ชาวบ้านถล่มเพิ่มภาระ พณ.ถกห้าง-คุมราคา พาเหรดขยับยกแผง ปลาป๋อง-ข้าวสาร-ผัก
สั่งด่วน ห้ามขึ้นราคา ‘คาร์ซีต’ กรมการค้าภายในขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุม รับกฎหมายใหม่บังคับให้เด็กต่ำกว่า 6 ขวบต้องนั่ง เรียกถกห้าง-แพลตฟอร์มดังไม่ให้ขึ้นราคา หลังผู้ค้าบางรายฉวยขึ้นราคาแล้ว สั่งจับตาทุก 15 วันห้ามปรับราคา ด้านของแพงยกแผงอีก ไก่สด ขึ้น 5 บาท ใกล้แตะกิโลละ 100 หมูขึ้นอีก 1 บาท ทะลุ 100 แล้ว ผักกาดหอม คัด ก็ขึ้นอีก 10 บาท เป็นกิโละ 60-65 บาท ต้นหอม คัด ขยับ 5 บาท เป็น 65-75 บาท ส่วน ข้าวหอม-ข้าวเหนียว ขึ้นกระสอบละ 50 บาท ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 ทะลุกระสอบ 3,070 – 3,080 บาท ร้านค้าปลีกกทม. แจ้งปรับขึ้นถุงละ 4-6 บาท ตั้งแต่ 15 พ.ค. ส่วนปลากระป๋องขึ้นราคาแล้ว จากกระป๋องละ 20 เป็น 22 บาท

‘ข้าว-ไก่-หมู-ผัก’พุ่งยกแผง
เมื่อวันที่ 11 พ.ค. รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ แจ้งถึงราคาขายปลีกสินค้าอาหารสด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครประจำวันที่ 10 พ.ค. เปรียบเทียบกับวันที่ 9 พ.ค.2565 ว่า ข้ามคืนเดียวผักสดหลายชนิดปรับราคาเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากผลผลิตเสียหายจากความร้อน สลับพายุฝน เช่น ขึ้นฉ่าย คัด ปรับขึ้น 10 บาท/ก.ก. เป็น 90-100 บาท/ก.ก., ผักกาดหอม คัด ปรับขึ้น 10 บาท/ก.ก. เป็น 60-65 บาท/ก.ก., กระชายขาว คละ ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 35-45 บาท/ก.ก., ต้นหอม คัด ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 65-75 บาท/ก.ก., ผักกวางตุ้ง คัด ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 35-40 บาท/ก.ก., ผักกาดขาว (ลุ้ย) คัด ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 35-40 บาท/ก.ก.

กุ้งขาว ขนาด 80 ตัว/ก.ก. ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 135 บาท/ก.ก. เนื่องจากผลผลิตที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสภาพอากาศที่ร้อนจัด สลับกับมีพายุฝนเกษตรกรจึงชะลอการเลี้ยง

ส่วนไก่สด เนื้ออกล้วน ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 85-95 บาท/ก.ก. ด้านสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ปรับขึ้น 1 บาท/ก.ก. เป็น 100-101 บาท/ก.ก. เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสุกร ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นหลังจากภาครัฐมีนโยบายเปิดประเทศเต็มรูปแบบ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ใกล้เริ่มเปิดการเรียนการสอน ประกอบกับต้นทุนด้านอาหารสัตว์และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้าวสาร-ข้าวเหนียวก็ขยับ
ขณะที่ข้าวสารหลายรายการปรับราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวเหนียว กข. 6 ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ (100 ก.ก.) เป็น 1,830-1,850 บาท/กระสอบ, ข้าวเหนียว ข้าวใหม่ ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 2,180-2,200 บาท/กระสอบ ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 2,010-2,030 บาท/กระสอบ, ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว ข้าวใหม่ ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 2,030-2,050 บาท/กระสอบ, ข้าวเหนียว 10% เมล็ดคละ ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 1,810-1,830 บาท/กระสอบ, ข้าวเหนียว 10% เมล็ดคละ ข้าวใหม่ ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 1,830-1,850 บาท/กระสอบ

ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 3,070-3,080 บาท/กระสอบ, ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 2,990-3,000 บาท/กระสอบ และข้าวหอมมะลิ ภาคเหนือตอนล่าง ปรับขึ้น 50 บาท/กระสอบ เป็น 2,740-2,750 บาท/กระสอบ ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณข้าวทั้ง 2 ชนิดในตลาดมีเหลือจำนวนน้อยเพราะเป็นช่วงนอกฤดูกาลผลิต รวมทั้งข้าวทั้ง 2 ชนิดยังมีฤดูกาลเพาะปลูกเพียงปีละครั้งเท่านั้น โดยข้าวเหนียวจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงต้นปี ขณะผลผลิตที่ข้าวหอมมะลิจะออกสู่ตลาดช่วงตั้งแต่ปลายปีจนถึงต้นปี

ข้าวหอมมะลิพรวดถุง6บาท
แหล่งข่าวจากร้านค้าปลีกและค้าส่งในกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวหอมมะลิแท้ 100% บรรจุถุงขนาด 5 ก.ก.ยี่ห้อหนึ่ง ว่าตั้งแต่ในวันที่ 15 พ.ค. จะปรับราคาต้นทุนขายส่งอีก 4-6 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้น 4-6 บาทตามไปด้วย โดยผู้ผลิตให้เหตุผลว่า เนื่องจากสภาวะตลาดข้าวหอมมะลิ มีราคาสูงขึ้น ทำให้ส่วนผสมของข้าวหอมมะลิมีราคาปรับเพิ่มขึ้นตาม

ด้านร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ย่านทองหล่อ ยืนยันว่า จากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นหลายรายการ ทำให้การค้าขายลำบากมากขึ้น เพราะลูกค้าหันไปซื้อร้านโมเดิร์นเทรดแทน อย่างน้ำมันพืชขวดขนาด 1 ลิตร ทั้งน้ำมันปาล์มและถั่วเหลือง ตอนนี้ที่ร้านก็ขายสินค้าล็อตเก่าโดยขายปลีกราคา 70 บาทต่อขวด หากขายหมดแล้วจะไม่สั่งล็อตใหม่มาขาย เพราะราคาจะแพงขึ้นอีก ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่ปรับราคาขาย เช่น ปลากระป๋อง ปรับขึ้น 2 บาท จากเดิมกระป๋องละ 20 บาท เป็น 22 บาท

ดัชนีเชื่อมั่นแดนใต้ดิ่ง
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ประจำไตรมาส 1 ปี 2565 จำนวน 32,739 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.32 จากไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 53.49 เนื่องจากการปรับลดลงของความเชื่อมั่น ด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม ขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปรับเพิ่มขึ้น โดยสตูลเป็นจังหวัดที่มีดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมสูงสุดอยู่ที่ระดับ 57.03 รองลงมา ได้แก่ สงขลา (ระดับ 53.36) นราธิวาส (ระดับ 51.37) ปัตตานี (ระดับ 51.22) และยะลา (ระดับ 50.94)

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 47.58 จากไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 49.82 ส่วนความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 56.94 เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 57.46

“ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม ไตรสมาส 1 ปีนี้ตกลง สาเหตุคือปัญหาค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น น้ำมันแพง ส่งผล กระทบทำให้รายได้ลดลง รวมไปถึงปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย” นายรณรงค์กล่าว

ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือค่าครองชีพ หรือสินค้าและบริการมีราคาสูง รองลงมาคือปัญหารายได้ตกต่ำ และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากภาครัฐด้านการลดภาระค่าครองชีพ และการมีงานทำและรายได้ รวมถึงการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร

คลังแจงเงินเฟ้อพรวด 5%
ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “รวมพลังก้าวข้ามวิกฤติ เดินหน้าเศรษฐกิจไทย” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญที่ต้องเผชิญ 2 เรื่องสำคัญคือ ปัญหาราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวพุ่งขึ้นไปเกิน 5% จากปกติอยู่ที่ไม่เกิน 1% โดยเฉพาะราคาพลังงานในรอบนี้ที่ถือว่าค่อนข้างเข้มข้นมากกว่าราคาพลังงานที่เคยเพิ่มสูงขึ้นในอดีตหลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานถีบตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาพลังงานด้วย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือทั้งแบบพุ่งเป้าและแบบทั่วไป อาทิ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน และมาตรการลดภาระค่าครองชีพสำหรับ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ และมาตรการลดค่าน้ำ-ค่าไฟ

สำหรับการพยุงราคาน้ำมันดีเซลนั้น ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ชี้แจงไว้ชัดเจนแล้วว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมาก จึงจำเป็นที่ต้องยกระดับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาทต่อลิตรขึ้นไปตามสถานการณ์ แต่ยังคงหลักการในการเข้าไปสนับสนุนราคาคนละครึ่ง เช่น หากราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นจากราคาเพดาน 1 บาทต่อลิตร กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยเหลือ 50 สตางค์ต่อลิตร ส่วนอีก 50 สตางค์ต่อลิตรนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องแบกรับ

“มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ 3 บาทต่อลิตรนั้น เป็นส่วนหนึ่งในการเข้าไปช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้ให้ต่ำกว่าเพดานที่รัฐบาลเคยกำหนด หรืออยู่ในระดับเพดานที่เหมาะสม ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ใช้น้ำมันเป็นการทั่วไป” นายอาคมกล่าว

รถบรรทุกนัดถกหลัง 20 พ.ค.
นายสมคิด กิ่งกรดกลาง นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันดีเซลไปอยู่ที่ลิตรละ 32 บาท และจะปรับราคาขึ้นแบบขั้นบันไดทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 บาท จนไปชนเพดานที่ลิตรละ 35 บาทนั้น ผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศ จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าขนส่งเพื่อความอยู่รอดด้วยเช่นกัน โดยปรับขึ้นค่าขนส่งรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3% สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น ซึ่งสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้กำหนดราคาค่าขนส่งรถบรรทุกเอาไว้ โดยน้ำมันดีเซลลิตรละ 32 บาท จะปรับขึ้นค่าขนส่ง 20% สัปดาห์ต่อไปขึ้นเป็นลิตรละ 33 บาท ค่าขนส่งก็จะปรับ 23% และขึ้นเป็นลิตรละ 34 บาท ค่าขนส่งก็จะปรับขึ้น 26% จนชนเพดาน น้ำมันดีเซลลิตรละ 35 บาท ค่าขนส่งก็จะปรับขึ้นไปถึง 29% เมื่อถึงตอนนั้น เชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งในส่วนของผู้ประกอบการขนส่งสินค้า และลูกค้าที่มาใช้บริการ จึงขอให้ลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการได้โปรดเห็นใจด้วย เพราะถ้าไม่ปรับขึ้นค่าขนส่งเลย ก็จะประสบภาวะขาดทุนซ้ำ จนสุดท้ายก็คงประกอบกิจการต่อไปไม่ได้

“หลังจากน้ำมันดีเซลปรับชนเพดานที่ลิตรละ 35 บาท และหลังวันที่ 20 พ.ค. สิ้นสุดการปรับลดภาษีน้ำมันสรรพสามิตไปแล้ว ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยหากรัฐไม่ขยายเวลาปรับลดภาษี หรือไม่มีมาตรการใดๆ ออกมารองรับ ทางสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสานจะเข้าร่วมหารือด้วย จากนั้นต้องดูว่ามติของสหพันธ์ฯ จะให้ได้เดินหน้าต่ออย่างไร จึงจะออกมาเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง” นายสมคิดกล่าว

ร้านตามสั่งราชบุรีจี้ช่วย
ที่เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี น.ส.โอฬาร วรัญญูอุฬาร เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เปิดเผยว่า เปิดร้านขายอาหารตามสั่งมาแล้วกว่า 10 ปี โดยทุกวันจะใช้เงินทุนซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารประมาณ 3,000 บาท แต่ปรากฏว่าหลังจากราคาต้นทุนวัตถุดิบยกขบวนกันปรับราคาขึ้นแทบทุกอย่างจนเกินงบประมาณที่เคยใช้ ทั้งผักสด เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ปลา กุ้ง ปลาหมึก น้ำมันพืช ข้าวหอมมะลิ ไม่เว้นแม้แต่น้ำปลา และบรรจุภัณฑ์ ถุงพลาสติก กล่องใส่อาหาร คงราคาขายเท่าเดิมได้ จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น ในส่วนเมนูอาหารทะเลจากจานละ 50 บาท ปรับขึ้นเป็น 60 บาท เมนูที่ทำจากเนื้อหมูและเนื้อไก่จานละ 30 บาท เป็น 40 บาท ซึ่งลูกค้าก็ยินดี เข้าใจถึงสถานการณ์ราคาสินค้า แต่หากราคาวัตถุดิบยังคงปรับขึ้นไปมากกว่านี้ คงต้องหยุดกิจการชั่วคราว และอาจหันไปทำอาชีพรับจ้างแทน เพราะไม่อยากขึ้นราคาขายอาหารอีกแล้ว เนื่องจากเกรงใจลูกค้า อยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าจะแบกรับภาระต้นทุนกันไม่ไหวแล้ว จะตายกันหมดแล้ว

พณ.เรียกถกคุมราคา‘คาร์ซีต’
ส่วนกรณี ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญ ให้ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์ โดยเฉพาะ คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 5 ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพ่อแม่ผู้ปกครองได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างหลากหลาย โดยผู้ที่เห็นด้วยเนื่องจากเป็นการคุ้มครองให้เด็กมีความปลอดภัยมากขึ้นหากเกิดอุบัติเหตุ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการรองรับหากจะออกกฎหมายอะไรที่มีผลกระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชน การต้องมาซื้อคาร์ซีตในยุคข้าวของแพง จึงไม่สอดรับกับสถาน การณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.)กระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น เซ็นทรัล, บิ๊กซี, โลตัส และแม็คโคร และแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ชั้นนำ ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล และลาซาด้า มาหารือเพื่อติดตามสถานการณ์การปริมาณจำหน่ายและราคา สินค้าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือ “คาร์ซีต” โดยห้างและแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด ซึ่ง คน.ได้ขอความร่วมมือให้ช่วยติดตามดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงนี้ โดยหากพบว่าซัพพลาย เออร์รายใดแจ้งขอปรับขึ้นราคาให้แจ้งมา ทางคน.จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีเหตุผลอะไร

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองถูกเอารัดเอาเปรียบจากราคาจำหน่าย คน.ได้อนุมัติให้เพิ่มรายการสินค้าคาร์ซีตเข้าไปอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการที่ติดตามดูแล ประจำเดือนพ.ค.2565 ด้วย โดยจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในบัญชีวอตช์ลิสต์ (Watch List) หรือสินค้าที่ต้องติดตามติดตามตามภาวะและราคาอย่างใกล้ชิดเป็นประจำทุกๆ 15 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน