หมูขยับแล้วโล5บาทไข่ก็พรวดฟอง10สต.
อ่วมของแพงอีก ไข่ไก่ขึ้นราคาฟองละ 10 สตางค์ พุ่งฟองละ 4.30 บาท 3 สหกรณ์ สมาคมผู้เลี้ยง ทั้งแปดริ้ว ชลบุรี และสุพรรณบุรี โอดแบกต้นทุนอาหารสัตว์ไม่ไหว ชี้ให้ทำใจมีแนวโน้มขยับราคาอีก เผยเกษตรกรไปต่อไม่ไหว เจ๊งแล้ว 20% เขียงหมูก็แอบปรับราคาช่วงสงกรานต์อีกกิโลละ 5 บาท ส่งผลให้ราคาสามชั้น พุ่งก.ก. 230 บาท ขณะที่เนื้อแดง สะโพก ปรับเป็น 180-190 บาท สหพันธ์ขนส่งฯ ลั่น 1 พ.ค. ปรับค่าขนส่งขึ้น 15-20% หลังรัฐเลิกอุ้มดีเซลทำให้ทะลุลิตร 35 บาท เสนอลดภาษีน้ำมันเหลือ 20 สตางค์ ถอดส่วนผสมไบโอดีเซลออกจากดีเซลชั่วคราว ด้านกองทุนติดลบเกิน 5 หมื่นล้านแล้ว คลังย้ำยังมีเวลาเหลืออีก 1 เดือน หากกระทรวงพลังงานคุมราคาได้ ก็ไม่ต้องต่ออายุลดภาษีช่วย
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ ผู้เลี้ยงไก่ไข่สุพรรณบุรี จำกัด และสหกรณ์ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด ได้ประกาศ ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร ขึ้นอีกฟองละ 10 สตางค์ คือ ปรับจาก 3.40 บาท/ฟอง ซึ่งเป็นราคาเมื่อวันที่ 24 มี.ค. เป็น 3.50 บาท/ฟอง มีผลตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. เป็นต้นไป ส่งผลให้ ราคาจำหน่ายปลีก ไข่เบอร์ 0 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ ฟองละ 4.30 บาท, เบอร์ 1 ฟองละ 4.10 บาท, เบอร์ 2 ฟองละ 3.90 บาท, เบอร์ 3 ฟองละ 3.60 บาท, เบอร์ 4 ฟองละ 3.50 บาท, เบอร์ 5 ฟองละ 3.20 บาท และเบอร์ 6 ฟองละ 3 บาท
นายดำรงค์ ธาราสมบัติ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด เปิดเผยถึงสาเหตุที่ สหกรณ์ต้องปรับขึ้นราคาไข่ไก่อีกฟองละ 10 สตางค์ว่า เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงไก่เพิ่มสูงขึ้น จากอาหารสัตว์ที่มีการปรับขึ้นราคาทุกๆ สัปดาห์ โดยล่าสุดราคาอาหารไก่ไข่ยืนกรง ปรับราคาขึ้นมาอยู่ที่ กระสอบละ 455 บาท (30 ก.ก.) และอาหารไก่เล็ก อยู่ที่กระสอบละ 488 บาท ส่วนราคาไข่คละหน้าฟาร์ม ที่กรมการค้าภายใน (คน.) ประกาศไว้ที่ฟองละ 3.40 บาท นั้น เป็นการประกาศขอความร่วมมือให้ขายในราคานี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วขายไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุน
“ไข่ไก่อาจปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งต้องทำใจ เพราะราคาอาหารสัตว์อาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ข้อยุติการแก้ไขปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะเรื่องให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งปริมาณที่อนุมัติให้นำเข้า 3.8 แสนตันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัจจุบันสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกรวม 80 ราย ล่าสุด ผู้เลี้ยงไก่ ราว 20% ต้องเลิกเลี้ยงไก่ไปแล้ว เพราะสู้ราคาอาหารสัตว์ไม่ไหว ขณะที่เลี้ยงไปก็ขายไม่ได้ราคา อยากให้รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ ไปหารือกับพ่อค้าไข่คนกลางให้ยอมลดค่าการตลาดลงเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้” นายดำรงค์กล่าว
ด้านกรมการค้าภายในแจ้งถึงแนวโน้มราคาจำหน่ายเนื้อสุกรชำแหละสันนอกว่า มีการปรับราคาขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 5 บาท/ก.ก. โดยเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ราคาอยู่ที่ 185-195 บาท/ก.ก. และวันที่ 18 เม.ย. จนถึงปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ 190-200 บาท/ก.ก., เนื้อแดง สะโพก ปรับจาก 180-185 บาท/ก.ก. เป็น 180-190 บาท/ก.ก., สามชั้น ปรับจาก 205-225 บาท/ก.ก. เป็น 210-230 บาท/ก.ก.
ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการขนส่ง นายอภิชาต ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วันที่ 1 พ.ค. ผู้ประกอบการขนส่งจะปรับขึ้นค่าขนส่ง 15-20% หลังรัฐบาลยกเลิกมาตรการตรึงราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร และจะทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นแบบขั้นบันไดแทน จึงต้องปรับขึ้นราคาเพื่อความอยู่รอด
“ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท/ลิตร จะส่งผลให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 3% และส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าของผู้ผลิตต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วยอย่างน้อย 20% ขณะที่จุดคุ้มทุนของค่าขนส่งราคาน้ำมันดีเซลควรอยู่ที่ 25 บาท/ลิตร ผู้ประกอบการขนส่งเตรียมปรับค่าขนส่งทั่วประเทศขึ้นขั้นต่ำ 15% หรืออาจมากกว่า 20% ตามกลไกตลาดเพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป ซึ่งคงต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า หลังดีเซลปรับขึ้นเกิน 30 บาท/ลิตรไปแล้ว ผู้ประกอบการรถบรรทุกจะปรับแผนอย่างไร และหากผู้ผลิตไม่ยอมรับการปรับขึ้นค่าขนส่ง ผู้ประกอบการรถบรรทุกอาจใช้มาตรการหยุดวิ่งรถบรรทุกบางส่วนก็เป็นได้” นายอภิชาตกล่าว
นายอภิชาตกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในภาคขนส่งลงเหลือ 20 สตางค์/ลิตร เท่ากับภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ใช้กับเครื่องบิน ให้ยกเลิกการนำไบโอดีเซลเป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลชั่วคราว คาดว่าจะช่วยลดราคาดีเซลลงได้ถึง 1.50-2 บาท/ลิตร เนื่องจากปัจจุบันไบโอดีเซลแพงกว่าเนื้อน้ำมันดีเซลกว่าเท่าตัว รวมทั้งขอให้ยกเลิกการคำนวณค่าขนส่งน้ำมันของไทยที่เทียบกับราคาตลาดสิงคโปร์ที่รวมอยู่ในต้นทุนด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่ามาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร จะสิ้นสุดลงวันที่ 30 เม.ย.นี้ ซึ่งหลังจากนั้นรัฐบาลจะทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นแบบขั้นบันได โดยรัฐจะเข้ามาอุดหนุนครึ่งหนึ่งของราคาที่ปรับขึ้นแทน โดยระยะแรเริ่มปรับราคาขึ้นเป็น 32 บาท/ลิตร และ 35 บาท/ลิตรในระยะต่อไป ช่วยลดภาระการอุดหนุนของรัฐบาล
ปัจจุบัน ณ วันที่ 21 เม.ย. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ 11.31 บาท/ลิตร จากราคาจริงอยู่ที่ 41.25 บาท/ลิตร ขณะที่ประมาณการฐานะกองทุน ณ วันที่ 17 เม.ย. กองทุนติดลบ 50,614 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้เงินอุดหนุนในบัญชีน้ำมันติดลบ 19,332 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 31,282 ล้านบาท
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังยังบอกไม่ได้ว่าจะให้มีการขยายเวลการลดภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท/ลิตร ซึ่งจะครบกำหนดการลดภาษีน้ำมันดีเซล 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ในวันที่ 20 พ.ค.2565 โดยทางกรมสรรพสามิตได้ติดตามเพื่อรายงานเรื่องนี้ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ และจะมีผล กระทบกับฐานะการคลังของประเทศหรือไม่ซึ่งต้องดูในภาพรวม
ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การจะขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันออกไปอีกนั้น ยังมีเวลาติดตามราคาน้ำมันตลาดโลกอีก 1 เดือน ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกลดลง และกระทรวงพลังงานดูราคาน้ำมันดีเซล ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซลออกไปอีก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. จะปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว โดยรัฐบาลจะช่วยเชยราคาส่วนที่เกิน 30 บาทครึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นวันที่ 1 มิ.ย. จะปล่อยราคาน้ำมันดูเซลเต็มรูปแบบ โดยที่รัฐบาลจะไม่มีการชดเชยราคาให้อีกต่อไป