กองทุนเจ๊งสะสมแล้ว6หมื่นล้าน ‘เจ๊เกียว’ตัดใจขายทิ้ง‘เชิดชัยทัวร์’โควิด-น้ำมันแพงทำขาดทุนไม่ฟื้น
อุ้มดีเซล 32 บาทต่ออีก 7 วัน บอร์ดกองทุนน้ำมันแจงเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพให้ประชาชน จากราคาจริงอยู่ที่ 38 บาท/ลิตร แม้กองทุนจะขาดทุนกว่า 6.6 หมื่นล้านก็ตาม แต่มั่นใจสภาพคล่องที่มีอยู่ 1.2 หมื่นล้าน พอคุมราคาน้ำมันในประเทศได้ คาดทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง หลังยุโรปพ้นฤดูหนาว เผยแบงก์ออมสิน-กรุงไทย เสนอเงื่อนไขปล่อยกู้ มีเงินกู้เข้ามาเดือนมิ.ย. เร่งศึกษาปรับลดสูตรผสมดีเซลเหลือ บี 3 ‘เจ๊เกียว’ จำใจปิดตำนาน 65 ปีเชิดชัยทัวร์ หลังอ่วมทั้งพิษโควิด-ดีเซลพุ่ง ทู่ซี้ขาดทุนกว่า 2 ปี จากที่มีรถทัวร์-บขส.อยู่ 200 คัน วิ่งทั่วอีสาน ตะวันออก และภาคเหนือ ต้องจอดรถทิ้งถึง 70% เอาออกมาวิ่งแค่ 30% อายุก็ 85 แล้ว ขณะที่ลูกๆ ไม่มีใครสนใจรับช่วงต่อ แต่ยังคงธุรกิจต่อตัวถังรถ ขายรถ และให้เช่าที่ดินไว้
เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผอ.สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาดีเซลในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 32 บาท/ลิตร โดยกองทุนอุดหนุนอยู่ที่ 11.35 บาท/ลิตร เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพให้ประชาชน จากราคาจริงอยู่ที่ 38 บาท/ลิตร ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง เห็นได้จากราคาดีเซล ณ วันที่ 6 พ.ค.2565 อยู่ที่ 160.65 ดอลลาร์/บาร์เรล มั่นใจว่าจากสภาพคล่องที่กองทุนมีอยู่ 12,932 ล้านบาท ยังเพียงพอในการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ หลังรัฐบาลมีนโยบายให้ปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นแบบมีการอุดหนุนครึ่งหนึ่งของราคาที่ปรับขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ค. อีกทั้งประเมินทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงหลังยุโรปผ่านพ้นฤดูหนาว เป็นปัจจัยหลัก โดย ณ วันที่ 8 พ.ค.2565 ประมาณการฐานะกองทุนติดลบ 66,681 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 33,258 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 33,423 ล้านบาท
“สกนช.ยังมีการติดตามสถานการณ์การ สู้รบระหว่างยูเครน-รัสเซีย ที่จะมีผลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณาปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศขึ้น/ลงเป็นรายสัปดาห์อีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค. หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงก็จะปรับเงินอุดหนุนและปรับเพดานราคาลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันต่อไป” นายวิศักดิ์กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อใช้อุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศนั้น นายวิศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทยสนใจและยื่นข้อเสนอการปล่อยกู้มายังกองทุนแล้วจากที่แจ้งไป 10 แห่ง โดยธนาคารทั้งสองแห่งมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน สภาพคล่องของเงินเข้า/ออก และราคาน้ำมันตลาดโลกเป็นอย่างไร รวมทั้งเงื่อนไขการปล่อยกู้ปัจจุบันมีการพิจารณาเข้มข้นขึ้นมาก เชื่อว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนนี้และมีเงินเข้ามายังกองทุนเดือนมิ.ย.ได้ตามที่กำหนดไว้
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (บี 100) ในน้ำมันดีเซลลงอยู่ที่ บี 3 จากปัจจุบันอยู่ที่ บี 5 มั่นใจจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ
ด้านนายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคม ผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสุกรในขณะนี้ว่า จากผลกระทบของความกังวลต่อภาวะโรคเอเอสเอฟในสุกร ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่เคยมีมากถึง 2 แสนรายทั่วประเทศลดลงไปมากกว่าครึ่ง เหลือเพียง 1 แสนรายเท่านั้น ส่งผลต่อประชากรสุกรทั้งแม่พันธุ์ ลูกสุกร และสุกรขุน หายไปมากกว่า 50% ขณะเดียวกัน สภาพอากาศแปรปรวนร้อนจัดสลับฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้สุกรปรับตัวไม่ได้ เกิดความเสียหายในทุกช่วงอายุ กลายเป็นวิกฤตซ้ำเติมส่งผลให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดลดลงยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งการขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งราคากากถั่วเหลืองนำเข้า รำ ข้าว ที่ปรับขึ้น รวมแล้วทำให้ต้นทุนส่วนนี้ขึ้นไปประมาณ 30-40%
“การที่รัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลกลายเป็นภาระต้นทุนทั้งในภาคการเลี้ยงสัตว์และภาคขนส่ง เกษตรกรขอความเข้าใจจาก ผู้บริโภค การที่ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องปรับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม เป็นไปตามกลไกตลาดที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ ที่ปริมาณหมูมีชีวิตออกสู่ตลาดลดลงไปมาก ประมาณ 10-20% จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซ้ำยังมีต้นทุนอื่นๆ เพิ่มขึ้น ทั้งข้าวโพดและน้ำมันปาล์ม ซึ่งคาดว่าที่สุดแล้วน้ำมันดีเซลอาจขึ้นไปชนเพดานราคาที่ 35 บาท/ลิตร กลายเป็นวิกฤตที่มีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงหมูอย่างมาก ดังนั้น การปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรีคือคำตอบของราคาหมู ที่จะช่วยให้เกษตรกรที่เกี่ยวข้องในวงจร ทั้งภาคผู้เลี้ยงหมู ภาคเวชภัณฑ์ ยาสัตว์ ผู้เพาะปลูกพืชไร่ ชาวไร่ ชาวนา ตลอดห่วงโซ่ประกอบอาชีพได้ต่อไป กลไกตลาดจะปรับสมดุลได้เองเมื่อสินค้ามีมากขึ้น ราคาก็อ่อนตัวลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว” นายวัฒนพงษ์กล่าว
ที่จ.นครราชสีมา นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร บขส.และเจ้าของอู่เชิดชัย และบริษัทเดินรถเชิดชัยทัวร์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รวมทั้งค่าน้ำมัน ดีเซลที่แพงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเดินรถของตนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งบริษัทเชิดชัยทัวร์ที่มีรถอยู่กว่า 200 คัน วิ่งทั้งสายภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ ตอนนี้เหลือรถวิ่งอยู่แค่ 20-30% เท่านั้น อีก 70% ต้องหยุดวิ่ง จอดรถทิ้งไว้ที่อู่มานานกว่า 2 ปีแล้ว เพราะประสบกับปัญหาขาดทุนเนื่องจากไม่มีผู้โดยสารและค่าน้ำมันที่แพง วิ่งรถไม่คุ้มกับค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถที่วิ่งสายยาว กรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือตอนนี้หยุดวิ่งเกือบ 100% เหลือเพียงสายสั้น กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และจังหวัดภาคตะวันออก เนื่องจากว่าหากนำรถออกวิ่งทุกคันต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4 ล้านบาท อีกทั้งค่าแรงคนงาน ค้าจ้างพนักงาน จิปาถะ ที่ต้องจ่ายอีกจำนวนมาก
“บริษัทเชิดชัยทัวร์ประกอบธุรกิจรถร่วมโดยสาร บขส.มานานกว่า 65 ปีแล้ว ช่วงตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาเริ่มประสบกับปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง จนกระทั่งมาเจอโรคโควิด-19 ระบาด และค่าน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นขณะนี้ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนัก นอกจากนี้ พฤติกรรมของประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนไป หลายคนไม่นิยมขึ้นรถโดยสาร บขส.แล้ว หันไปซื้อรถเก๋ง รถกระบะ ขับเองกันหมด ส่วนการเกิดขึ้นของสายการบินโลว์คอสต์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ทำให้คนเลิกขึ้นรถทัวร์ หันไปใช้บริการสายการบินโลว์ คอสต์แทน เพราะค่าโดยสารก็ไม่ต่างกันมากแต่ใช้เวลาเดินทางเร็วกว่า จึงตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกประกอบธุรกิจรถโดยสาร บขส. โดยขายบริษัทเชิดชัยทัวร์ออกไป เพื่อไม่ให้กระทบกับธุรกิจอื่นๆ” นางสุจินดากล่าว
นางสุจินดากล่าวว่า แม้ว่าจะรู้สึกเสียดาย แต่ในเรื่องธุรกิจหากทำต่อแล้วมีแต่ขาดทุนก็ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปทำไม อีกอย่างตอนนี้ลูกๆ ทั้ง 4 คนก็มีกิจการเป็นของตัวเองหมดแล้ว ทุกคนก็ไม่มีใครอยากสานต่อธุรกิจเดินรถบขส.เพราะมีแต่ปัญหาและกำไรน้อย ประกอบกับตนก็อายุ 85 ปีแล้ว จึงไม่อยากเหนื่อยกับการต้องทนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในบริษัทที่ประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างนี้อีกต่อไป จึงอยากวางมือกับธุรกิจรถร่วมโดยสาร บขส. และทุ่มเทเวลาไปให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ยังอยู่ เช่น ธุรกิจต่อตัวถังรถโดยสาร, ขายรถยนต์ และให้เช่าที่ดิน