ดราม่า‘คาร์ซีต’แจงกันวุ่น ‘ศักดิ์สยาม’โยนตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่รองโฆษก บช.น.ระบุ มีผลบังคับใช้ 5 ก.ย.นี้ ช่วงนี้จะเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน ยันแนวทางกฎหมายยืดหยุ่น ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงรถโรงเรียนที่จะกำหนดวิธีอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิจารณ์พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก พ.ศ.2565 บังคับใช้กฎหมายให้เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีต้องนั่งคาร์ซีต และมีโทษปรับ 2,000 บาท หากไม่ปฏิบัติ ว่า เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกระทรวงคมนาคมจะเกี่ยวข้องกับการออกระเบียบสำหรับรถที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น รถแทรกเตอร์ รถไถนา โดยรถประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมี

ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานใดจะเป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ นายศักดิ์สยามกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องดังกล่าวเกี่ยวกับพ.ร.บ.จราจร เพราะไม่ใช่พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ร.บ.ขนส่ง ส่วนกรณีวิจารณ์เป็นการสร้างภาระให้ประชาชน เพราะบางบ้านมีเด็กหลายคน และคาร์ซีตมีราคาแพงนั้น คิดว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. โฆษกบช.น. ชี้แจงถึง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ที่มีใจความสำคัญให้ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์ โดยเฉพาะคนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ว่า กฎหมายนี้จะมีการผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 120 วัน หรือมีผลบังคับใช้วันที่ 5 ก.ย.2565 แต่ข้อกฎหมายยังให้เวลาอีก 90 วัน ในการประกาศข้อกำหนดรายละเอียดการบังคับใช้ ซึ่งระหว่างนี้ตำรวจจะเน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบรายละเอียดข้อกฎหมายนี้ ที่มุ่งเน้นสร้างความปลอดภัยและไม่สร้างภาระให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการกล่าวถึงคือการกำหนดเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือคาร์ซีต และผู้โดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง ซึ่งนอกจากแนวทางนี้ ข้อกฎหมายยังยืดหยุ่น สำหรับการจัดที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โดยตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทรถ ที่ต้องพิจารณา เบื้องต้นกฎหมายฉบับนี้ จะบังคับใช้กับทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล และรถกระบะ โดยมีข้อยกเว้นใน รถ 3 ล้อ รถพืชผลทางการเกษตร แต่ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะ และรถที่นำมาใช้เป็นรถโรงเรียน จะต้องกำหนดวิธีทางการเพื่อความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุอีกครั้ง

สำหรับพ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2565 มีเนื้อหา 18 หน้า โดยพ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือมีผลบังคับใช้ในอีก 4 เดือนข้างหน้า หรือประมาณวันที่ 5 ก.ย.2565

สำหรับสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ นอกจากเรื่องการกำหนดความปลอดภัยสำหรับเด็กที่เจ้าของรถจะต้องจัดให้มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปีแล้ว

ส่วนประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้คือ มาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 ในขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ทั้งผู้ขับขี่ และคนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น (เบาะหลัง) ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์

ซึ่งกรณีนี้เคยเป็นข้อกำหนดหรือข้อปฏิบัติที่กฎหมายเคยประกาศมาก่อนหน้านี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่เรื่องดังกล่าวเงียบหายไป ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรมของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าจะคุ้นชินกับการคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่แล้ว แต่ผู้โดยสารตอนหลังยังเคยชินกับการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ

หลังจากนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วัน หรือประมาณต้นเดือนก.ย.2565 ผู้โดยสารที่นั่งตอนหลังทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถรับจ้างทั่วไป จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่โดยสารในรถตามที่กฎหมายกำหนด

หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 148 ระบุไว้ชัดว่า ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (สองพันบาท)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน