รวมกลุ่มมีไข้-เป็นหวัด แยกโซนพิเศษไม่ปะปน แจงกฎเรียนออนไซต์
สรุปแล้ว จัดโซน-คูหาเลือกตั้ง ให้คนติด โควิดใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก. 22 พ.ค.นี้ รวมถึงผู้ที่วัดไข้แล้วเกิน 37.5 องศา เป็น หวัด ไอ จามด้วย กำชับโซนคูหาเว้นระยะห่าง 1 เมตร ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งงดไปที่เสี่ยง 7 วันก่อนวันหย่อนบัตร สธ.ประชุมร่วมกับศธ. เตรียมพร้อมเปิดเรียนออนไซต์ 17 พ.ค. เกือบ 3.5 หมื่นโรงเรียน จี้เร่งฉีดวัคซีนให้ครบทั้งกลุ่มประถม-มัธยม หากพบครูหรือนักเรียนติดเชื้อไม่ต้องปิดชั้นเรียน แต่ให้ทำตามแผนเผชิญเหตุ ยอดโควิดต่ำหมื่น 2 วันรวด ผู้ป่วยใหม่ลดเหลือ 9,721 ราย ส่วนป่วยหนัก-ใส่ท่อยังทรงตัว ตายลดลงเหลือ 77 ราย แจงเยียวยาบุคลากรแพทย์ติดเชื้อกว่า 1,164 ราย รวม 17 ล้านบาท เยียวยาตาย 5 ราย รายละ 4 แสนบาท ศิริราชยังเปิดรับบริจาคโลหิตแก้วิกฤตขาดแคลนเลือดกรุ๊ปโอ เอ และบี
โควิดต่ำกว่าหมื่น 2 วันติด
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,721 ราย สะสม 4,281,536 ราย หายป่วย 20,145 ราย สะสม 4,134,191 ราย เสียชีวิต 77 ราย สะสม 28,778 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 118,567 ราย อยู่ใน ร.พ. 33,537 ราย อยู่ ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 85,030 ราย มีอาการหนัก 1,669 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 804 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 21.2%
ผู้เสียชีวิตมาจาก 33 จังหวัด เป็นชาย 43 ราย หญิง 34 ราย อายุ 19 – 100 ปี อายุเฉลี่ย 76 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 96% นครราชสีมาสูงสุด 7 ราย, ระยอง 6 ราย, ปทุมธานี อุดรธานี จังหวัดละ 5 ราย, ศรีสะเกษ ราชบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือจังหวัดละ 1-3 ราย ภาพรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 28 ราย ภาคกลาง 24 ราย ภาคเหนือ 11 ราย ปริมณฑล 10 ราย กทม. 2 ราย และภาคใต้ 2 ราย
22 จังหวัดป่วยเกินร้อย
10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,649 ราย 2.บุรีรัมย์ 372 ราย 3.สมุทรปราการ 302 ราย 4.ชลบุรี 271 ราย 5.ขอนแก่น 269 ราย 6.ศรีสะเกษ 235 ราย 7.สุรินทร์ 233 ราย 8.ร้อยเอ็ด 200 ราย 9.อุบลราชธานี 176 ราย และ 10.พระนครศรี อยุธยา 171 ราย
ขณะที่จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 ราย มีอีก 12 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย เพิ่มขึ้นจาก 51 จังหวัด เป็น 54 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 7 จังหวัด ได้แก่ แพร่ 6 ราย, นราธิวาส 5 ราย, ยะลา 5 ราย, แม่ฮ่องสอน 5 ราย, ปัตตานี 4 ราย, สตูล 4 ราย และชัยนาท 1 ราย ส่วนลำพูนไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม
สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 11 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 51 ราย ใน 18 ประเทศ โดยมาจากสิงคโปร์มากที่สุด 10 ราย ออสเตรเลีย 7 ราย , ลาว 6 ราย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5 ราย อินเดีย 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-2 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 39 ราย แซนด์บ็อกซ์ 5 ราย กักตัว 7 ราย
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ฉีดได้เพิ่มจำนวน 284,878 โดส สะสม 133,927,344 โดส เป็นเข็มแรก 56,311,711 ราย คิดเป็น 81% เข็มสอง 51,365,679 ราย คิดเป็น 73.8% และเข็ม 3 ขึ้นไป 26,249,954 ราย คิดเป็น 37.7%
เยียวยา 1,164 ทีมแพทย์ 17 ล.
ด้านนพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุข ตามคำสั่งสำนักงานปลัดสธ. ลงวันที่ 4 ก.ย.2561 กล่าวว่า จากการพิจารณาของคณะกรรมการได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง รวมทั้งหมด 1,164 ราย จำนวน 17,085,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นไปตามระดับอาการที่มีความรุนแรงจากการติดเชื้อโควิดแตกต่างกันไป กรณีเสียชีวิตเยียวยาจำนวน 400,000 บาท ส่วนอาการความรุนแรงจะแตกต่างกันตั้งแต่อาการปกติ ระดับกลาง ไปจนถึงมาก เยียวยาตั้งแต่ 10,000 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท และมากกว่าหรือเท่ากับ 40,000 บาท โดยเป็นการพิจารณาช่วงเดือนมี.ค.2564 – เม.ย.2565 มีการอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว 17,085,000 บาท ในจำนวนคำร้องติดเชื้อโควิด 1,164 คน จำนวนนี้เสียชีวิต 5 ราย จ่ายเงินช่วยเหลือรวม 2 ล้านบาท
ศิริราชยังรับบริจาคเลือด
วันเดียวกัน พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานการณ์เลือดขาดของร.พ.ศิริราชว่า ขณะนี้ยังมีความต้องการเลือดอีกจำนวนมาก โดยร.พ.ศิริราชเป็นร.พ.ขนาดใหญ่ทำให้มีความต้องการเลือดจำนวนแต่ละวันต้องการปริมาณเลือดไม่ต่ำกว่า 150 ยูนิต แต่การบริจาคเลือดขณะนี้กลับมีแค่ 60 ยูนิต โดยหมู่เลือดที่ขาดได้แก่ โอ, เอ และบี ส่วนหมู่เลือดเอบีกลับมีเพียงพอ
“คาดว่าสถานการณ์เลือดขาดและเข้าขั้นวิกฤต ทั้งร.พ.ศิริราชและสภากาชาดไทยมาจาก 1.สถานการณ์วันหยุดยาว ทำให้จำนวนผู้บริจาคลดลง และ 2.สถานการณ์การติดเชื้อโควิดที่คนติดง่าย ทำให้บางคนอยู่ระหว่างการกักตัวดูอาการหรือการรักษา เนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงวันที่ 28-29 เม.ย.2565 ยอดจำนวนผู้บริจาคน้อย เปรียบเทียบกับปริมาณการใช้ โดยผู้ป่วยที่ใช้เลือดประจำ ได้แก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย จนต้องเจรจาขอให้ลดปริมาณเลือดให้แค่บรรเทาอาการ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคอื่นที่มีความจำเป็นต้องใช้เลือดได้ใช้ด้วย จึงอยากเชิญชวนให้ผู้มีร่างกายแข็งแรงมาบริจาคเลือดกัน” พญ.ปาริชาติกล่าว

เยี่ยมคารวะ – นายหยางเฟย หยาง ประธานกรรมการบริษัท HIP GLOBAL จำกัด พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อมอบชุดตรวจ ATK พร้อมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ รวมมูลค่า 10 ล้านบาท ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 3 พ.ค.
‘บิ๊กตู่’ปลื้มแห่เที่ยวไทย
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้รับรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นแนวโน้มที่ดี จากวันที่ 1 พ.ค. มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ประชาชนเข้ามาวันละเป็นหมื่นราย คาดการณ์ว่าจะทำ ให้การบริโภคภายในประเทศดีขึ้น จากการท่องเที่ยว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พอใจตัวเลขการท่องเที่ยวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในขั้นต้นก็พอใจ เพราะมีการประเมินว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ สถานการณ์โควิด-19 ไม่ได้แย่ไปกว่านี้ ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นน่าจะมีนักท่องเที่ยวได้ประมาณครึ่งหนึ่งกว่าที่ผ่านมาคือ 20 ล้านคนจาก 40 ล้านคน ในช่วงไตรมาส4 และยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือค่าเหยียบแผ่นดินเลย ต้องดูความเหมาะสมว่าจะเก็บเมื่อไหร่
น.ร.ป่วยไม่ต้องปิดชั้นเรียน
ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เปิดประชุมชี้แจงมาตรการเปิดเรียนออนไซต์ปลอดภัยอยู่ได้กับโควิด-19 ในสถานศึกษา ร่วมกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์
นายสาธิตกล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.มีมติเปิดเรียนแบบออนไซต์เต็มรูปแบบในภาคเรียนที่ 1/2565 เนื่องจากกำลังเดินหน้าสู่โรคประจำถิ่น ตัวเลขติดเชื้อและเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง ซึ่งตนขอเน้นย้ำใน 4 เรื่อง คือ
1.เร่งทำความเข้าใจผู้ปกครองให้บุตรหลานมาฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามสมัครใจ สถานศึกษาจับคู่สถานพยาบาลเปิดฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 60% 2.สสจ.และศูนย์อนามัย ประสานสถานศึกษาเข้ารับการประเมินตนเองผ่าน Thai Stop COVID+ ต้องผ่านการประเมินมากกว่า 95% นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาประเมินความเสี่ยงตนเองผ่านไทยเซฟไทยก่อนเปิดเทอมออนไซต์ 3.เรื่องการตรวจหาเชื้อ จากที่ตรวจทุก 3-5 วัน แต่มีข้อสรุปให้ตรวจเมื่อมีอาการหรือมีความเสี่ยง และ 4.ครู บุคลากร และเด็กนักเรียน เข้ารับวัคซีนครบตามเกณฑ์
“ขอย้ำว่าเมื่อพบผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้ทำตามแผนเผชิญเหตุ ไม่ปิดชั้นเรียน เพื่อมูฟออนเปิดเทอมออนไซต์ให้ได้ และย้ำดำเนินมาตรการ 6 หลัก 6 เสริม และ 7 เข้ม” นายสาธิตกล่าว
ดร.สุภัทรกล่าวว่า โรงเรียนที่จะเปิดเรียนมีหลายสังกัด รวม 3.5 หมื่นโรงเรียน เป็นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2.9 หมื่นโรง เอกชน 4.1 พันโรง และสังกัด อปท. มหาดไทย กทม. หรือหน่วยงานอื่นๆ อีก 1.8 พันโรง โดย 90% เปิดเทอมวันที่ 17 พ.ค. โดยศธ.ได้เร่งรัดผ่าน ศธจ.ให้สถานศึกษาเตรียมความพร้อม เตรียมการด้านกายภาพ ทำความสะอาด อุปกรณ์ต่างๆ ให้เพียงพอ และย้ำ ศธจ.ทุกจังหวัดวางแผนนำเด็กเข้ารับวัคซีนตามเกณฑ์กำหนด
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า เมื่อดูข้อมูลการฉีดวัคซีน กลุ่มมัธยมมีการฉีดเข็มแรกและเข็มสองไม่น้อยกว่า 70% แต่การกระตุ้นเข็มสามยังต้องเร่งรัด เด็กประถม 5-11 ขวบ เข็มหนึ่งมากกว่า 53% เข็มสอง 13% ยังต้องเร่งรัด และเร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมัธยม และเข็มปกติในเด็กประถม
จัดคูหาเลือกตั้งให้คนป่วย
วันดียวกัน นพ.ชวินทร์ ศิรินาค รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุม ศบค.กทม. โดยมี ผู้บริหารกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) และผ่านระบบออนไลน์
นพ.ชวินทร์กล่าวว่า ในส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ค.2565 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. กทม.ได้จัดเตรียมสถานที่เลือกตั้งภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่ภาครัฐกำหนด โดยเลือกสถานที่เปิด มีการระบายอากาศที่ดี ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ จัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ เตรียมคูหาลงคะแนนให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้สิทธิ เพื่อลดความแออัดขณะรอลงคะแนน โดยเตรียมคูหาแยกสำหรับผู้ที่มีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศา หรือประชาชนที่มีอาการเป็นหวัด ไอหรือจามผิดปกติ รวมถึงจัดเตรียมสถานที่สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ได้รับการรักษาแบบเอชไอ หรือร.พ. ระยะสั้นแล้วกลับมาพักฟื้นที่บ้าน สามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
การจัดเตรียมสถานที่มีดังนี้ 1.เตรียมพื้นที่โดยแยกพื้นที่ แยกโซน ไม่ปะปนกับคนทั่วไป ทั้งนี้ให้อยู่ในการกำกับของเจ้าหน้าที่และปรับให้เหมาะสมบริบทพื้นที่ 2.เตรียมคูหาพิเศษ สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ต้องสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย เฟซชีลด์ ในขณะปฏิบัติหน้าที่
ขอจนท.หน่วยเลี่ยงไปที่เสี่ยง
ขณะที่สำนักอนามัย (สนอ.) กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง อาทิ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด หรือร่วมกิจกรรมที่มีคนรวมกัน ก่อนการปฏิบัติงาน 5 วัน เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเอง 7 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยสงสัยติดเชื้อ ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที
ส่วนประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้เตรียมปากกาส่วนตัวใช้ลงทะเบียนและกาบัตรเลือกตั้ง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หากมีอุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส เป็นหวัด ไอหรือจามผิดปกติ ให้ใช้สิทธิลงคะแนนในคูหาพิเศษ ที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดเตรียมไว้ เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร หย่อนบัตรเอง ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทั้งก่อนเข้าและออกจากหน่วยเลือกตั้ง
ส่วนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ดำเนินการ ดังนี้ 1.เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เจลแอลกอฮอล์ ปากกาส่วนตัวสำหรับใช้ลงทะเบียนและกาบัตรเลือกตั้ง 2.สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เมื่อออกจากบ้านหรือสถานที่กักตัวและขณะอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง 3.หลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยไม่จำเป็น แนะนำให้เดินทางโดยใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือนั่งรถที่หน่วยงานท้องถิ่นมีการจัดเตรียมไว้เท่านั้น
4.เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร 5.ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ให้ออกจากบ้านหรือสถานที่กักตัว เพื่อไปเลือกตั้งตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ และเข้าคูหาสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เท่านั้น 6.หย่อนบัตรเอง ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ 7.เมื่อเสร็จจากการเลือกตั้งให้รีบกลับบ้านหรือกลับสถานที่กักตัวทันที ไม่แวะทำกิจกรรมใดๆ ระหว่างทางโดยเด็ดขาด