หาก‘บิ๊กตู่’มีอันเป็นไปโจ้-กลุ่ม16ปาร์ตี้กันอีกยันโหวตน็อกปม‘อีอีซี’
‘ส.ว.วันชัย’ ร่วมชี้ หาก ‘บิ๊กตู่’ มีอันเป็นไป นายกฯ คนนอกบัญชี ไม่มีใครเด่นเท่า ‘บิ๊กป้อม’ ยกเป็นมือประสานเฉพาะกาล เดินหน้าสู่เลือกตั้งสมานฉันท์‘เพื่อไทยแซะ ‘ประยุทธ์’ ถูกโดดเดี่ยว ระวังพรรคเล็กและยังต้องระแวง ‘3 ป.’ ด้วย เย้ยอยู่ได้เพราะแจกกล้วย ‘โจ้-ยุทธพงศ์’ ล็อกเป้า 5 ราย ยื่นป.ป.ช.เชือดปมอีอีซีหลัง ศึกซักฟอก โชว์ล้อมวงกินข้าวเย็นกับกลุ่ม 16 อีก ปลัดกทม.เตือน 4.4 หมื่นคน แจ้งเพิ่มชื่อใช้สิทธิเลือกตั้งส.ก. ภายใน 11 พ.ค.นี้
‘วันชัย’ชี้‘บิ๊กป้อม’ราศีนายกฯ จับ
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กทนาย วันชัย สอนศิริ ว่าด้วย “จะนายกฯ คนนอก หรือนายกฯ สำรองตามรธน. 272…อะไรก็เกิดขึ้นได้” ว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอันเป็นไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เช่น ลาออกหรือถูกโหวตไม่ไว้วางใจ หรือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องนายกฯ 8 ปี ในระหว่างนั้นก็จำต้องหานายกฯ คนใหม่ โดยหลักแล้วต้องเอานายกฯ ในบัญชีรายชื่อก่อน ถ้ามาโหวตในรัฐสภาแล้วใครได้ คนนั้นก็เป็นนายกฯ ไป แต่ถ้าโหวตแล้วก็ยังไม่ได้ ทีนี้แหละจึงจะต้องใช้ก๊อก 2 หานายกฯ คนนอกที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ว่าจะเป็นพล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ) หมอชลน่าน (ศรีแก้ว) นายพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) นายวราวุธ (ศิลปอาชา) หรืออุ๊งอิ๊ง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) หรือจะเป็นบุคคลอื่นใดก็ได้ทั้งนั้น
เพียงแต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนคือ 1.สมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ครึ่งหนึ่งจำนวน 363 คน เข้าชื่อเสนอต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ขอให้มีมติเอานายกฯ คนนอก 2.จากนั้นประธานต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อขอมติ ถ้าได้เสียงมติ 484 เสียงถือว่าที่ประชุมต้องการให้เอานายกฯ คนนอก และ 3.ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนที่ส.ส.จะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ จะเป็นพล.อ.ประวิตรหรือใครก็ได้ตามที่ว่ามานั้น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนตรงนี้
“ดูหน้าดูตานายกฯ สำรองหรือนายกฯ คนนอกเท่าที่เห็นในขณะนี้ ถ้าไม่มีใครลอยมาจากไหน พล.อ.ประวิตรดูเหมือนจะเห็นเด่นชัดที่สุดเพราะท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีส.ส.จำนวนมากในระดับหนึ่ง ทั้งสามารถจะประสานความร่วมมือกับพรรคการเมืองเล็กและใหญ่ได้ พรรคไหน ไม่ร่วมก็ให้เป็นฝ่ายค้านไป เรียกว่าเป็นรัฐบาลประสานความร่วมมือเฉพาะกาล แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สำคัญๆ เฉพาะกิจ นำไปสู่การเลือกตั้งด้วยความสมานฉันท์ร่วมกันทุกฝ่าย แม้ว่าจะมีคนนอกคนอื่นที่จะเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีความพร้อม ไม่มีเสียงสนับสนุนในสภาเหมือนพล.อ.ประวิตร ดังนั้น กระแสข่าวเรื่องนายกฯ สำรองหรือนายกฯ คนนอกตามรัฐธรรมนูญ 272 จึงพุ่งเป้าไปที่พล.อ.ประวิตร ส่วนจะได้เป็นจริงหรือไม่… ก็แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต” นายวันชัยระบุ
พท.ขย่ม‘บิ๊กตู่’ถูกโดดเดี่ยว
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวมีขบวนการจ่ายค่าหัวส.ส. 5-30 ล้านบาท เพื่อโหวตล้มพล.อ.ประยุทธ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่มาจะ 8 ปี นอกจากจะเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแทบทุกด้าน ในช่วงใกล้จะเป็นนายกฯครบ 8 ปี รัฐบาลกลับมีปัญหาวิกฤตเสถียรภาพอย่างหนัก แม้แต่ 3 ป.ที่ก่อนหน้านี้ประกาศยืนยันมาโดยตลอด ว่ามาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน ยังเกิดการระแวงกันเอง ถือว่าวิกฤตหนักมากๆ
ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือศัตรูที่มาในรูปของมิตร สถานการณ์เหมือนโยนเหรียญขึ้นไปบนอากาศ สามารถออกได้ทุกหน้า เมื่อรองนายกฯ พร้อมเป็นนายกฯ สำรอง พล.อ.ประยุทธ์จึงเหมือนถูกโดดเดี่ยวและลอยแพ เชื่อว่าสถานการณ์จะกดดันพล.อ.ประยุทธ์หนักขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การตัดสินใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง รัฐบาลจะเอาสมาธิที่ไหนมาทำงานบริหารราชการแผ่นดิน แก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ยิ่งช่วงปลายอายุรัฐบาลมาเจอสถานการณ์ที่กดดันอย่างหนักเช่นนี้ ความยากลำบากจึงตกอยู่ที่ พี่น้องประชาชน ที่มีรัฐบาลแต่เหมือนไม่มีรัฐบาลทำงาน นอกจากพล.อ.ประยุทธ์จะระแวงพรรคเล็ก นาทีนี้ยังอาจต้องหันมา ระแวง 3 ป.ที่สามารถน็อกพล.อ.ประยุทธ์ได้ตลอดเวลา” นายอนุสรณ์กล่าว
เย้ยอยู่ได้เพราะกล้วย
ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า กระแสข่าวการซื้อเสียง 5-30 ล้านบาทเพื่อโหวตล้มพล.อ.ประยุทธ์เป็นเรื่องไม่จริงโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นตัวเลข 30 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นตัวเลข 4-5 ล้านบาทยังพอได้ยินมาบ้าง มองว่าเป็นเรื่องตีปลาหน้าไซของฝ่ายรัฐบาลเอง งานนี้ฝ่ายค้านไม่เกี่ยว
“พล.อ.ประยุทธ์อย่าปฏิเสธเรื่องแจกกล้วยเลย แม้ท่านจะไม่ได้ทำ แต่สังคมรับรู้ได้ว่ามี อยู่จริง ใครเป็นคนทำท่านรู้อยู่แก่ใจ รัฐบาลนี้อยู่ได้เพราะงูเห่า เดินทางได้ด้วยกล้วย พล.อ.ประยุทธ์แข็งแรงได้เพราะกล้วย ถ้าท่านอยากอยู่ต่อก็ต้องมีกล้วยคอยหล่อเลี้ยงเสียงรัฐบาล ดังนั้น ขอให้ท่านไปดูคนของตัวเอง เช็กกำลังของตัวเองให้ดีๆ ถ้าท่านแข็งจริง ข่าวลือแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้” นายสมคิดกล่าว
‘โจ้’ล็อก 5 รายเชือดปมอีอีซี
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกรมธนารักษ์เลื่อนการลงนามสัญญากับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในการบริหารโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทว่า เมื่อยังไม่มีการลงนามสัญญา คงต้องชะลอเรื่องที่จะยื่นเอาผิดผู้เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าว 5 รายต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ไว้ก่อน
ส่วนการยื่นเอาผิดต่อป.ป.ช.นั้น คงต้องรอหลังจากเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เพราะมีผู้อยู่ในข่าย 5 ราย ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง คณะกรรมการที่ราชพัสดุ 6 คน ที่ลงมติรับรองให้บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ชนะประมูล และนายยุทธนา หยิมการุณ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ที่เร่งรีบให้เปิดซองประกวดราคาในวันที่เกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.2564 ถ้าจะทำให้โปร่งใสจริง ต้องเปิดให้มีการประมูลใหม่ โดยเรียกบริษัทใหญ่อื่นๆ ทุกบริษัทมาร่วมประมูลด้วย ส่วนการรับประทานอาหารร่วมกับกลุ่ม 16 นั้นยังมีอยู่แน่นอน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ได้ไปยื่นเรื่องต่อประธานกรรมาธิการศึกษา(กมธ.) และติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสการดำเนินโครงการบริหาร และดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก ยืนยันว่าต้องเอาคนผิดมาติดคุกให้ได้ ไม่จบแค่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของพล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น
กมธ.เชิญหน่วยงานชี้แจง
ส่วนนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ประธานกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภา ผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายยุทธพงศ์แล้ว และเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ได้ทำหนังสือเพื่อเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลและรายละเอียดในการประชุมกมธ. วันที่ 11 พ.ค. เวลา 09.30 น. อาทิ กรมธนารักษ์, เลขาธิการอีอีซี, กรรมการผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการประกวดราคา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เป็นต้น เพื่อสอบถาม รายละเอียดและข้อมูลที่เกิดขึ้น
“ผมยืนยันว่าการตรวจสอบของกมธ. ยึดหลักความถูกต้อง ไม่ใช่ตรวจสอบเพราะสถานการณ์หรือเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายใด จะให้ความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่าย ไม่มีการตั้งธงใดๆ” นายไชยากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการเลื่อนการเซ็นสัญญาประมูลท่อส่งน้ำอีอีซี กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด มองว่ามีนัยใดแอบแฝงหรือไม่ นายไชยากล่าวว่า ตามการชี้แจงของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง บอกว่าเพื่อความโปร่งใส และรักษางบประมาณแผ่นดินพอฟังได้ แต่ในข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบอีกครั้ง หากไม่มีประเด็นที่ถูกสังคมตั้งประเด็นสงสัยในความโปร่งใส ทำไมถึงต้องเลื่อนการลงนาม
‘พิเชษฐ’เมิน‘สันติ’ชงขับพ้นพปชร.
นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หัวหน้ากลุ่ม 16 กล่าวว่า ความมุ่งหมายตนไม่ได้ต้องการให้ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำ ภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ เป็นผู้ชนะประมูล แต่อยากให้ทบทวนวิธีประมูลคัดเลือกว่าดำเนินการ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าจะประมูลใหม่ก็ต้องเรียกบริษัทใหญ่ๆทุกแห่งมาร่วมประกวดราคาด้วย หลังจากกรมธนารักษ์ทบทวนการดำเนินการแล้ว หากยังจะเซ็นสัญญาโครงการกับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ตนก็พร้อมโหวตสวนไม่ไว้วางใจนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายสันติ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณาลงโทษที่ตรวจสอบเลขาธิการพรรค นาย พิเชษฐกล่าวว่า พรรคมีข้อบังคับห้ามไป กินข้าวกับฝ่ายค้านหรือไม่ ถ้าจะถูกลงโทษคงเป็นข้อหาขัดผลประโยชน์ใครบางคน ถ้า มติพรรคจะลงโทษก็ยินดี พร้อมออกไป อยู่พรรคเล็ก แต่ยังเชื่อมั่นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นคนมีเหตุผล เข้าใจดีถึงการที่ตนปกป้องผลประโยชน์ประเทศ ยืนยัน เดินหน้ากินข้าวกับฝ่ายค้านต่อไป เดิมนัดกินข้าววันที่ 4 พ.ค. แต่เมื่อกรมธนารักษ์เลื่อนลงนามสัญญาออกไป คงนัดวันกินข้าวกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
“ฝากพล.อ.ประยุทธ์ ว่าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการระบบท่อส่งน้ำภาคตะวันออก โดยให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ คงไม่เกิดประโยชน์ เป็นไปไม่ได้ที่ข้าราชการจะกล้าเอาผิดรัฐมนตรี ควรให้หน่วยงานอื่นที่มีความเป็นอิสระมาตรวจสอบ เช่น สถาบันพระปกเกล้า เพราะไม่สามารถใช้อิทธิพลการเมืองมาสั่งได้ เชื่อว่าการชะลอเซ็นสัญญาโครงการดังกล่าว เป็นแค่การ ถอดชนวน ลดแรงกดดันทางการเมืองชั่วคราว จะยังไม่เซ็นสัญญาโครงการจนกว่าจะผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีไปก่อน” นายพิเชษฐกล่าว

นอกรอบ – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นัดหารือนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.หัวหน้ากลุ่ม 16 และนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ร้านเมซซาลูน่า ย่านสีลม เมื่อวันที่ 4 พ.ค.
ตั้งวงกินข้าวกับ‘ยุทธพงศ์’อีก
เวลา 18.00 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมรับประทานอาหารกับนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หัวหน้ากลุ่ม 16 และนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่(ศม.) ที่ร้านเมซซาลูน่า ย่านสีลม เป็นการพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนการพบกันอย่างทางการต้องรอให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นัดวันอีกครั้ง
การพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นอีอีซี โดยนาย พิเชษฐ ขอให้ฝ่ายค้านดำเนินการเรื่องนี้ต่อ แม้ทางกรมธนารักษ์จะเลื่อนการเซ็นสัญญาในการบริหารโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก ไปแล้วก็ตาม เพราะถือว่าเรื่องนี้ความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งนายพิเชษฐ ยืนยันว่าจะยกมือสนับสนุนฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นนี้แน่นอน
จี้ 4.4 หมื่นคน-รักษาสิทธิเลือกส.ก.
นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.นี้ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการการประมวลผลเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ในบัญชีรายชื่อระบุมีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะผู้ว่าฯ กทม.เพียงอย่างเดียว มีจำนวนประมาณ 44,200 คน เนื่องจากเป็นผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านออกจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปยังอีกเขตเลือกตั้งหนึ่งภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกัน และเป็นเหตุให้มีชื่อในทะเบียนบ้านปัจจุบันเป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันเลือกตั้ง
หากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวประสงค์ที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งส.ก.ให้ไปยื่นคำขอ เพิ่มชื่อ ตามแบบ ส.ถ.1/7 ต่อนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ภายในระยะเวลาก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบวัน หรือภายในวันที่ 11 พ.ค.2565
สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้มีสิทธิ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.ประกอบด้วย มีสัญชาติไทย หากแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง คือเกิดก่อนวันที่ 24 พ.ค.2547 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขต เลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง
“ขอให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบรายชื่อของตนเอง พร้อมหน่วยเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งให้เรียบร้อย จากหนังสือแจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งสำนักงานเขตได้จัด ส่งให้ หรือตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ https://stat.bora.dopa.go.th/Election/enqelectloc/#/ หากพบว่าชื่อของตนเอง หรือบุคคล ในครอบครัวไม่ถูกต้องให้รีบแจ้งสำนักงานเขตที่ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งภายในวันที่กำหนด” นายขจิตกล่าว
‘ดร.เอ้’ปราศรัยใหญ่เวทีแรก
เวลา 07.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 ลงพื้นที่ตลาดพระปิ่น 5 เขต บางบอน กับนายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน เบอร์ 3 และนายสากล ม่วงศิริ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เดินทักทายพบปะพี่น้องประชาชน ทั้งพ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่เดินซื้อของในตลาดพระปิ่น 5 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี
นายสุชัชวีร์กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หากร่วมกันมองกรุงเทพฯให้เป็นเมือง แห่งโอกาส พ่อค้าแม่ค้าต้องขายของได้ทุกวัน และอยากให้พ่อค้าแม่ค้าได้สบายใจว่า เทศกิจในยุคของผู้ว่าฯ ถ้าชื่อ สุชัชวีร์ จะเป็นมิตรกับพ่อค้าแม่ค้า จะไม่มีเรื่องส่วย ไม่มีเรื่องกวนใจ และตั้งใจให้ฟุตปาธมีน้ำประปา น้ำสะอาดได้ใช้ฟรี รวมทั้งนโยบายอินเตอร์เน็ตฟรีในทุกพื้นที่ จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าได้ค้าขายได้อย่างมีความสุข ผู้ซื้อก็สามารถเข้าถึงอาหารราคาถูกและสะอาดได้ รวมทั้งเข้าสู่โลกออนไลน์ได้ฟรีทุกคนด้วย
เวลา 17.30 น. ที่โรงเรียนวัดพระยา สุเรนทร์ เขตคลองสามวา นายสุชัชวีร์ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นครั้งแรก พร้อมกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. และนางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง กรรมการบริหารพรรคที่บินตรงกลับมาจากปากีสถานเพื่อขึ้นเวทีปราศรัยในครั้งนี้โดยมีผู้สมัคร ส.ก. 6 เขต ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
‘ชัชชาติ’หาเสียงชุมชนคลองเตย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 ลงพื้นที่หาเสียงเขตคลองเตย เริ่มต้นเดินตั้งแต่เช้าที่ตลาดคลองเตยร่วมกับ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป รวมทั้งผู้นำชุมชนคลองเตย ย้ำนโยบายในการจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียจากต้นทาง โดยเริ่มต้นจากตลาดในพื้นที่ กทม. จากนั้นเดินทางต่อไป ยังชุมชนบล็อก 6 มูลนิธิดวงประทีป เพื่อรับฟังความต้องการของชาวชุมชน ครู ผู้ปกครอง ที่โรงเรียนอนุบาลดวงประทีปด้านที่อยู่อาศัยและศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนที่มีจำนวนไม่เพียงพอ
นายชัชชาติกล่าวว่า จากนโยบายรายเขตของทีมเพื่อนชัชชาติ พบว่าเขตคลองเตยมีปัญหาสำคัญเรื่องการสนับสนุนศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน กทม. จึงต้องเข้ามาดูแลและสนับสนุนศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนอย่างเพียงพอ การพัฒนาศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน เป็นนโยบายที่เราทำน้อยแต่ได้เยอะ เพราะเด็กในวัย 0-6 ปี กำลังมีพัฒนาการที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าเราลงทุนกับศูนย์เด็กเล็กให้มีบริการพื้นฐานที่ดีจะยิ่งช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ดียิ่งขึ้น เราจะพยายามดูแลศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนให้มีคุณภาพและให้กระจายไปในทุกเขตทุกแขวง
‘สกลธี’ชูจุดเด่นเป็นนักประสาน
ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครรับ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตลาดนัดชุมชนรถไฟ กม.11 (ตลาดสายหยุด) และตลาดบางเขน เขตจตุจักร ว่า ช่วงนี้มีการดีเบตจำนวนมาก ถ้าได้รับเชิญมาตนก็จะไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเดือดร้อนของกลุ่มเฉพาะ มีข้อเสนอต่างๆ ทำให้สามารถเก็บเป็นข้อมูล และได้พูดถึง สิ่งที่ตนอยากจะทำด้วย เช่น ในการดีเบต ครั้งล่าสุด มีการพูดถึงเรื่องการเปิดพื้นที่การชุมนุมใน กทม. ซึ่งตนเห็นด้วย ที่ควรให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมภายใต้กฎหมาย และเห็นว่าพื้นที่หลายๆ ส่วนของกทม. ควรนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่เพียงเฉพาะการชุมนุม แต่อาจใช้ในจุดประสงค์อื่นได้ด้วย เช่น สวนสาธารณะอาจจะไม่ได้มีไว้เพื่อการวิ่งอย่างเดียว จะจัดดนตรี หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่กระทบกับสิทธิ์ของผู้อื่น
“กรณีที่ขอพื้นที่ในการชุมนุม ผมคิดว่าสำคัญอยู่ที่ กทม.จะต้องประสานงานกับภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ กทม.จะไปทำงาน ปะฉะดะ กับทุกหน่วยงานไม่ได้ เพราะกทม. ไม่ได้มีอำนาจเต็มขนาดนั้นมันมีการทับซ้อนกันหลายหน่วยงาน ดังนั้นคุณสมบัติของผู้ว่าฯ ต้องเป็นคนที่ประสานงานที่ดี แต่อะไรที่เป็นสิทธิ์ของคนกรุงเทพฯ หรือปัญหาของกรุงเทพฯ ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ซึ่งผมมั่นใจ ในเรื่องการประสานงาน เพราะสมัยที่เป็น รองผู้ว่าฯ ก็ประสานกันมาด้วยดีตลอด ลักษณะของผม คือการประสานงานอยู่แล้วไม่ใช่ประสานงา” นายสกลธีกล่าว
‘วิโรจน์’รุกงบที่เลือกเองได้
เมื่อเวลา 09.30 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล หมายเลข 1 ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนที่ตลาดบางกะปิและศูนย์การค้าแฮปปี้แลนด์ เขตวังทองหลาง ได้รับการตอบรับอย่างดี
จากนั้น นายวิโรจน์พบประชาชนในชุมชนจันทราสุข เขตวังทองหลาง โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายพรรคก้าวไกล ร่วมรับฟังปัญหาของประชาชน พร้อมสาธิตนโยบาย “งบที่เลือกเองได้” โดยให้ประชาชนติดสติ๊กเกอร์ลงบนแผ่นกระดาษที่มีชื่อโครงการต่างๆ เพื่อเลือกว่าอยากนำงบประมาณไปแก้ปัญหาด้านไหน
นายวิโรจน์กล่าวว่า ที่ผ่านมา 8 ปี ประชาชนที่อยู่ในชุมชนและนอกชุมชนต้องการสิ่งใดก็จะไปเรียกร้องจากสำนักเขต แต่เขตไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด งบที่เคยกระจุกที่สำนักงานเขต ต้องมีการ กระจายงบ 4,000 ล้าน ลง 2,000 ชุมชน เพื่อให้แต่ละชุมชนได้มีงบสำรองไว้สำหรับดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
มะเร็งคร่าชีวิต‘เจริญ คันธวงศ์’
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นายเจริญ คันธวงศ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเวลา 08.09 น. ที่บ้านพักในวัย 89 ปี ด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งมีพิธีรดน้ำศพ (น้ำหลวงอาบศพ) ในวันที่ 5 พ.ค. เวลา 16.00-17.30 น., สวดอภิธรรม วันที่ 5-11 พ.ค. เวลา 18.30 น. และพระราชทานเพลิง วันที่ 12 พ.ค. เวลา 17.00 น. ที่วัดปริวาสราชสงคราม ศาลา 4 ถนนพระราม 3 กทม.
นายเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2476 ที่อ.เกาะคา จ.ลำปาง เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งรมว.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน รมช.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.ศึกษาธิการ ขณะเดียวกันเคยชนะการเลือกตั้งได้รับเลือกเป็น ส.ส.กทม. เขตคลองเตย ยานนาวา และบางคอแหลม พรรคประชาธิปัตย์ ยาวนานถึง 8 สมัย เคยเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และเคยได้รับการตั้งฉายาจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาให้เป็น “คนดีศรีสภาฯ” เมื่อปี 2552 อีกทั้งเคยเป็นประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และปัจจุบันเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในปี 2505 โดยเป็นอธิการบดีคนแรกด้วยวัย 29 ปี ขณะที่ปัจจุบันเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ และได้รับการยกย่องให้เป็นอธิการบดีกิตติคุณก่อตั้ง