ชงศบค.ผ่อนกฎ ดับนิวไฮอีก129
ยอดโควิดไทยพุ่งอันดับ 8 โลก รอบสัปดาห์ทะลุ 1.4 แสนราย เสียชีวิตนิวไฮอีก 129 ป่วยเพิ่ม1.68 หมื่นราย อาการโคม่า-ใส่ท่อกว่า 3 พัน 15 จังหวัดป่วยเกิน 300 สธ.จับตา 7 วันรู้ยอดป่วยจริง คาดคนไทยป่วยแล้ว 10% ถกศบค.ศุกร์นี้ จ่อชงปรับโซนสีควบคุมใหม่ ปรับเข้าไทยให้ตรวจแค่ ATK หรือไม่ต้องตรวจเลย ยกเลิกการตรวจระบบไทยแลนด์พาส มุ่งให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ เล็งขยับปลดล็อกมาตรการเร็วขึ้นจากเดือนก.ค. นักวิจัยม.เกษตรฯ ภาควิชาเคมี แถลงผลทดลองสมุนไพร ‘เคอร่า’ ต้านโควิด พบผู้ป่วยอาการดีขึ้น ไม่พบผลข้างเคียง จับตา 7 วันหลังสงกรานต์ กทม.เพิ่มเตียงรับป่วยกลับมาพุ่ง เปิดให้วอล์กอินฉีดอีก 6 จุด ที่อาคารกีฬาเวสน์ดินแดง และ 5 ห้างดัง

‘ตู่’ขยับปลดล็อกโควิดเร็วขึ้น
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดูแลและป้องกันโรคโควิด-19 ว่า จะมีการปรับมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้สะดวกง่ายดายขึ้น เดิมจะปลดล็อกมาตรการเพิ่มเติมในเดือนก.ค. แต่จะปลดล็อกให้เร็วขึ้น เพราะจากสถิติคนต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยพบมีผู้ติดเชื้อจำนวนน้อยมาก ส่วนในประเทศพบผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับควบคุมได้อยู่ ซึ่งจะมีการหารือกันจะผ่อนคลายมาตรการอย่างไรเพื่อให้มีการใช้จ่ายในประเทศ ทำให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าไปได้ด้วยดี

จ่อยกเลิก‘ไทยแลนด์พาส’
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณี นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู้ด ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ออกหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกระบบไทยแลนด์ พาส เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา และในการประชุมศบค.ชุดใหญ่วันที่ 22 เม.ย. จะเสนอมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ ตามเหตุผลความเป็นไปได้ และการยอมรับด้านสาธารณสุข ซึ่งรูปแบบใกล้เคียงกับที่ภาคเอกชนเสนอ ถือเป็นเรื่องที่คิดกันมานานแล้ว

“นายกฯ มีมาตรการพยายามผ่อนคลายให้ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ประชาชน มีรายได้เดินหน้าได้ การเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติจะสะดวกขึ้น ไม่สร้างภาระ ไม่เป็นอุปสรรค หรือเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้าออกประเทศน้อยที่สุด ระบบไทยแลนด์ พาส คือ ถ้าต้องตรวจรายละเอียดก็เข้าระบบ ดังกล่าว แต่สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะ เสนอศบค. มีบางส่วนที่ไม่ต้องตรวจ ดังนั้น ไทยแลนด์ พาส ก็ไม่ได้ใช้ไปโดยอัตโนมัติ นายกฯ พร้อมปรับปรุงทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจ” รายงานข่าวระบุ

ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16,891 ราย สะสม 4,063,844 ราย หายป่วย 24,927 ราย สะสม 3,839,360 ราย เสียชีวิต 129 ราย สะสม 27,135 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 197,349 ราย อยู่ในร.พ. 51,297 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 146,052 ราย มีอาการหนัก 2,104 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 940 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 25.9% สำหรับการติดเชื้อช่วง 7 วันที่ผ่านมาประเทศอยู่ที่ 141,081 ราย ขยับขึ้นอันดับ 8 ของโลก

ผู้เสียชีวิตมาจาก 43 จังหวัด กทม.เสียชีวิตสูงสุด 27 ราย ตามด้วยนครราชสีมา 6 ราย, ปทุมธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม จังหวัดละ 5 ราย, สมุทรปราการ เลย กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช ชุมพร กาญจนบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสียชีวิตสูงสุด 34 ราย ภาคกลางและตะวันออก 27 ราย ภาคเหนือ 15 ราย ปริมณฑล 13 ราย และภาคใต้ 13 ราย เป็นชาย 72 ราย หญิง 57 ราย อายุ 10-98 ปี เฉลี่ย 73 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%

15 จังหวัดป่วยเกิน 300 คน
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,282 ราย 2.ชลบุรี 650 ราย 3.ขอนแก่น 594 ราย 4.สมุทรปราการ 527 ราย 5.นครศรีธรรมราช 514 ราย 6.สมุทรสาคร 469 ราย 7.นนทบุรี 459 ราย 8.บุรีรัมย์ 445 ราย 9.ศรีสะเกษ 396 ราย และ10.นครปฐม 384 ราย สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มีอีก 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา 369 ราย, สงขลา 337 ราย, ระยอง 325 ราย, ร้อยเอ็ด 317 ราย และนครราชสีมา 301 ราย

จังหวัดติดเชื้อระดับ 200 ราย ลดลงจาก 14 จังหวัด เหลือ 12 จังหวัด ส่วนจังหวัดติดเชื้อระดับ 100 ราย ลดลงจาก 21 จังหวัด เป็น 16 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย เพิ่มขึ้นจาก 27 จังหวัด เป็น 33 จังหวัด จำนวนนี้มีจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยไม่ถึง 20 ราย 7 จังหวัด ได้แก่ สตูล 20 ราย, ชัยนาท 15 ราย, ยะลา 15 ราย, แม่ฮ่องสอน 12 ราย, นราธิวาส 10 ราย, เชียงราย 5 ราย และลำพูน 1 ราย

สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 19 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 85 ราย ใน 28 ประเทศ โดยมาจากออสเตรเลียมากที่สุด 12 ราย เยอรมนี 10 ราย แอฟริกาใต้ 8 ราย อังกฤษ 7 ราย สิงคโปร์ 5 ราย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ประเทศละ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 76 ราย แซนด์บ็อกซ์ 8 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 1 ราย จากเมียนมา สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-18 เม.ย. 2565 มีผู้เดินทาง 253,098 คน รายงานติดเชื้อ 1,188 คน คิดเป็น 0.47% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 239,505 คน ติดเชื้อ 1,027 คน คิดเป็น 0.43% แซนด์บ็อกซ์ 11,207 คน ติดเชื้อ 116 คน คิดเป็น 1.04% และกักตัว 2,386 คน ติดเชื้อ 45 คน คิดเป็น 1.89%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 18 เม.ย. ฉีดได้ จำนวน 17,642 โดส สะสม 131,707,883 โดส เป็นเข็มแรก 56,011,444 ราย คิดเป็น 80.5% เข็มสอง 50,678,940 ราย คิดเป็น 72.9% และเข็ม 3 ขึ้นไป 25,017,499 ราย คิดเป็น 36%

จับตา 1 สัปดาห์ยอดป่วยจริง
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า การติดเชื้อระลอกโอมิครอนเคยสูงสุดช่วงก่อนสงกรานต์จากการตรวจ RT-PCR ประมาณเกือบ 3 หมื่นรายต่อวัน และลดลงมาเรื่อยๆ ช่วงสงกรานต์ประมาณเกือบ 2 หมื่นราย ส่วนเมื่อวันที่ 18 เม.ย. รายงาน 1.6 หมื่นราย ขณะที่การตรวจด้วย ATK ก็ แนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน แต่อาจไม่ได้ลดลงจริง เพราะช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา คนก็ตรวจน้อยลง ส่วนการติดเชื้อช่วงสงกรานต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องรออย่างน้อย 1 สัปดาห์ที่คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิต และเริ่มตรวจมากขึ้นเพราะไปมีความเสี่ยงและมีความกังวล

“ขณะนี้สังเกตว่า ผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิตเยอะมาก ซึ่งมีข้อสมมติฐานหนึ่งคือ ผู้ที่จะไปล้างไตต้องฉีดวัคซีนก่อน หากไม่ฉีดก็ต้องตรวจ ATK ว่าไม่ติดเชื้อ ซึ่งกระบวนการอาจยุ่งยาก ทำให้การไปรับบริการล้างไตน้อยลง แล้วทำให้อาการตนเองหนักขึ้นได้ และแม้ผู้ป่วยไตแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว แต่อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้น้อย เพราะจากการตรวจสอบกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้งที่เป็นโรคไตและไม่เป็นโรคไต พบว่าการฉีดวัคซีนพอๆ กัน คือ ฉีด 30 กว่า% และไม่ฉีด 60 กว่า% จึงอาจต้องหาแอนติบอดีมาฉีดแทนหากติดเชื้อหรือก่อนติดเชื้อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการป่วยหนัก ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตระลอกนี้แตกต่างจากระลอกที่แล้ว คือเดลตามาถึงปอดอักเสบค่อนข้างหนักเลย แต่ระลอกนี้ส่วนใหญ่ป่วยจากโรคประจำตัวก่อน และพบการติดเชื้อเริ่มมีปอดอักเสบและเสียชีวิต เลยค่อนข้างเร็ว เพราะไปรักษาโรคอื่น พอรู้ติดเชื้อโรคเก่ายังไม่ทันจะดี ติดเชื้อซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้เสียชีวิต เราเจอเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ” นพ.จักรรัฐกล่าว

คาดคนไทยป่วยแล้ว 10%
เมื่อถามถึงกรณีช่วงสงกรานต์มีตัวเลขการฉีดวัคซีนรายวันน้อยมาก ประมาณ 1-2 หมื่นกว่าโดสต่อวัน ทั้งที่ สธ.รณรงค์ให้ลูกหลานกลับบ้านพาผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีน รพ.สต.ใกล้บ้าน นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ที่ตัวเลขน้อยเนื่องจากช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ร.พ.สต.รายงานลงทะเบียนการฉีดวัคซีนเข้าระบบไม่ได้ 100% ตัวเลขฉีดวัคซีนจึงไม่เยอะ ส่วนกลุ่มที่ไม่ยอมมาฉีดก็ต้องช่วยกันรณรงค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีประชากรสูงวัยหลายส่วนหลายจังหวัด ที่อพยพย้ายถิ่นทำงานหรือตามลูกหลานมาอยู่ กทม.หรือจังหวัดใหญ่ๆ เป็นอีกส่วนที่ทำให้ รพ.สต.ในพื้นที่ไม่ทราบ ต้องให้ รพ.สต.พื้นที่ใหม่ที่ก็ไม่ทราบว่ามาอยู่เช่นกัน ถือเป็นช่องว่างที่ต้องปรับกลยุทธ์ต่อ

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ส่วนการสุ่มตรวจดูว่าใครติดเชื้อมากน้อยแค่ไหนในประเทศไทย ปกติจะตรวจจากภูมิคุ้มกัน แต่มีการฉีดวัคซีนด้วย การตรวจภุมิคุ้มกันจึงไม่สามารถบอกได้ แต่มีเทคนิคในการตรวจสอบ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่ แต่ข้อมูลยังไม่ออกมาว่าติดไปกี่เปอร์เซ็นต์

“เบื้องต้นคร่าวๆ น่าจะติดเชื้อในประเทศ ไทยแล้ว 10% จากประชากร 60-70 ล้านคน หากรวมคนฉีดวัคซีนไปด้วย นับในกลุ่มฉีดเข็ม 3 เป็นหลัก เหมือนว่าประชากรเรามีภูมิคุ้มกันไม่เยอะมาก อาจมี 50% แต่เราต้องการ 80% จึงต้องเร่งบูสต์ โดยเฉพาะการเจาะกลุ่มสูงวัยที่เสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิต หน่วยงานต่างๆ ต้องช่วยกัน” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวถึงกรณีปัญหาการไม่ตรวจหาเชื้อ ตรวจพบเชื้อแล้วไม่บอก และไม่กักตัวยังมีการเดินทางไปทั่ว ว่า พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้ยอดติดเชื้อสูงขึ้น จนอาจขยับไปสู่อีกเส้นคาดการณ์ ซึ่งอาจจะสูงถึงขั้นเส้นสีแดงก็เป็นไปได้

เพิ่มสายด่วนรับติดเชื้อเพิ่ม
เมื่อถามถึงกรณีสถานบันเทิงที่เริ่มกลับมาเปิดช่วงสงกรานต์ และอาจเปิดดำเนินการต่อ จะกระทบเรื่องผู้ติดเชื้อจากการที่คนออกมาเที่ยวมากขึ้นหรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า การระบาด 3 ระลอกแรกที่ผ่านมา ประเทศไทยติดเชื้อจากการไปเที่ยวสถานบันเทิงเยอะมาก ขณะที่มีรายงานเข้ามาจำนวนมาก บางคนตรวจไม่รอฟังผลทั้ง ATK หรือ RT-PCR ออกมาใช้ชีวิตก่อน มาร่วมกิจกรรมก่อน ขอไปเที่ยวก่อน พอผลออกแล้วไปกักตัวก็แพร่ไปแล้ว ซึ่งเราจะไม่เห็นลักษณะคลัสเตอร์ เพราะไปเที่ยวและกลับบ้านไปแล้ว การสอบสวนคลัสเตอร์ขนาดใหญ่อาจเป็นเรื่องยากในระยะนี้ที่มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปแล้ว จะเจอก็ตอนไป ร.พ.ไปรับการรักษา แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ที่รับรักษาจะเป็นกลุ่ม 608 จังหวัดไหนที่มีกลุ่มนี้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยเฝ้าระวังต่อว่า เขาไม่ได้บล็อกหรือไม่ ก็ต้องวางมาตรการบล็อกส่วนนี้ให้มากขึ้น ไม่ให้วัยทำงานไปแพร่ให้สูงวัย

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีผู้โทร.เข้าสายด่วน 1330 ทั้งจาก ผู้ใช้สิทธิบัตรทองและผู้ติดเชื้อโควิดที่ขอคำปรึกษาหรือแจ้งลงทะเบียนเข้าสู่ระบบเอชไอ มากกว่าวันละ 10,000 ราย แต่รับสายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากปีที่ผ่านๆ มาพบว่าหลังช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ที่ผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนา จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสูงมาก ทั้งจากคนใน กทม.นำเชื้อไปติดที่ต่างจังหวัด และติดเชื้อจากต่างจังหวัดกลับมาพื้นที่ กทม. ตนจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ สปสช. เวิร์กฟรอมโฮม เพื่อป้องกันการระบาด และเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ 1330 และระบบต่างๆ เต็มกำลัง เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิดที่อาจเพิ่มสูงขึ้นช่วงหลังจากนี้

22 เม.ย.จ่อชงปรับโซนสีใหม่
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการเสนอมาตรการผ่อนคลายต่อ ศบค. วันที่ 22 เม.ย.ว่า เชื่อมั่นและพร้อมสนับสนุนทีมแพทย์ คณะกรรมการวิชาการ คณะทำงานที่เกาะติดสถานการณ์โควิดที่ประเมินกันรายวัน ในเรื่องการแพทย์มีความสำคัญมาก และสำคัญไม่ต่างกันก็คือเศรษฐกิจ เราต้องบาลานซ์ให้สามารถไปด้วยกันได้ โดยด้านการแพทย์ตอนนี้มียาทุกตระกูลที่มีผลการศึกษาวิจัยว่ามีประสิทธิภาพ ทั้งแพกซ์โลวิด โมลนูพิราเวียร์ ฟาวิพิราเวียร์ หรือฟ้าทะลายโจร ก็มีประสิทธิภาพรักษาผู้ติดเชื้อโควิดกลุ่มอาการน้อย ดังนั้น ด้านเศรษฐกิจก็ต้องเดินหน้าต่อเช่นกัน ซึ่ง สธ.มีคณะทำงานวิชาการ มีการประชุมอีโอซีทุกเช้า หากสถานการณ์ไม่มีอะไรต้องกังวล สธ.พร้อมคลายนอตทันที และจับตาดูต่ออย่างใกล้ชิด หากมีอะไรที่น่ากังวล ก็จะพิจารณาไขนอตให้แน่นขึ้นเช่นกัน

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันที่ 21 เม.ย. จะประชุม ศปก.ศบค. เพื่อพิจารณามาตรการต่างๆ ร่วมกันและเสนอต่อ ศบค.ชุดใหญ่วันที่ 22 เม.ย. หลักๆ จะเสนอเรื่องการผ่อนคลายการเข้าประเทศในระบบ Test&Go จากเดิมที่ให้ตรวจ RT-PCR 1 ครั้งเมื่อมาถึงประเทศไทย ก็จะหารือว่าจะเสนอให้ปรับเป็นตรวจด้วย ATK หรือไม่ต้องตรวจหาเชื้อ ส่วนรายละเอียดแนวทางดำเนินการจะหารือในที่ประชุม ศปก.ศบค. เพื่อเสนอ ศบค.ตัดสินใจ ขณะเดียวกันจะมีการเสนอปรับพื้นที่สี อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในประเทศมีจำนวนมากกว่าคนที่เดินทางเข้าประเทศ ดังนั้น การผ่อนคลายเรื่องการเข้าประเทศก็คงไม่มีผลทำให้การติดเชื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้นนัก

ชี้ปอดอักเสบ-โคม่าพุ่งอีกพัน
เมื่อถามถึงกรณีผู้ประกอบการสถานบันเทิง ขอให้พิจารณาเปิดบริการช่วงหลังสงกรานต์ นพ.โอภาสกล่าวว่า การประเมินหลังสงกรานต์ ต้องดูใน 2 สัปดาห์ว่าสถาน การณ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ กระทบกับระบบสาธารณสุขหรือไม่ หากไม่มีอะไรก็จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ขณะนี้มาตรการในประเทศผ่อนคลายเยอะพอสมควรแล้ว

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีคร. กล่าวว่า วันที่ 19 เม.ย. รายงานเสียชีวิตจาก โควิด 129 ราย ป่วยปอดอักเสบ 2,104 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจ 940 ราย ถือว่าตัวเลขค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้เป็นผลมาจากเทศกาลสงกรานต์ เพราะเพิ่งผ่านมาแค่ 2 วัน โดยช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่าง 12-18 เม.ย. คาดว่า ตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหาย จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นแบบช้าๆ จากผู้ป่วยสีเหลืองมาเป็นสีแดง และหากอาการรุนแรงมากถึงที่สุดก็เป็นสีดำคือเสียชีวิต โดยจะเห็นภายใน 7-8 วัน หรือราวต้นพ.ค. จะไม่ได้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระยะฟักเชื้อของโอมิครอนแม้จะสั้นลง แต่ก็ต้องใช้เวลา ตั้งแต่เริ่มป่วย จนป่วยหนักก็ประมาณ 8-10 วัน ซึ่ง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสูงอายุ อย่างไรก็ตาม แม้ คาดการณ์ตัวเลขผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงฉากทัศน์เส้นสีแดง น่าจะอยู่ระหว่างเส้นสีเหลืองและแดง คือรุนแรงระดับปานกลางแต่ไม่มาก ประมาณ 1,000 กว่าคน

โชว์ผลสมุนไพร‘เคอร่า’
ที่ห้องจูปีเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยนักวิจัย แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน นักวิชาการ คณาจารย์ และเภสัชกรร่วมแถลงผลงานวิจัยสมุนไพรไทยและเห็ดยา ต้านโควิด-19 และถ่ายทอด บทเรียนการใช้ยาตำรับสมุนไพรเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดและรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัย

รศ.ดร.เกียรติทวี ชูวงศ์โกมล ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้ทดสอบวิจัยตำรับยาสมุนไพรเคอร่าจนเสร็จสิ้น และได้ส่งผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ในหัวข้อเรื่อง KERRA, mixed medicinal plant extracts, inhibits SARS-CoV-2 targets enzymes and Feline corona vinus. โดยพบว่าสารสกัดของสมุนไพรตำรับเคอร่า KERRA นั้นมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ขยายตัวของไวรัสโควิด-19 ถึงสองกลไก ซึ่งตามปกติแล้วยาต้านไวรัสทั่วไป จะมีฤทธิ์ยับยั้งเพียงกลไกเดียวเท่านั้น คือ main protease และ RdRp (RNA-dependent RNA polymerase) โดยมีค่า IC50 คือค่าความเข้มข้นที่ 50% ของการยับยั้ง main protease ที่ 49.91 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร โดยเมื่อเทียบกับยาต้านไวรัส Lopninavir และ Ritronavir นั้น สารสกัดเคอร่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าถึง 1,543 เท่า และ 468 เท่าตามลำคับ และเมื่อเทียบกับสารสกัดฟ้าทะลายโจรนั้น พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าประมาณ 650 เท่า ส่วนค่าความเข้มข้นที่ 50% ของการยับยั้งเอนไซม์ RdRp ที่ 36.23ไมโครครัมต่อมิลลิลิตร โดยที่ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตรเท่ากันนั้น สารสกัดเคอร่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์ RdRp สูงกว่ายาฟาวิพิราเวียร์ประมาณ 371% รวมทั้งมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบที่ดีเมื่อเทียบกับเพร็คนิโซโลน หรือได โคลฟีแนค

ผู้ป่วย-สูงวัยอาการดีขึ้น
นพ.รังสรรค์ บุตรชา ผอ.ร.พ.ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการวิจัยโดยการเก็บข้อมูลแบบย้อนหลัง ในคนไข้จำนวน 2,476 ราย ของร.พ. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี จำนวน 200 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 มีผู้มี โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ เกาต์ ไวรัสตับอักเสบ เกล็ดเลือดต่ำ ภูมิแพ้ หอบหืด วัณโรค ธาลัสซีเมีย เป็นต้น จำนวน 461 ราย คิดเป็นร้อยละ 22 มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 333 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.5 พบว่า ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 67 หายป่วยภายใน 7 วัน, หายป่วยภายใน 10 วัน คิดเป็นร้อยละ 88 หายป่วยภายใน 30 วัน ร้อยละ 99.92 ส่วนที่หายเกินกว่า 30 วัน หรือมีภาวะลองโควิดคิดเป็นร้อยละ 0.08 โดยไม่พบผู้มีอาการลุกลาม ที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ ต้องเข้ารับการรักษาในไอซียู หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ส่วนผลข้างเคียงในการใช้ยาพบว่าร้อยละ 99.68 ไม่พบผลข้างเคียง มีรายงานพบมีอาการคล้ายท้องเสียจำนวน 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.002 ซึ่งอาการจะหายเมื่อหยุดยา ไม่มีรายงานความเป็นพิมต่อตับและไต หรือผลข้างเคียง ร้ายแรงอื่น ซึ่งผู้ก็ป่วยร้อยละ 99.68 รายงานว่าอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติหลังได้รับยา

ด้านดร.ภก.พยงค์ เทพอักษร หัวหน้าศูนย์วิจัยชีวอนามัยตรัง วิทยาลัยสาธารณสุข สิรินธร จังหวัดตรัง และประธานอนุกรรมการด้านวิจัยและบริการวิชาการคณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เปิดเผยถึงข้อมูลที่ได้ทบทวนงานวิจัย เปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาของยาชนิดต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 เช่น ฟาวิพิราเวียร์, ไอเวอร์เมคติน, คอร์ติโคเสตอรอยค์, โมลนูพิราเวียร์, ริ โทรนาเวียร์ ฯลฯ พบว่า ยาตำรับสมุนไพรเคอร่านั้นมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์การขยายตัวของโรคโควิด-19 ที่ดีกว่ายาแผนปัจจุบันหลายชนิดเมื่อเปรียบเทียบผลจากหลอดทดลอง อีกทั้งผลการวิจัยทางคลินิกในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ จำนวน 2,476 รายนั้น ทุกรายหายเป็นปกติ โดยไม่พบผู้เสียชีวิตหรือมีอาการลุกลามหลังได้รับยา จึงถือเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนและภาครัฐ ในการนำมาใช้แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อไป

เร่งฉีด – เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กลุ่มผู้สูงอายุ ที่หน้าโรงภาพยนตร์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา จุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของร.พ.มหาราชนครราชสีมา โดยมีลูกหลานพาผู้สูงอายุมาเข้ารับการฉีดจำนวนมาก เมื่อวันที่ 19 เม.ย.

โคราช-อุบลฯป่วยนิวไฮ
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่จ.แม่ฮ่องสอน นายสมคิด สอนบาลี ผอ.รพ.สต. บ้านท่าหินส้ม ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางไปตรวจคัดกรองโรคโควิด ให้กับราษฎรบ้านหนองแห้ง หมู่ 9 ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม ด้วยการตรวจ ATK จำนวน 113 ราย หลังเทศกาลสงกรานต์ โดยตรวจพบผลบวก 3 ราย โดยยอดสะสมของราษฎรบ้านหนองแห้งที่ติดเชื้อโควิด ตั้งแต่ 1 ม.ค.2565-19 เม.ย.2565 จำนวน 58 ราย

ที่จ.นครราชสีมา นพ.วิญญู จันทร์เนตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา ชี้แจงว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,844 ราย ป่วยสะสม 106,042 ราย รักษาหาย 75,392 ราย รักษาอยู่ 30,584 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 5 ราย อายุตั้งแต่ 68-87 ปี มีโรคประจำตัว อาทิ ความดัน เบาหวาน หลอดเลือดสมอง หัวใจ และป่วยติดเตียง

นพ.วิญญูกล่าวว่า วันนี้ถือเป็นยอด “นิวไฮ” พบผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันมากที่สุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งติดเชื้อจากการร่วมกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์และนำเชื้อมาแพร่ในครอบครัว จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัดรวมทั้งดำเนินการเชิงรุกรณรงค์ประชาสัมพันธ์การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย 27.98% หรือ 736,793 คน จากจำนวนเป้าหมายทั้งสิ้น 2,633,207 คน

ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของคลัสเตอร์สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์โพธิ์กลาง อ.เมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของ อบจ.นครราชสีมา โดยมีเจ้าหน้าที่ 40 คน และผู้สูงอายุ 69 คน รวม 109 คน จากวันที่ 1 เม.ย. พบเจ้าหน้าที่ติดเชื้อจากครอบครัวและมาแพร่เพื่อนร่วมงาน กระทั่งวันที่ 17 เม.ย. ตรวจเชิงรุกอีก 65 ราย พบผู้สูงอายุติดเชื้ออีก 20 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ 10 ราย และผู้สูงอายุ 10 ราย โดย อบจ.นครราชสีมา ได้เปิดซีไอ ในสถานสงเคราะห์จำนวน 30 เตียง เตรียมรองรับผู้ป่วยแล้ว

ด้านจ.อุบลราชธานี เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 ร่วมกับกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลนครอุบลราชธานี นำรถชีวนิรภัยพระราชทาน ตั้งจุดตรวจเชิงรุกให้ประชาชนและข้าราชการกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ตามนโยบายเฝ้าระวังค้นหาผู้ติดเชื้อ หลังเทศกาลวันสงกรานต์ ซึ่งคาดการณ์จะมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยจากการตรวจเชิงรุกกับคนกลุ่มเสี่ยงจำนวน 316 คน พบมีผลบวกติดเชื้อจำนวน 42 คน ส่วนยอดรวมทั้งจังหวัดพบผู้ติดเชื้อ 5,124 คน เป็นการตรวจ RT-PCR 459 คน ที่เหลือเป็นการตรวจ ATK จึงประเมินอาการและแจกยาให้ผู้ป่วยสีเขียวกลับไปกักตัวรักษาที่บ้านพัก ส่วนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงให้เข้ารับการรักษาที่ร.พ.

ผู้ว่าฯอุบลฯจี้คุมป่วยพุ่ง 5 พัน
นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผวจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ขอให้ผู้เดินทางไปเที่ยว ไปเยี่ยมญาติกลับมาสังเกตอาการตัวเองภายใน 7 วัน พร้อมให้หาชุดตรวจ ATK มาตรวจ งดกินข้าวรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานและคนในบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะหากตัวเองมีเชื้อจะไม่แพร่กระจายสู่คนอื่นเป็นวงกว้าง

กทม.เพิ่มเตียงรับป่วยพุ่ง
ที่ศาลาว่าการกทม. นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม.ได้เน้นย้ำแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน โควิด-19 โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมกิจกรรมและเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้เฝ้าระวังและสังเกตอาการของตนเองและสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด ในช่วง 7 วันหลังเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 18-24 เม.ย. รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำที่ สธ.กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในส่วนของร้านค้า สถานประกอบการ ให้เตรียมความพร้อมมาตรการควบคุมโรคแบบบูรณาการและแนวปฏิบัติด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID Free Setting) ภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กทม.ยังบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เปิดให้บริการตรวจ ATK ให้กับผู้ที่มีความเสี่ยง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยให้บริการแบบ ไดรฟ์ ทรู 2 แห่ง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ถนนบรมราชชนนี (สายใต้ใหม่) เขตตลิ่งชัน และวิคตอเรีย การ์เด้นส์ เขตบางแค และร.พ.สังกัดสำนักการแพทย์ กทม. อีกทั้ง 11 แห่ง ผ่านการลงทะเบียนจองคิวล่วงหน้า หรือติดต่อสอบถามได้ที่ ร.พ.กลาง โทร.0-2220-8000 ร.พ.ตากสิน 0-2328 6760 ร.พ.เจริญกรุง ประชารักษ์ 0-2289-7986 ร.พ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ 0-2429-3258 ร.พ.เวชการุณย์รัศมิ์ 0-2543-2090 ร.พ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร 0-2327-3049 ร.พ.ราชพิพัฒน์ 0-2444 3900 ต่อ 8878 ร.พ.สิรินธร 0-2328-6760 ร.พ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน 0-2452-7999 รพ.คลองสามวา 09-4998 8807 และร.พ.บางนากรุงเทพมหานคร 0-2180-0201-3 ต่อ 103, 104

สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อมเตียงและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจเพิ่มมากขึ้นภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลหลัก ร.พ.สนาม ฮอสพิเทล จำนวน 3,500 เตียง นอกจากนี้ยังมีศูนย์พักคอยที่รองรับผู้ป่วยได้จำนวน 5,500 เตียง และการดูแลแบบเอชไอ

เปิดวอล์กอินฉีดทุกเข็ม 6 จุด
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิดให้กับกลุ่มเสี่ยง 608 และประชาชน นายขจิตกล่าวว่า กทม.ขอเชิญชวนให้กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น มารับบริการฉีดวัคซีนตามสถานพยาบาลและจุดฉีดนอกสถานพยาบาลทั้ง 6 จุด ที่เปิดให้บริการวอล์กอิน ไม่ต้องจองคิว เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรวม ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์ฉีดวัคซีนฯ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกทม. (ไทย-ญี่ปุ่น) จุดที่ 2 ธัญญาพาร์ค จุดที่ 3 เซ็นทรัล พระราม 3 จุดที่ 4 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จุดที่ 5 เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และจุดที่ 6 โรบินสัน ลาดกระบัง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน