จับตา 3 สายพันธุ์ย่อย ‘โอมิครอน’ ส่อรุนแรงหรือไม่ หลังพบคนเข้ารักษาใน ร.พ.มากขึ้น ยันยังไม่พบทั้ง BA.4 และ BA.2.12.1 ในไทย ส่วน BA.5 พบรายเดียวเป็นชาวบราซิลรักษาหายดีแล้ว สั่งศูนย์วิทย์ 15 แห่งทั่วปท.เฝ้าระวังเข้ม ทั้งมาจากต่างประเทศและป่วยอาการหนัก สธ.ลดเตือนภัย ‘โควิด’ จากระดับ 4 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ หลังยอดติดเชื้อ เสียชีวิตลดลง เผย 54 จังหวัดอยู่ในช่วงขาลง แนะงดเข้าสถานบันเทิง สถานที่ปิด ไม่มีอากาศถ่ายเท คนแน่น ย้ำเร่งฉีดเข็ม 3 เดินหน้าสู่โรคประจำถิ่น ศบค.เผยติดเชื้อลดต่อเนื่องเหลือ 6 พัน เสียชีวิตอีก 55 ราย โคราชเร่งฉีดเข็มกระตุ้น ตั้งเป้าพ.ค.นี้ฉีดให้ได้ 50% เดินหน้าสู่โรคประจำถิ่น
ติดเชื้อใหม่ลดเหลือ6พัน-ดับ55
เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,488 ราย ถือว่าต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 8 วัน ติดเชื้อสะสม 4,331,338 ราย หายป่วยเพิ่ม 12,755 ราย หายป่วยสะสม 4,217,238 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 55 ราย เสียชีวิตสะสม 29,143 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 84,957 ราย อยู่ในรพ.สนาม HI, CI 55,786 ราย และอยู่ในรพ. 29,171 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,522 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 738 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 18.7%
สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 2 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 4 ราย มาจากเมียนมา 3 ราย เป็นการลักลอบเข้าประเทศ และออสเตรเลีย 1 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 55 ราย มาจาก 30 จังหวัด โดยเชียงรายเสียชีวิตสูงสุด 5 ราย, กทม. อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย กาญจนบุรี จังหวัดละ 3 ราย, เลย นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร อุทัยธานี นครสวรรค์ จังหวัดละ 2 ราย และเสียชีวิต 1 รายมีอีก 13 จังหวัด โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 30 ราย หญิง 25 ราย อายุ 19 – 94 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 98%
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 1,865 ราย 2.บุรีรัมย์ 273 ราย 3.สุริทร์ 226 ราย 4.ร้อยเอ็ด 223 ราย 5.ชลบุรี 197 ราย 6.สมุทรปราการ 187 ราย 7.อุบลราชธานี 181 ราย 8.นครราชสีมา 143 ราย 9.ขอนแก่น 129 ราย และ 10.สกลนคร 127 ราย
ผู้สูงอายุฉีดกระตุ้นแล้วเกิน42%
ขณะที่จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 ราย มีอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 112 ราย, นนทบุรี 104 ราย และนครปฐม 100 ราย ส่วนจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 62 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย 7 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส 9 ราย, ยะลา 5 ราย, ระนอง 5 ราย, เชียงราย 6 ราย, แม่ฮ่องสอน 2 ราย, ชัยนาท 1 ราย และสตูล 1 ราย ส่วนจังหวัดรายงานเป็น 0 มี 2 จังหวัด คือ ลำปาง และลำพูน
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.65 จำนวน 82,918 โดส สะสม 134,736,012 โดส เป็นเข็มแรก 56,412,512 ราย คิดเป็น 81.1% เข็มสอง 51,657,965 ราย คิดเป็น 74.3% และเข็ม 3 ขึ้นไป 26,665,535 ราย คิดเป็น 38.3% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 42.1%
สธ.ลดเตือนภัยโควิดเหลือขั้น 3
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับทั่วโลก จากเดิมเราคาดการณ์ว่าช่วงหลังสงกรานต์จะติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่จากความร่วมมืออย่างดีของประชาชนทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี ไม่มีการระบาดใหญ่ตามมา ดังนั้นที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (อีโอซี) กรณีโควิด-19 เห็นชอบประกาศลดระดับการเตือนภัยโควิด-19 จากระดับ 4 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ
โดยคำแนะนำการเตือนภัยระดับ 3 คือการไปในสถานที่เสี่ยง ทุกคนงดเข้าสถานบันเทิง เลี่ยงเข้าสถานที่ระบบปิด มีการระบายอากาศไม่ดี และสถานที่แออัด ส่วนการร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก การเดินทางข้ามพื้นที่/ข้ามจังหวัด และการเดินทางเข้า-ออกประเทศ หากเป็นคนทั่วไปสามารถดำเนินการได้ แต่ให้เลี่ยงเดินทางไปต่างประเทศ สำหรับกลุ่มเสี่ยง 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ 3 เข็ม ให้เลี่ยงร่วมกิจกรรมร่วมกลุ่มจำนวนมาก เลี่ยงโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภท และงดเดินทางไปต่างประเทศ ถือเป็นข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ไม่เกี่ยวกับมาตรการบังคับ
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สำหรับผู้เสียชีวิตช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 95-96% เป็นกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง และไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงของผู้ติดเชื้อรายใหม่ ปอดอักเสบ ใส่เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต มีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกันทั้งหมด เป็นไปตามการคาดการณ์ของสธ. หรือบางตัวก็แนวโน้มดีขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ขณะนี้มีจังหวัดที่เข้าสู่ระยะทรงตัว (Plateau) แล้ว 23 จังหวัด และสถานการณ์ดีขึ้นอยู่ในระยะขาลง (Declining) 54 จังหวัด แนวโน้มจากสถานการณ์ก็เข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) เข้าไปเต็มที
ทั้งนี้ 23 จังหวัดที่อยู่ในระยะทรงตัว ประกอบด้วย พะเยา ลำปาง พิษณุโลก พิจิตร อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และมุกดาหาร ที่เหลืออีก 54 จังหวัดอยู่ระยะขาลง
ให้ทุกจว.ทำแผนสู่โรคประจำถิ่น
นพ.โอภาสกล่าวว่า สถานการณ์โควิดไทยมีแนวโน้มพบป่วยลดลงตามลำดับ ขอให้ทุกจังหวัดจัดทำแผน ปฏิบัติการเตรียมพร้อมเข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่น เพื่อการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชน โดยเดินหน้ามาตรการ 2U คือ Universal Prevention ป้องกันตนเองครอบจักรวาล ใส่หน้ากาก ล้างมือเว้นระยะห่าง และ Universal Vaccination โดยเน้นให้กลุ่ม 608 รับเข็มกระตุ้นมากกว่า 60% และเน้นเรื่อง 3พอ คือ เตียงสีเหลืองสีแดง, ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน และบุคลากรทางการแพทย์ มีเพียงพอต่อการให้บริการที่ได้มาตรฐาน
“หลายจังหวัดที่ผู้ว่าฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด อยากเป็นจังหวัดนำร่อง ซึ่งย้ำว่านอกจากสถานการณ์แล้ว ความร่วมมือของประชาชนและวัคซีนเข็มกระตุ้นมีความสำคัญมาก โดยสธ.มีวัคซีนทุกชนิดไปที่รพ.สต.สามารถวอล์กอินไปฉีดได้ ส่วนกทม.ก็จัดหน่วยบริการประชาชน ทั้งแบบลงทะเบียนล่วงหน้าและวอล์กอิน ให้สอบถามหน่วยบริการก่อน ย้ำว่าหากฉีดครบ 2 เข็ม 3 เดือนให้มารับเข็ม 3 และ 3 เข็ม ครบ 4 เดือนให้มารับเข็ม 4 เพื่อช่วยกันเดินหน้าเข้าโรคประจำถิ่นต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาส กล่าวว่า ช่วง พ.ค.2565 มีหมุดหมายเรื่องเปิดเรียน จึงต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษามีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วมากกว่า 90% ส่วนกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปีมีการฉีดครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 90% จึงต้องเร่งฉีดเข็มกระตุ้น โดยหากเป็นผู้ที่รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ให้รับเข็ม 3 เป็นไฟเซอร์ขนาดครึ่งโดสหรือเต็มโดส ส่วนผู้ที่รับวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม ให้ฉีดเข็มกระตุ้นเป็นไฟเซอร์เต็มโดส ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี เป้าหมาย 5.1 ล้านคน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 2.8 ล้านคน คิดเป็น 54.5% และเข็ม 2 ฉีดแล้ว 8.9 แสนคน คิดเป็น 17.4% โดยสูตรฉีดเป็นไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม ห่างกัน 8 สัปดาห์ หรือซิโนแวค-ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) ห่างกัน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนสูตรนี้เพิ่มเติม 1.6 แสนคน
รอศบค.เคาะเปิดผับบาร์
เมื่อถามว่าผู้ประกอบการสถานบันเทิงเรียกร้องให้พิจารณาเปิดพื้นที่นำร่องผับบาร์ มีความเป็นไปได้อย่างไร นพ.โอภาสกล่าวว่า จะต้องหารือในที่ประชุมศบค.อีกครั้ง แม้สถานการณ์ค่อนข้างดีขึ้นแต่ยังเปลี่ยนเร็ว ในช่วงวันหยุดพบว่าประชาชนเริ่มเดินทางมากขึ้น ทำกิจกรรมต่างๆ ใกล้เคียงปกติมาก แต่ยังให้ความร่วมมือในการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด แต่ละจังหวัดที่จะเปิด ขอให้ผู้ว่าฯไปดูกลุ่ม 608 เพื่อให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข หากผู้ว่าฯอยากดำเนินการมากขึ้น ซึ่งคาดว่าศบค.จะอนุญาตเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ขอให้เร่งฉีดวัคซีนเพื่อให้ถึงเป้าหมายมากกว่า 60% เพื่อผู้ที่จะพิจารณาอนุมัติให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ขณะนี้มี 5 จังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นค่อนข้างดี เช่นนนทบุรี และจังหวัดปริมณฑล
จับตา 3 สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า ช่วงหลังพบว่าประเทศไทยเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ทำให้จากการตรวจเฝ้าระวังสัปดาห์ละ 2-3 พันราย เหลือประมาณ 700-800 ราย โดยช่วงวันที่ 30 เม.ย.-6 พ.ค. 2565 ตรวจจำนวน 747 ราย พบเป็นโอมิครอน 100% ไม่พบสายพันธุ์อื่นทั้งอัลฟา เดลตา และเบตา ส่วนสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนเปลี่ยนจาก BA.1 มาเป็น BA.2 เนื่องจาก BA.2 แพร่เร็วกว่า 4 เท่า โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาพบ BA.2 ประมาณ 97.6% อย่างไรก็ตาม BA.1 และ BA.2 มีสายพันธุ์ย่อยลงไปอีกจำนวนมาก ที่พบมากในไทย 2 สัปดาห์ล่าสุด คือ BA.1.1, BA.2.9, BA.2.10, BA.2.10.1 และ BA.2.12
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกให้แต่ละประเทศช่วยกันเฝ้าระวังและตรวจสอบ 3 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน คือ BA.4, BA.5 ซึ่งพบตั้งแต่ช่วง ก.พ. 2565 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่พบมากแถวแอฟริกาใต้ บอตสวานา และยุโรป โดย BA.4 รายงานเข้า GISAID แล้ว 955 ราย และ BA.5 รายงาน 441 ราย และสายพันธุ์ BA.2.12.1 พบมากในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 1 หมื่นรายที่รายงานเข้าไปใน GISAID แล้ว ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ทั้ง 3 สายพันธุ์ย่อยนี้อาจทำให้คนไปนอนร.พ.มากขึ้น หมายถึงอาจจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ประเทศไทยจึงต้องเฝ้าระวังว่าเข้ามาหรือยัง มากน้อยแค่ไหน
“วันนี้ทั่วโลกและประเทศไทยจับตา 3 สายพันธุ์นี้ ซึ่งมีข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดคนไข้เข้า ร.พ.มากขึ้นหรือไม่ ซึ่งประเทศไทยยังไม่พบ BA.4 แต่เจอ BA.5 จำนวน 1 ราย เป็นคนบราซิล ส่งตัวอย่างให้ตรวจตอนเม.ย. ขณะนี้หายดีกลับบ้านเรียบร้อย ส่วน BA.2.12.1 ยังไม่พบในไทย แต่พบตัวแม่ คือ BA.2.12 จำนวน 2 ราย คือ ชาวอินเดียและแคนาดา” นพ.ศุภกิจกล่าว
สั่ง 15 ศูนย์วิทย์ทั่วประเทศเฝ้าระวัง
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ขณะนี้สั่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 แห่ง เฝ้าระวังตรวจทั้ง 3 สายพันธุ์ โดยเน้นการเก็บตัวอย่างในคนที่มาจากต่างประเทศ ผู้ป่วยอาการหนัก หากพบสัดส่วนผู้ป่วยอาการหนักในเชื้อกลายพันธุ์ที่เราเฝ้าระวังมากขึ้น ก็แสดงว่ามีสัญญาณบางอย่าง ซึ่งเราสามารถตรวจเฉพาะจุดด้วยวิธี SNP โดยมีน้ำยาที่ให้แต่ละศูนย์ตรวจได้ปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสายพันธุ์ใหม่แต่กว่าจะรู้ว่าแพร่เร็วแค่ไหน รุนแรงหรือหลบวัคซีนจะใช้เวลาหลังจากนั้นพอสมควร เราจะเพาะเชื้อเมื่อเริ่มมีตัวอย่าง ซึ่งตอนนี้มีเชื้อ BA.5 แล้ว ยังไม่มี BA.4 ก็จะเอามาเพาะเชื้อให้ได้ เมื่อได้เชื้อมากพอ ก็เอามาตรวจภูมิที่มีต่อเชื้อได้
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ส่วนสายพันธุ์ลูกผสมหรือไฮบริดของไทยที่เราส่งตัวอย่างจำนวนหนึ่งที่มีความคล้ายกับ XJ เข้าไปยังฐานข้อมูลกลางโลก GISAID หาก GISAID วิเคราะห์เรียบร้อยแล้วเป็นจริงก็จะนำขึ้นเว็บไซต์ ขณะนี้ข้อมูลสายพันธุ์ลูกผสมที่ GISAID รับรองแล้ว ยังไม่มีตัวอย่างของประเทศไทย คือยังไม่พบว่าเข้าได้กับสายพันธุ์ลูกผสมหรือ X ตัวใด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปถึง GISAID จะมีชั้นต้นในการใช้เครื่องอัตโนมัติในการเรียกบอกสายพันธุ์ พบว่าตัวอย่างของไทยทั้ง 12 ตัวอย่าง เป็น XM 8 ตัวอย่าง XN 3 ตัวอย่าง และ XE 1 ตัวอย่าง แต่ต้องรอ GISAID วิเคราะห์ว่าใช่หรือไม่ใช่ ทั้งนี้สายพันธุ์ลูกผสมในไทยไม่น่ากังวล เพราะน่าจะพบน้อยลง เนื่องจากเดลตาหายไปเกือบจะสิ้นเชิง ไม่น่าจะมีตัวอะไรมาไฮบริด ยกเว้นแต่ตัวไฮบริดที่เจอขยายพันธุ์ของมันเอง
เมื่อถามว่าต้องเฝ้าระวังมากในคนที่เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา กรณี BA.2.12.1 หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า อาจยังไม่ต้องขนาดนั้น เพราะยังไม่ส่งสัญญาณอะไร เว้น 2-3 สัปดาห์จะมีสัญญาณว่ารุนแรงมากขึ้นหรือหนักขึ้น แต่หากให้คาดเดาไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะลูกๆ หลานๆ ที่ออกมาก็ไม่ได้มีอะไร เหมือนตอน BA.2.2 ที่ฮ่องกงคิดว่าทำให้ป่วยหนัก ปรากฏว่าเป็นเพราะคนไข้เพิ่มขึ้นเยอะและมีปัญหาการจัดการ

เร่งฉีดน.ร. – บรรยากาศการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กนักเรียน อายุระหว่าง 12-18 ปี ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา จ.นครราชสีมา มีผู้ปกครองจำนวนมากพาบุตรหลานเข้าคิวรอฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ป้องกันเชื้อโควิด-19 อย่างคึกคัก ก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 17 พ.ค.นี้
โคราชแห่ฉีดวัคซีนรับเปิดเทอม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กนักเรียน อายุระหว่าง 12-18 ปี ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เช้า มีผู้ปกครองจำนวนมากพาบุตรหลานมาเข้าคิวรอฉีดวัคซีนไฟเซอร์กันอย่างคึกคัก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ โดยจ.นครราชสีมามีเป้าหมายประชาชนที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนทั้งสิ้น 2,633,207 คน ขณะนี้เข็ม 1 ฉีดแล้ว 2,032,591 คน ร้อยละ 77.19 เข็มที่ 2 ฉีด 1,784,996 คน ร้อยละ 67.79 และเข็ม 3 เข็มกระตุ้นฉีดแล้ว 776,220 คน ร้อยละ 29.46 ภาพรวมจ.นครราชสีมาฉีดวัคซีนแล้ว 4,593,807 โดส
นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯนครราชสีมา เปิดเผยว่า ทางจังหวัดตั้งเป้าภายในเดือนพ.ค.นี้ คนโคราชจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ได้ร้อยละ 50 เพื่อเข้าสู่การประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นทั้งจังหวัด
ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ยืนยันติดเชื้อ 58 ราย และเข้าข่ายติดเชื้อเอทีเค 972 ราย รวม 1,030 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 149,497 ราย รักษาหายแล้ว 124,832 ราย ยังรักษาอยู่ 24,439 ราย และยอดเสียชีวิตสะสม 226 ราย
หมอแจง 12 ปีตาบอดหลังฉีดเข็ม 2
จากกรณีปู่และย่าของน้องโบ๊ท ด.ช.นนทพัทธ์ แซ่อ๋อง อายุ 12 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 10 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ร้องเรียนว่าหลานชายเข้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 2 เมื่อ 25 พ.ย.64 หลังจากนั้นมีอาการตาบอด หูหนวก เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการฉีดวัคซีน จนต้องเข้ารักษาในร.พ.นั้น
วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมชั้น 4 ของศาลากลางจังหวัดภูเก็ต หลังใหม่ นายณรงค์วุ่นซิ้ว ผู้ว่าฯ ภูเก็ต พร้อมนายบัญชา ธนูอินทร์ นายอำเภอถลาง นพ.วีระศักดิ์ หล่อทองคำ ผอ.ร.พ.วชิระภูเก็ต นพ.คงกฤช กาญจนไพศิษฐ์ แพทย์ หู คอ จมูก ร่วมแถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าว
นพ.คงกฤชกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการสูญเสียการมองเห็นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เชื่อว่าอาจจะเริ่มต้นจากไซนัส และลุกลามเข้าไปในตา และบริเวณทางสมอง ทำให้เกิดภาวะการอักเสบของตาและเส้นประสาทตา และเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อตา ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น ความเห็นทางการแพทย์สนับสนุนการสูญเสียการมองเห็นเกิดจากการอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
พญ.ปรารถนา ตุลยกนิษก์ จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมจักษุและตกแต่งและเสริมสร้าง กล่าวว่า วันแรกที่ได้รับรายงาน เด็กไม่รู้สึกตัว แล้วมีอาการชัก วันแรกเอกซเรย์ยังไม่พบว่ามีหนองในเบ้าตา มีลักษณะแค่อักเสบ พบว่ามีไซนัสอักเสบที่โครงข้างหลัง วันรุ่งขึ้นพบว่าอาการของเด็กยังมีไข้สูง ก็เอกซเรย์ใหม่ พบว่าไซนัสอักเสบเป็นไปทั่ว ทางทีมที่พบ พาไปล้างไซนัส ล้างหนอง ถัดมาวันที่ 7 เป็นวันที่ 9 พบว่าตาขวาของเด็กลืมไม่ขึ้น จึงทำเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อประมวลอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าใช้เครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าพบว่าในเบ้าตาข้างขวามีลักษณะคล้ายหนอง ทางทีมแพทย์จึงปรึกษาผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเห็นว่าจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อละลายหนองในเบ้าตา เมื่อผ่าตัดตา ก็เพราะว่าภายในไม่มีหนอง แต่เป็นลักษณะเนื้ออักเสบค่อนข้างเยอะ จึงนำเนื้ออักเสบในเนื้อเบ้าตานี้ส่งตรวจเพาะเชื้อแล้ว ผลเพาะเชื้อจากเนื้อเยื่อในเบ้าตาพบว่าเป็นเชื้อเดียวกัน เคสนี้ไม่ได้ติดเชื้อแค่บริเวณเป็นเนื้อตาของโพรงจมูกอย่างเดียว ยังติดเชื้อเข้าสมองและเชื้อหุ้มสมอง เป็นเหตุให้เด็กเมื่อรู้สึกกลัวตื่นขึ้นมา ทำให้มีปัญหาเรื่องการมองเห็น
ด้านพญ.วิทิตา แจ้งเอี่ยม รองผอ.ร.พ.วชิระภูเก็ต กล่าวว่า เราประชุมทีมกัน ดูแล้วว่าการที่น้องป่วยน่าจะเป็นการได้รับวัคซีน การที่น้องได้รับวัคซีนกับที่ป่วยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเท่านั้น เป็นเหตุการณ์บังเอิญเป็นช่วงเวลาที่ใกล้กัน ไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลกัน ไม่ใช่เป็นฉีดวัคซีนแล้วป่วย
นพ.วีระศักดิ์ หล่อทองคำ กล่าวว่า เชื้อนี้ทำลายเส้นประสาท ทำให้ตามองไม่เห็น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียไม่ใช่เกิดจากวัคซีน โดยเรายื่นเรื่องของเด็กคนนี้ไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องว่ามีผลข้างเคียงจากวัคซีนหรือไม่