตรียมพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 16 พ.ค.นี้นั้น นักเรียนอายุ 12-18 ปี ได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วกว่า 80% ส่วนเข็ม 2 ยังได้รับวัคซีนค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้วางแผนการฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งและเข็มสองให้ต่อเนื่อง ดังนั้น จึงจะปรับแนวทางการฉีดโดยให้ไปฉีดที่โรงเรียน ในช่วงเปิดเทอม คาดว่าภายใน 1 เดือนจะสามารถฉีดเข็ม 2 ได้ครอบคลุมมากขึ้น ส่วนการฉีดวัคซีนนักเรียนอายุ 5-12 ปีนั้น ฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 1.5 ล้านคน หรือ 44% ที่เหลืออีกประมาณ 1.8 ล้านคน จะเร่งดำเนินการฉีดเข็ม 1 ให้เร็วที่สุด โดยจะให้ฉีดที่โรงเรียนเช่นเดียวกัน

“วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปคิดว่ามีเพียงพอ แต่เด็กอายุ 5-12 ปีซึ่งใช้สูตรฝาสีส้มยังค่อนข้างกังวล เพราะวัคซีนเข้ามาช้า และเข้ามาสัปดาห์ละ 3 แสนโดส กังวลว่าจะดำเนินการได้ช้ากว่ากำหนด ซึ่งต้องวางแผนการฉีดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินการได้เร็วที่สุด” นายสุภัทรกล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนการเปิดภาคเรียนนั้นศธ.ยืนยันหลักการเปิดเรียนพร้อมกันทุกโรงเรียนตามปกติ แต่หากมีการระบาดให้ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ถ้าติด 1-2 คนให้ปิดชั้นเรียน หากติดเกิน 5 คนให้ปิดยกชั้นเรียน หรือปิดทั้งตึก 3-7 วัน แต่ไม่ใช่ปิดโรงเรียน ดังนั้น คงต้องขอให้ศบค.จังหวัดพิจารณาตามแผนเผชิญเหตุที่กระทรวงสาธารณสุขและโรงเรียนกำหนด หากดำเนินการตามนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดโรงเรียน และในการประชุมศบค.ชุดใหญ่เร็วๆ นี้จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาลดการเว้นระยะห่างในห้องเรียนจากเดิม 1.5 เมตร เหลือ 1 เมตร เพื่อให้สามารถนักเรียนได้มากขึ้น

สธ.คงเตือนภัยโควิดระดับ 4
วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ.แถลงรายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยภายหลังเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ตัวอย่างเช่นเกาหลีใต้ที่ติดเชื้อใหม่ลดลงจากสัปดาห์ละ 2 ล้านราย เหลือ 1 ล้านราย ส่วนตัวเลขผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตยังสูง เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เกาหลีใต้ จนถึงเวียดนาม ญี่ปุ่น โดยประเทศรอบบ้านเรา เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ยังติดเชื้อวันละหลักหมื่นรายด้วย

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า สำหรับประเทศ ไทยข้อมูลระหว่างวันที่ 9-16 เม.ย.65 ดูเหมือนสถานการณ์เริ่มลดลง หลังจากที่พีกไปช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่การเสียชีวิตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับ ผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ อัตราติดเชื้อเฉลี่ย 14 วันย้อนหลัง อยู่ที่ 22,176 ราย สถานการณ์ติดเชื้อเริ่มลดลง ทั้งจากการตรวจ RT-PCR และ ATK ซึ่ง สธ.ยังคงการเตือนภัยสุขภาพในระดับที่ 4 ต่อไปอีกระยะจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

นพ.จักรรัฐกล่าวด้วยว่า ข้อมูลผู้ป่วยปอดอักเสบวันนี้ 2,123 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 44 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 939 ราย เพิ่ม 28 ราย เมื่อเทียบกับช่วงที่เชื้อเดลตา ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 1,400 ราย ปอดอักเสบกว่า 5,000 ราย

“สถานการณ์ขณะนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม อัตรการครองเตียงกลุ่มสีเหลือง สีแดงที่ปอดอักเสบขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 30 จึงมีเตียงรองรับผู้ป่วยหนักพอสมควร และเพิ่มจำนวนเตียงในแต่ละจังหวัดเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อหลังเทศกาลสงกรานต์” นพ.จักรรัฐกล่าว

ประเมิน14วันหลังสงกรานต์
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า จากข้อมูลการ เสียชีวิตกรณีโควิด-19 ยังมีการรายงานเพิ่มขึ้น วันนี้พบ 124 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรังประจำตัว ซึ่งเป็นกลุ่ม 607 โดยข้อมูลการรับวัคซีนพบว่าไม่ได้รับเลยร้อยละ 55 รับเพียง 1 เข็ม ร้อยละ 6 รับเพียง 2 เข็ม นานเกิน 3 เดือน ร้อยละ 27 รับ 2 เข็ม ยังไม่เกิน 3 เดือน ร้อยละ 6 ในกลุ่มนี้รวมกันได้ถึงร้อยละ 94 และมีผู้ได้รับ 3 เข็ม เสียชีวิต ร้อยละ 6 อย่างไรก็ตาม โรคเรื้อรังร่วมที่พบมากยังเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคไต โรคหลอดเลือดและสมอง ซึ่งเป็นโรคที่มีการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี หรือยังไม่ได้รับวัคซีนด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนต่อแม้จะผ่านสงกรานต์แล้ว ทั้งนี้ สถานการณ์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทยในกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น เข็มที่ 1 ร้อยละ 84 เข็มที่ 2 ร้อยละ 79.6 และเข็มที่ 3 ร้อยละ 39.4 ขณะเดียวกันกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มที่ 1 ร้อยละ 49.5 และเข็มที่ 2 ร้อยละ 4 ซึ่งจะต้องรณรงค์ฉีดให้ครบถ้วน

“แนวโน้มสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อที่รายงานในระบบของสถานพยาบาลจากการตรวจ RT-PCR และ ATK พบว่าเริ่มลดลง แต่ยังพบมากในกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมีการตรวจด้วย ATK ที่บ้าน ทำให้ตัวเลขยังไปถึงสถานพยาบาลไม่ครบทั้งหมด สำหรับตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบที่มีขณะนี้เกิดจากการติดเชื้อมากในช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ทั้งหมดเป็นไปตามการคาดการณ์ว่า ก่อนสงกรานต์จะมีการติดเชื้อมาก แต่หลังสงกรานต์หากป้องกัน ควบคุมได้ดี ตัวเลขติดเชื้อน่าจะเริ่มลดลง และตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบ เสียชีวิตก็จะมีผลตามมาในช่วง 2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้เส้นกราฟติดเชื้อมากขึ้นจนแพร่ไปสู่กลุ่มเสี่ยงสูง หรือในกลุ่มที่ยังไม่ได้ติดเชื้อ จึงต้องมี 3 มาตรการหลังสงกรานต์ คือ 1.สังเกตอาการ 7 วัน หากมีอาการให้ตรวจ ATK 2.ในช่วง 5-7 วันแรก เลี่ยงการพบปะผู้คนจำนวนมาก สวมหน้ากากตลอดเวลา ไม่รับประทานอาหารร่วมกัน และ 3.มาตรการทำงานจากที่บ้าน (เวิร์ก ฟรอม โฮม) โดยย้ำว่า แม้ ATK เป็นลบ ก็ขอให้สวมหน้ากาก ระวังตัวตลอดเวลา” นพ.จักรรัฐกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังสงกรานต์คาดว่าจะพบการติดเชื้อถึงวันละ 1 แสนรายหรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า หากดูจากการรายงานข่าวช่วงสงกรานต์ พบว่าหลายกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการ Covid Free setting และไม่สาดน้ำตามข้อแนะนำของศบค. แต่การรวมกลุ่มก็มีโอกาสเป็นคลัสเตอร์ได้ จากการติดตามเริ่มพบคลัสเตอร์บ้าง เช่นโรงงาน สถานประกอบการ แต่ยังเป็นขนาดเล็ก

“อย่างไรก็ตามหากดูตามภาพฉากทัศน์ในเส้นสีแดง ขณะนี้ตัวเลขการตรวจ RT-PCR และ ATK ยังรวมกันไม่ถึงแสนราย แต่ยังต้องติดตามอีก 2-4 สัปดาห์ที่จะสอดคล้องกับตัวเลขปอดอักเสบและใส่ท่อหายใจที่คาดว่าจะสูงขึ้นในช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้”

ลุ้นโควิดเป็นโรคประจำถิ่น 1 ก.ค.
นพ.จักรรัฐกล่าวถึงการคาดการณ์แนวโน้ม การระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่น ของประเทศไทยซึ่งตามแผนกำหนดไว้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ว่า ตามเกณฑ์คือต้องดูจากสถานการณ์ครองเตียงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า ระบบสาธารณสุขจะรองรับได้หรือไม่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ทำให้ ผู้ติดเชื้อมีอาการน้อย ยกเว้นว่าจะมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามา ดังนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะมีผลน้อยต่อการขยับไปเป็นโรคประจำถิ่น โดยต้องติดตามผู้ป่วยปอดอักเสบ การอัตรา เสียชีวิตมากกว่า ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ตามเป้าหมายเดิมคือวันที่ 1 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

สปสช.อนุมัติจ่ายค่าดูแลกลุ่มสีเขียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 4 เม.ย.65 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน มีมติรับรองแนวทางการจ่ายค่าใช้จ่ายกรณีการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวที่รับบริการยังสถานบริการอื่น (ไม่ได้เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง) ภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับหลักเกณฑ์ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิด-19 ยูเซ็ป พลัส (UCEP Plus) เมื่อวันที่ 8 มี.ค.65 ไม่ครอบคลุมในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว ไม่มีอาการ และมีอาการเล็กน้อย

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากประกาศของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ที่มีผลเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2565 กำหนดให้ผู้ป่วยโควิด-19 ระดับความรุนแรงกลุ่มสีเหลืองและสีแดงที่เข้าเกณฑ์ยูเซ็ป พลัส ประกอบด้วย ผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใช้เครื่องควบคุมการให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (O2 High flow) ใช้สายหรือท่อให้ออกซิเจนทางจมูก (O2 Canular) กลุ่ม 608 หายใจเหนื่อยหอบ และหญิงตั้งครรภ์ ทั้งนี้ด้วยหลักเกณฑ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิด-19 ยูเซ็ป พลัสนี้กำหนดการใช้สิทธิยูเซ็ป พลัสเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มฉุกเฉินวิกฤตเท่านั้น โดยค่าบริการกำหนดให้เป็นการจ่ายชดเชยแบบ Fee schedue เริ่มตั้งแต่เข้ารับบริการจนออกจากโรงพยาบาล (ร.พ.)

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ส่วนผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มอาการสีเขียว สปสช.ทำข้อตกลงกับสถานพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย กลุ่มนี้ โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เหมือนกับหน่วยบริการในระบบ โดยผู้ป่วยนอกจะจ่ายแบบแยกกักตัวที่บ้าน (OP Self Isolation) โดยเหมาจ่าย 1,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย ค่าให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในการแยกกักตัวที่บ้าน การให้ยาตามอาการ ฟ้าทะลายโจร หรือยาฟาวิพิราเวียร์ที่เบิกจากสธ. รวมค่าจัดส่ง การประสานติดตามอาการเมื่อครบ 48 ชั่วโมง และการจัดระบบส่งต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องส่งต่อเข้ารับบริการในร.พ. กับอีกส่วนหนึ่งคือกรณีพ้น 48 ชั่วโมงไปแล้ว ผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงแล้วโทร.มาปรึกษาสถานบริการอื่น โดยส่วนนี้ถ้ามีการจัดระบบ สปสช.จะจ่ายให้อีก 300 บาทต่อราย

“ขณะที่บริการแบบผู้ป่วยใน เช่น การดูแลแบบ HI/CI ร.พ.สนาม และฮอสพิเทล ฯลฯ จะจ่ายแบบเหมาจ่าย โดยครอบคลุมค่าดูแลรวมอาหาร 3 มื้อ พร้อมคำปรึกษา ค่ายาฟ้าทะลายโจร ค่าอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพ และค่าเอกซเรย์ปอด กรณีที่มีความจำเป็น โดยกลุ่มนี้ สปสช.จะเหมาจ่ายกรณีรักษาตั้งแต่ 1-6 วัน อยู่ที่ 6,000 บาท ในกรณีรักษา 7 วันขึ้นไปจะเหมาจ่ายอยู่ที่ 12,000 บาท” นพ.จเด็จกล่าวและว่า สำหรับรายชื่อ ร.พ.เอกชนที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมให้บริการผู้ป่วยโควิด-19 สีเขียวนั้น สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ สปสช. https://www.nhso.go.th/page/privatehospital_green

ทั้งนี้ สอบถามเพิ่มเติมการใช้สิทธิบัตรทอง สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และเฟซบุ๊ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

โคราชติดเชื้อใหม่ 1,737
ด้านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ยังสูง RT-PCR จำนวน 238 ราย และ ATK อีก 1,499 ราย รวม 1,737 ราย มีผู้ป่วยเสียชีวิตอีก 5 ศพ เสียชีวิตสะสม 124 ศพ ป่วยสะสม 103,198 ราย รักษาหายสะสม 72,362 ราย ยังรักษา 30,712 ราย โดยอำเภอที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูดสุดช่วงหลังสงกรานต์ คืออ.เมืองนครราชสีมา 180 ราย, อ.สีคิ้ว 174 ราย, อ.ปักธงชัย 142 ราย, อ.จักราช 142 ราย, อ.ห้วยแถลง 140 ราย, อ.ประทาย 128 ราย, อ.ด่านขุนทด 112 ราย, อ.เฉลิมพระเกียรติ 84 ราย, อ.ปากช่อง 84 ราย ขณะที่พื้นที่ 8 อำเภอไม่มีผู้ติดเชื้อ ประกอบ ด้วยอ.บัวใหญ่, อ.ครบุรี, อ.โนนสูง, อ.เสิงสาง, อ.หนองบุญมาก, อ.บ้านเหลื่อม, อ.พระทองคำ และ อ.เทพารักษ์

สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่ 5 ศพ ประกอบด้วย ชาย อายุ 47 ปี ชาวต.โคกกระชาย อ.ครบุรี มีโรคประจำตัวหลายโรค ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีภาวะปอดอักเสบ, ชาย อายุ 75 ปี ชาวต.สำโรง อ.ปักธงชัย มีโรคประจำตัว ICH ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีภาวะปอดอักเสบ, หญิง อายุ 90 ปี ชาวต.หัวทะเล อ.เมืองนครราชสีมา มีโรคประจำตัว ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีภาวะปอดอักเสบ, ชาย อายุ 76 ปี ชาวต.ตาจั่น อ.คง มีโรคประจำตัวกระดูก ทับเส้นประสาท ติดเตียง ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีอาการไข้ มีภาวะปอดอักเสบ และหญิง อายุ 76 ปี ชาวต.คง อ.คง มีโรคประจำตัว DM, HT ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีภาวะปอดติดเชื้อ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน