ไม่รอลงอาญา-ได้ประกัน ทนายยื่นสู้ต่อชั้นอุทธรณ์ ตร.ยังคงให้ออกราชการ โจทก์ฟ้องแพ่งซ้ำ-จี้ชดใช้ พ่อพญ.ทำบุญครบ100วัน
ศาลพิพากษาจำคุก ‘ส.ต.ต.’ ซิ่งบิ๊กไบก์ชนดับ ‘หมอกระต่าย’ บนทางม้าลาย โทษ 1 ปี 15 วัน ชี้ผิด 9 ข้อหาหลายกรรม ขับขี่รถด้วยความเร็วสูงมาก พ่อใช้ตำแหน่งร.ต.ต.ยื่นประกันระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลอนุญาตให้ใช้หลักทรัพย์ 2 แสนบาท ด้านพ่อหมอกระต่ายคาดหวังจะถูกลงโทษมากกว่านี้ เพราะเป็นตำรวจทำผิด เตรียมทำบุญ 100 วันให้ลูก ขณะที่ตร.ยังคงคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ถ้าคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ก็จะสั่งให้ออกจากราชการเด็ดขาดทันที

1 ปี 15 วัน – ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ตำรวจ คฝ. ขึ้นศาลอาญาฟังคำพิพากษาคดีขับบิ๊กไบก์ชนพญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ หมอกระต่าย เสียชีวิตขณะข้ามทางม้าลาย ซึ่งศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 15 วัน ไม่รออาญา เมื่อวันที่ 25 เม.ย.

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก อายุ 21 ปี ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) เป็นจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาท หรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่นๆ รวม 9 ข้อหา

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ม.ค.2565 ส.ต.ต.นรวิชญ์ จำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ชน พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย จักษุแพทย์ร.พ.ราชวิถี ขณะเดินข้ามทางม้าลายหน้าร.พ.สถาบันไตรภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. ซึ่งเป็นเขตชุมชนด้วยความเร็ว 108-128 ก.ม.ต่อช.ม. ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดที่ 80 ก.ม.ต่อช.ม. จนพญ.วราลัคน์ถึงแก่ความตาย ส่วน ส.ต.ต.นรวิชญ์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยศาล ตีราคาประกัน 50,000 บาท

ศาลพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ความผิดฐานนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษปรับ 2,000 บาท, ฐานใช้รถที่มิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ 2,000 บาท, ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ 2,000 บาท, ฐานใช้รถโดยมีส่วนควบ หรือเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถไม่ครบถ้วนตาม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษปรับ 2,000 บาท

ฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุก 1 เดือน, ฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยประมาท หรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินโดยไม่ปฏิบัติตาม เครื่องหมายบนพื้นทางเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ความผิดฐานนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ ปรับ 1,000 บาท, ฐานใช้รถที่มิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ 1,000 บาท, ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ 1,000 บาท, ฐานใช้รถโดยมีส่วนควบ หรือเครื่องอุปกรณ์ สำหรับรถไม่ครบถ้วน ปรับ 1,000 บาท, ฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และความเดือดร้อนของผู้อื่น จำคุก 15 วัน, ฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยประมาท หรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินโดยไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายบนพื้นทาง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 1 ปี รวมโทษแล้วจำคุก 1 ปี 15 วัน และปรับ 4,000 บาท

คำพิพากษาระบุอีกว่า พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลย แล้วเห็นว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงมาก 108-128 ก.ม.ต่อช.ม. ซึ่งเป็นความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และที่วิญญูชนทั่วไปคาดคิด ทั้งยังขับแซงรถคันอื่นใกล้กับบริเวณที่มีเครื่องหมายจราจรทางข้าม (ทางม้าลาย) ในบริเวณที่อยู่ใกล้กับสถานพยาบาล และสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นเขตเมืองและเป็นเขตชุมชนที่มีประชาชนจำนวนมากไปรับบริการ และใช้ทางดังกล่าวเป็นปกติตลอดทั้งวัน อันเป็นการเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถและผู้สัญจรอื่นๆ บนท้องถนน

ประกอบกับจำเลยขับรถที่ยังไม่ได้เสียภาษีประจำปี ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ และไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายกับผู้ประสบภัยจากรถ แม้จำเลยจะพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว ถือว่าเป็นร้ายแรง จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษจำเลย สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการ กระทำความผิด จึงให้ริบ และหากจำเลยขับรถต่อไปอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น จึงให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว

นายณัฐพล ชิณะวงศ์ ทนายความหมอกระต่าย กล่าวว่าพึงพอใจในคำตัดสินของศาล แจ้งคำพิพากษากับพ่อแม่ของหมอกระต่ายแล้ว หากจำเลยยื่นอุทธรณ์ก็พร้อมต่อสู้คดี และจะหารือกับครอบครัวหมอกระต่าย เพื่อนำคำพิพากษาของศาลอาญาไปยื่นต่อศาลแพ่งด้วย ศาลแพ่งนัดพร้อมคดีในวันที่ 8 ส.ค. เรียกเงินค่าเสียหายจากส.ต.ต.นรวิชญ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 72 ล้านบาท และกทม. 72 ล้านบาท รวม 144 ล้านบาท

ส่วน นพ.อนิรุทธ์ สุภวัตรจริยากุล พ่อหมอกระต่าย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า มีความคาดหวังว่าจะได้รับโทษตามกฎหมายแบบที่ไม่ต้องลดโทษอะไรแล้ว ผู้ต้องหาเป็นตำรวจแล้วทำผิดกฎหมาย จึงคาดหวังว่าน่าจะได้รับโทษมากกว่านี้ ส่วนเหตุผลที่ไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษา เพราะไม่อยากเจอหน้า ผู้ต้องหา ที่สำคัญอยู่ระหว่างเตรียมพิธีทำบุญครบ 100 วันหมอกระต่ายที่ จ.นครปฐม

ด้านนายสนทยา น้อยเจริญ ทนายความส.ต.ต.นรวิชญ์ กล่าวว่า ส.ต.ต.นรวิชญ์ยังเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ได้ใช้ตำแหน่งบิดาของจำเลยยศร้อยตำรวจตรียื่นประกันระหว่างอุทธรณ์คดี ต่อมาศาลพิจารณาแล้วอนุญาต โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท

ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากนี้อัยการเจ้าของสำนวนจะขอคัดคำพิพากษา เพื่อพิจารณาว่าเห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ไม่อุทธรณ์ ถ้าไม่เห็นด้วยก็เสนอยื่นอุทธรณ์ โดยส่งให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงพิจารณา เพราะเป็นคดีสำคัญ

ขณะเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกตำรวจ กล่าวว่าก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมี คำสั่งให้ส.ต.ต.นรวิชญ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงปฏิบัติคำสั่งเดิมให้ส.ต.ต.นรวิชญ์ออกจากราชการไว้ก่อน หากส.ต.ต.นรวิชญ์ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าให้จำคุก ก็จะสั่ง ให้ออกจากราชการเป็นเด็ดขาดในทันที แต่ถ้าคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ส.ต.ต. นรวิชญ์ก็มีสิทธิ์ขอเข้ารับราชการอีกได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน