‘อนามัยโลก’เลือกไทยเป็นต้นแบบถอดบทเรียนโควิด แนะแนวทางประเทศต่างๆ พัฒนาเครื่องมือรองรับวิกฤตสาธารณสุข ขณะที่ยอดติดเชื้อรายใหม่ลดลงต่อเนื่อง เหลือ 14,994 เสียชีวิตอีก 124 ราย สลดทารก 1 เดือนเสียชีวิตด้วย ‘หมอประสิทธิ์’คณบดีแพทย์ศิริราชชี้โควิดทั่วโลกเริ่มลด ส่วนไทยติดเชื้อกว่า 2 หมื่นต่อวัน ปอดอักเสบเริ่มลดลง หากนิ่ง 1-2 สัปดาห์ เชื่อตัวเลขตายจะลดลง ย้ำต้องเร่งฉีดเข็มกระตุ้นให้ถึง 50% ชี้แนวโน้มยังไม่เป็นโรคประจำถิ่น เตือนอย่าประมาท ยังต้องเข้มใส่หน้ากาก ตรวจ ATK

ติดเชื้อลดต่อเนื่อง-ดับ 124
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14,994 ราย สะสม 4,180,868 ราย หายป่วย 23,524 ราย สะสม 3,978,469 ราย เสียชีวิต 124 ราย สะสม 27,899 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 174,500 ราย อยู่ใน ร.พ. 43,872 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI, CI 130,628 ราย มีอาการหนัก 1,876 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 903 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 24.5% ติดเชื้อเข้าข่ายเอทีเค 6,761 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 124 ราย มาจาก 46 จังหวัด กทม.เสียชีวิตสูงสุด 13 ราย ตามด้วยอุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น จังหวัดละ 7 ราย, สุโขทัย 5 ราย, เชียงใหม่ พิจิตร นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ กาญจนบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสียชีวิตสูงสุด 43 ราย ภาคกลางและตะวันออก 26 ราย ภาคเหนือ 21 ราย ภาคใต้ 13 ราย และปริมณฑล 8 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 68 ราย หญิง 56 ราย อายุ 1 เดือน-100 ปี เฉลี่ย 73 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 96%

กทม.ป่วยใหม่เกือบ 3 พัน
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,967 ราย 2.ชลบุรี 644 ราย 3.ขอนแก่น 598 ราย 4.สมุทรปราการ 561 ราย 5.นนทบุรี 424 ราย 6.ศรีสะเกษ 407 ราย 7.นครศรีธรรมราช 371 ราย 8.ร้อยเอ็ด 360 ราย 9.นครราชสีมา 348 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 339 ราย โดยจังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มีอีก 2 จังหวัด คือ อุบลราชธานี 306 ราย และฉะเชิงเทรา 300 ราย

ระดับเกิน 200 ราย มี 8 จังหวัด ระดับ 100 รายขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 26 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 31 จังหวัด โดยจังหวัดที่ติดเชื้อน้อย เช่น ยะลา 13 ราย, เชียงราย 12 ราย, แม่ฮ่องสอน 7 ราย และชัยนาท 6 ราย เป็นต้น ส่วนรายงาน 0 ราย คือ จังหวัดลำพูน

สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 19 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 43 ราย ใน 14 ประเทศ โดยมาจากกัมพูชาและอังกฤษมากที่สุด ประเทศละ 8 ราย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5 ราย ออสเตรเลีย เยอรมนี ประเทศละ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 33 ราย แซนด์บ็อกซ์ 1 ราย กักตัว 9 ราย

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2565 จำนวน 68,766 โดส สะสม 132,633,387 โดส เป็นเข็มแรก 56,155,863 ราย คิดเป็น 80.7% เข็มสอง 51,009,258 ราย คิดเป็น 73.3% และเข็ม 3 ขึ้นไป 25,468,266 ราย คิดเป็น 36.6%

‘บิ๊กตู่’ห่วงกลุ่มปอดอักเสบ
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย แม้ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อหลายพื้นที่มีลักษณะทรงตัว และบางพื้นที่เริ่มมีทิศทางแนวโน้มขาลงซึ่งเกิดจากความร่วมมือในทุกมิติของประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศร่วมกันปฏิบัติมาตรการอย่างเคร่งครัดและปรับการใ ช้ชีวิตวิถีใหม่ ได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์

นายธนกรกล่าวต่อว่า นายกฯยังมีความห่วงใยกรณีผู้ติดเชื้อผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้ป่วยใส่ท่อหายใจ รวมถึงจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่พบว่ายังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงทำให้เมื่อ ติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรงและทำให้เสียชีวิต ได้ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีน ให้รีบเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ รวมทั้งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยเร็ว เพื่อลดอาการรุนแรงและ ลดความเสี่ยงเสียชีวิตเมื่อติดเชื้อ และให้สามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย เตรียมพร้อมรองรับกับการผ่อนคลายการ ปรับมาตรการการเดินทางเข้าประเทศไทยของรัฐบาล และการเปิดภาคเรียนในเดือนพ.ค.นี้

‘อนุทิน’หนุน15จว.ทำแซนด์บ็อกซ์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 15 จังหวัดที่มีความพร้อมดำเนินการแซนด์บ็อกซ์นำร่องทำโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นว่า เป็นตามนโยบายที่ตั้งเป้าไว้ แต่จะเกิดเมื่อไร วันไหน ไม่สำคัญเท่ากับการบริหารสถานการณ์ให้ดีที่สุด ซึ่งทุกวันนี้เราก็เหมือนเดินเข้าสู่โรคประจำถิ่นอยู่แล้ว จากการที่เรามียา สถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์พร้อม ซึ่งไทยโชคดีกว่าประเทศอื่นที่มีอสม.กว่าล้านคนเข้ามาช่วย ตรงนี้ก็เหมือนเดินเข้าสู่โรคประจำถิ่นทุกวันเพียงแต่เราต้องขยายขอบข่าย ซึ่งวันที่ 1 พ.ค.นี้ ก็ยกเลิก Test&Go ขอให้ตรวจเพียง ATK 1 ครั้ง หากสถานการณ์ดีขึ้น เราก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผู้ป่วยหนักของไทยก็ลดลง จำนวนเตียงยังมีมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้อยากใช้ ขณะเดียวกันผู้เสียชีวิตคาดว่ามีแนวโน้มลดลงด้วย ซึ่งจะมีแยกข้อมูลการเสียชีวิตจากโควิด

“คำว่า Endemic ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร อยู่ที่พฤติกรรม ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วก็ให้มารับเข็ม 4 เพราะตอนนี้ยังไม่มีรายงานผู้ที่รับเข็ม 4 ติดเชื้อเสียชีวิต ถ้าไม่ได้เป็นโรคอื่น ซึ่งเรามีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิดทุกวัน ฉะนั้น นี่เป็นการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงโรคโควิดที่เสียชีวิตโดยตรงเกิดกับกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ที่สำคัญคือ 97% ไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว ฉะนั้น นี่เป็นการควบคุมโรคที่ควบคุมได้ ส่วนผู้สูญเสียที่ไม่ได้เกิดจากโควิดโดยตรงก็เป็นจุดที่เราต้องควบคุมสถานการณ์ให้ดีขึ้น” นายอนุทินกล่าว

ห่วงโควิดลดทำคนไทยประมาท
นายอนุทินกล่าวต่อว่า การประเมินสถานการณ์โควิดไทย เราทำดีที่สุด ตั้งบนความไม่ประมาท การสื่อสารว่าโควิดขาลง คนก็อาจลดความเข้มงวดได้ หากจะลดก็ต้องมีความเข้าใจกับโรคให้มากว่าการติดเชื้อไม่มีอาการต้องรักษาที่บ้านได้ (HI) ส่วนที่มีอาการก็เข้ารับรักษาในร.พ. เช่นเดียวกับโรคไวรัสเมอร์ส ซาร์ส ที่แรกๆ รุนแรง แต่เมื่อคนมีภูมิต้านทาน โรคก็ลดความรุนแรงลง แต่ด้วยโควิดเกิดในยุคที่คนสัญจร และมีโซเชี่ยลทำให้คนตื่นตระหนก แต่เราก็ใช้ประสบการณ์ที่มีในการบริหารสถานการณ์ให้ดี

เมื่อถามถึงการจัดซื้อวัคซีนโปรตีนซับยูนิตเพื่อใช้เป็นเข็มกระตุ้น นายอนุทินกล่าวว่า ต้องทำให้เกิดความสมดุลในเวชภัณฑ์ทุกอย่าง อย่างการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กว่าร้อยล้านเม็ดรักษาผู้ติดเชื้อหายเป็น 2-3 ล้านราย แต่เราก็ยังจำเป็นต้องมียาเรมดิซิเวียร์ ยาโมลนูพิราเวียร์ ยาแพ็กซ์โลวิดในมือ โดยมีการกำหนดการใช้ในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ วัคซีนโควิดเราก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในทุกแพลตฟอร์ม เราไม่ได้อยู่เฉยแม้แต่วินาทีเดียว ทำให้เราเห็นผลวัคซีนที่ลดการเสียชีวิตได้

WHOเลือกไทยถอดบทเรียน‘โควิด’
วันเดียวกัน ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน กทม. นายอนุทินกล่าวภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมการทบทวนการเตรียมความพร้อมกรณีภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและสุขภาพถ้วนหน้า (นำร่อง) หรือ UHPR Pilot จัดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า ประเทศไทยบริหารจัดการและรับมือกับโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านสุขภาพเป็นอันดับ 5 จาก 195 ประเทศ เป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวใน 10 อันดับแรกของโลก และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย มีความพร้อมในการรับมือการระบาดของโรคมากที่สุด ทำให้ดร.เท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก เชิญให้ไทยเป็นประเทศต้นแบบประเทศที่ 3 นำร่องจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และข้อเสนอแนะแก่ประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลก และไทยเป็นประเทศนำร่องที่จะได้เผยแพร่ประสบการณ์ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก 2565 ด้วย

“ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ความพร้อมในการจัดการเวชภัณฑ์ การบริหารสถานพยาบาล แลกเปลี่ยนข้อมูล ช่วยเหลือ รวมถึงการบริจาคต่างๆ ที่ทำให้เราผ่านวิกฤตมาได้ จนทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) เชื่อมั่นประเทศไทยในการบริหารสถานการณ์โควิดภายใต้ความเข้าใจ ความพร้อม และความตั้งใจ” นายอนุทินกล่าว

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การทบทวนการเตรียมความพร้อมกรณีภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขฯ เป็นการทบทวนอย่างครอบคลุมรอบด้านทั้งด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ ซึ่งต้องใช้การตอบโต้จากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาชน มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การฝึกซ้อมสถานการณ์สมมติ การสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อย การพบผู้บริหารหน่วยงานระดับประเทศ และการตรวจเยี่ยมหน่วยงานระดับปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จุดแข็ง จุดอ่อน และความท้าทายของประเทศไทยในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ผ่านมา

ดร.สมิลา อัสมา ผู้ช่วยผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า กิจกรรมทบทวนการ เตรียมความพร้อมเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุขฯ เป็นวิธีใหม่ในการทำงานร่วมกันของประเทศต่างๆ เพื่อปรับปรุงการรับมือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งในระหว่างภารกิจ 7 วันนี้ เราหวังว่าจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศไทยในการรับมือกับโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ และนโยบายด้านสาธารณสุขที่น่าประทับใจ

‘หมอประสิทธิ์’ชี้โควิดโลกขาลง
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกระบุสายพันธุ์ โควิด-19 ที่ถูกจับตา 2 สายพันธุ์คือ เดลตาและโอมิครอน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานเดลตาจะถูกกลืน เหลือแต่โอมิครอน รวมสายพันธุ์ย่อยต่างๆ และลูกผสม X ซีรีส์ เนื่องจากมีแนวโน้มกระจายเร็วกว่า BA.2 ประมาณ 10% แต่ไม่ได้รุนแรงมากกว่า สำหรับทั่วโลกติดเชื้อสะสม 505.8 ล้านราย เสียชีวิตสะสม 6.2 ล้านราย แต่เสียชีวิตรายวันเริ่มลดลงจากตัวไวรัส และการฉีดวัคซีนมากจำนวนหนึ่ง โดยวันที่ 23 เม.ย.2565 ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 11,544 ล้านโดส ฉีดวันละกว่า 13 ล้านโดส เฉลี่ยประชากรโลก 100 คนได้รับวัคซีน 147 โดส แต่ยังมีไม่ได้รับครบ 2 โดสอยู่ จึงต้องเร่งฉีดให้มากขึ้น

สำหรับข้อมูลการติดเชื้อ ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. พบว่า ยุโรปยังลดลงค่อนข้างช้า อเมริกาลดลงอย่างรวดเร็ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แปซิฟิกตะวันตกก็เริ่มลดลง สรุปหลายพื้นที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นขาลง วันละ 4-5 หมื่นราย เสียชีวิต 3 หลัก ล่าสุดวันที่ 23 เม.ย. เสียชีวิต 77 ราย ฉีดวัคซีน 571 ล้านโดส จากประชากร 334 ล้านคน รับเข็มกระตุ้น 29.7% ส่วนหนึ่งไม่รับวัคซีนครบ 2 เข็ม, อังกฤษเลิกใส่หน้ากากอนามัย แต่ก็ต้องกลับมาควบคุม เพราะโอมิครอนระบาด อัตราเสียชีวิตยังไม่ได้ลด ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 141 ล้านโดส จากประชากร 68 ล้านคน ฉีดกระตุ้นแล้ว 58.2%, ญี่ปุ่น มีคนสูงวัยมาก จากเดิมติดเชื้อเป็นแสน แต่ดีขึ้นเหลือครึ่งแสน ฉีดวัคซีน 267 ล้านโดส จากประชากร 125 ล้านคน ฉีดกระตุ้น 50.2%

เกาหลีใต้เคยควบคุมโควิดได้ดี หลังจาก มีโอมิครอนก็เปลี่ยน ติดเชื้อเพิ่มมากวันละ 2-3 แสนคน เสียชีวิตเกือบ 500 คนต่อวัน ขณะนี้ลดลงฉีดวัคซีนกว่า 122 ล้านโดส จากประชากร 51 ล้านคน เข็มกระตุ้นฉีดแล้ว 63.8%, เวียดนามติดเชื้อเฉลี่ยน้อยกว่าไทย อัตราเสียชีวิตน้อยมาก บางวันเหลือเลข 1 หลัก ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 208 ล้านโดส จากประชากร 98 ล้านคน, มาเลเซียเคยติดเชื้อสูงวันละ 3 หมื่นราย วันนี้น้อยลง เสียชีวิตลดลงบางวันเหลือเลข 1 หลัก คล้ายเวียดนาม ฉีดวัคซีน 69 ล้านโดส จากประชากร 33 ล้านคน ฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว 48.6%, สิงคโปร์ ติดเชื้อ 2-3 พันรายต่อวัน อยู่ในช่วงขาลง รวมอัตราเสียชีวิตด้วย บางวันไม่มีคนเสียชีวิต ฉีดวัคซีนแล้ว 13 ล้านโดส จากประชากรกว่า 5 ล้านคน เกือบ 70% รับเข็มกระตุ้นแล้ว

“สิ่งที่จะย้ำคือ มาตรการวัคซีนมีความสำคัญ แต่อาจไม่พอ หากใช้วัคซีนอย่างเดียว ต้องมีมาตรการอย่างอื่นด้วย แต่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นยังสำคัญ โดยต้องตั้งเป้าหมายให้ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50% เพราะประเทศที่คุมได้ดีจะฉีดวัคซีนกระตุ้นเกิน 50%” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

เร่งไทยฉีดเข็มกระตุ้นให้ถึง 50%
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยติดเชื้อวันละกว่า 2 หมื่นราย เสียชีวิตยังเลข 3 หลัก ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 132 ล้านโดสจากประชากร 70 ล้านคน ฉีดเข็มกระตุ้น 36.6% ยังห่างจาก 50% จึงต้องเร่งฉีดเข็มกระตุ้น หากต้องการให้ตัวเลขเสียชีวิตเหลือ 2 หลัก อย่างไรก็ตาม 3-4 วันที่ผ่านมาเริ่มเห็นตัวเลขไม่ค่อยขึ้นในผู้ป่วยปอดอักเสบ หากนิ่งแบบนี้ภายใน 1-2 สัปดาห์ จะเห็นตัวเลขเสียชีวิตลดลง ส่วนทิศทางเป็นโรคประจำถิ่น จากข้อมูลโอมิครอนเกือบ 5 เดือน ทั่วโลกยังเหมือนกัน คือความรุนแรงต่ำกว่าเดลตา แต่แพร่เร็วกว่า ทำให้นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองว่า น่าจะถึงเส้นที่โควิดจะเดินทางไปสู่โรคประจำถิ่น และคนก็อยากให้เห็นโควิดสู่ปลายทางระบาด เพราะเหนื่อยล้าจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ย้ำโควิดยังไม่เข้าข่ายโรคประจำถิ่น
“นิยามกว้างๆ ของโรคประจำท้องถิ่น คือพบได้สม่ำเสมอในกลุ่มคน กลุ่มพื้นที่ หรือช่วงเวลาที่คาดการณ์ได้ อาจมีการระบาดมากบ้างเป็นครั้งคราว ไม่เกินระดับที่คาดหมาย ทั่วไปเป็นโรคที่มีมาตรการหรือวิธีการควบคุม ย้ำว่ายังมีอัตราการเสียชีวิตได้ อย่างโรคมาลาเรียหรือไข้ป่า ตอนนี้ยังคร่าชีวิตคนปีละกว่า 4 แสนราย หรือเริม อาจพบได้มากถึงครึ่งหนึ่งของประชากรบางพื้นที่ แต่เพียงมีอาการไม่มาก ทั้งนี้ สถานการณ์เวลานี้ โควิดยังไม่เข้าข่ายของโรคประจำถิ่น และยังมีโอกาส แม้จะดูไม่มากที่กลับเกิดการแพร่ระบาดใหญ่อีก จึงไม่อยากให้ประมาท” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่อว่า หลายประเทศเริ่มมีนโยบายให้เกิดสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งมองให้ดีก็อาจเป็นปัจจัยความเสี่ยงให้โควิดกลับมาแพร่ระบาด แต่เราก็ต้องวิ่งไปให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องบริหารความเสี่ยงของโควิด เน้นป้องกันและรักษา การป้องกันความเสียหายของโควิดดีที่สุดเวลานี้ คือฉีดวัคซีน 2 เข็มหลักและเข็มกระตุ้น คู่ขนานกับการใส่หน้ากากอนามัย โดยโควิดเมื่อกลายพันธุ์ประสิทธิภาพวัคซีนจะลดลง มาตรการการป้องกันตัวเองสำคัญ ใส่หน้ากากอนามัย และตรวจ ATK เมื่อจำเป็น สำหรับสมดุลการรักษาโควิดโอมิครอน ไม่เน้นการรักษาในร.พ. เพราะอาการไม่รุนแรง ซึ่งเมื่อไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง จึงมีแนวโน้มให้รักษานอกร.พ.เฝ้าติดตามผ่านระบบลงทะเบียน เพื่อให้เตียงในร.พ.ว่างดูแลคนป่วยโรคอื่นที่จำเป็นต้องรักษาในร.พ.

“กลุ่มเสี่ยงไม่ใช่แค่ 608 แต่คนไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือฉีด 2 เข็มเกิน 3 เดือน หากมีอาการ แม้เล็กน้อยก็ต้องรีบเข้าร.พ. จากการติดตามข้อมูล 6-8 สัปดาห์ แต่ละวันพบว่าคนเสียชีวิต 50-60% ไม่ได้ฉีดวัคซีน และไทยยังมีคนไม่ได้ฉีดวัคซีนอีกกว่า 2 ล้านคน และพบว่า 30% หรือ 1 ใน 3 คือคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม และเข็ม 2 เกิน 3 เดือนแล้ว และไม่ได้กลับมาฉีด อีกทั้งยังมี 10% ฉีดไปแล้ว 1 เข็ม แต่ไม่ฉีดต่อ รวมๆ 3 ตัวเลขนี้เกือบ 90% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนไม่สมบูรณ์จะเสี่ยงด้วย” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ความเสี่ยงประจำตัวเรา อย่างเป็นโรคประจำตัว สูงอายุ แต่ความเสี่ยงจากไม่ได้ฉีดวัคซีนแก้ได้ด้วยการไปฉีดวัคซีน ซึ่งโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแต่ละประเทศเกิดไม่พร้อมกัน เพราะมีปัจจัยแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ทั้งปัจจัยวัคซีน อุปกรณ์ครุภัณฑ์การรักษาพยาบาล แต่ละประเทศจะประกาศไม่พร้อมกัน ภายใต้นิยามไม่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อวันที่ 14 เม.ย. องค์การอนามัยโลกเตือนอย่างเป็นทางการว่า โควิดยังไม่ได้เข้าสู่สถานการณ์เป็นโรคประจำถิ่น แม้มีแนวโน้มแต่ยังไม่ถึง และอาจเกิดการกลายพันธุ์ และบางประเทศอาจเกิดการระบาดใหญ่ได้อีก สรุปคืออย่าด่วนตัดสิน จนละเลยสิ่งต่างๆ ที่เราทำกันมา 2 ปี

เชียงใหม่เร่งฉีดเข็ม 3
วันเดียวกัน ที่ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นาย วรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าในระยะนี้สถานการณ์ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ATK และผู้ติดเชื้อยืนยัน (RT-PCR) ลดลง ทำให้ผู้ติดเชื้อยืนยัน RT-PCR ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงตามไปด้วย และส่งผลให้ในขณะนี้มีเตียงว่างในโรงพยาบาลเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อกลุ่มสีส้มและกลุ่มสีแดง ร้อยละ 55 ขณะที่ผู้ป่วยรุนแรงยังคงทรงตัว ส่วนผู้ที่รักษาหายวันนี้สูงเกือบ 4,000 ราย

ด้านการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 พบว่ามีสถิติการฉีดวัคซีนทุกเข็มเฉลี่ย 4,000-5,000 เข็มต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 และเริ่มฉีดกระตุ้นเข็มที่ 4 เล็กน้อย โดยนายวรวิทย์ขอให้ทุกศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอทุกแห่งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เข้ารับการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสายพันธุ์โอมิ ครอนและลดอัตราการเสียชีวิต

ลำปางดับวันเดียว 8
นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์ สสจ.ลำปาง เปิดเผยว่า จ.ลำปาง พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ 1,338 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 8 ราย ที่ อ.เมือง 5 ราย อ.เสริมงาม อ.งาว และ อ.ห้างฉัตร อำเภอละ 1 ราย หลังเทศกาลสงกรานต์ 9 วันช่วงวันที่ 17-25 เม.ย. พบ ผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่รวม 17,572 ราย เสียชีวิต 33 ราย และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.65 มีผู้ติดเชื้อสะสม 81,689 ราย กำลังรักษา 12,423 ราย เสียชีวิตสะสม 92 ราย นอกจากนี้ยังมีศพที่รอการเผาอีก 4 ศพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน