ตอบข้อสงสัยของสังคมได้ยืนกรานไม่มีหลักฐานเท็จขอใช้กม.ป้องคณะทำงาน

ยกคดีเกาะเต่ามาเปรียบเทียบ ผบ.ตร. ‘บิ๊กปั๊ด’ ย้ำอีก คดีแตงโมไม่มีเรื่องสร้างหลักฐานเท็จ เมื่อเข้าขั้นตอนศาลจะสามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ และจะคลี่คลายเหมือนกับคดีดังครั้งนั้น ยันตำรวจสอบสวนในรูปแบบคณะกรรมการชุดใหญ่ และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานต่างๆ มาถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์ได้ ระบุกรณีนำข้อมูลมาพาดพิงการทำงานของตำรวจจนเกิดความเสื่อมเสีย ต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่เพื่อปกป้องการทำงาน ถ้าไม่บังคับใช้เท่ากับยอมรับข้อกล่าวหานั้นว่าเป็นความจริง

วันที่ 12 พ.ค. ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธี มอบทุนการศึกษา ตามโครงการมอบทุนการศึกษาให้บุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2565 หลังเสร็จสิ้นพิธี พล.ต.อ. สุวัฒน์กล่าวถึงเรื่องคดีการเสียชีวิตของน.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม ว่า เรายืนยันไม่มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ แต่ข้อมูล หลักฐานในคดีไม่สามารถนำมาถกเถียงได้ในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมแสดงความมั่นใจ เมื่อคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลจะสามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ เช่นเดียวกับคดีเกาะเต่า

ผบ.ตร.กล่าวต่อว่าการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของน.ส.ภัทรธิดา ไม่มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ แม้นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จะอ้างว่า มีความพยายามในการสร้างพยานหลักฐานเท็จในคดีก็ตาม ซึ่งในประเด็นที่นายอัจฉริยะหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสังเกต ได้มอบหมายให้จเรตำรวจ เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ตรวจสอบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมในทุกประเด็นแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับร่องรอยบาดแผลที่พบบนร่างของผู้เสียชีวิต ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือ แต่อาจเกิดจากของมีคม เช่น มีด เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้พนักงานสอบสวน ยืนยันว่า พยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุไม่ พบมีด หรือของคม ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดบาดแผลดังกล่าวเลย

ส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะกล่าวอ้างนายพล ตำรวจอักษรย่อ ว. ที่รับผิดชอบคดีแตงโมมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตนนั้น พล.ต.อ. สุวัฒน์ยืนยันว่า ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย่อมมีผู้ใต้บังคับบัญชา ทั่วประเทศรวมกว่า 200,000 นาย สำหรับคดีแตงโมตำรวจได้สอบสวนในรูปแบบคณะกรรมการสอบสวนชุดใหญ่ และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง แต่กระบวนการสอบสวน คงไม่สามารถนำพยานหลักฐานต่างๆ มาถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์ได้ ซึ่งคดีนี้ หากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนช่วงที่แตงโมตกเรือ การสอบสวนคงง่ายขึ้น แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานในประเด็นนี้ ตำรวจจำเป็นต้องหาข้อมูลพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ เพื่อตอบข้อสงสัยในส่วนนี้ให้ได้

พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ตำรวจส่งกลับไปให้อัยการแล้ว หลังสอบสวนเพิ่ม 20 ประเด็นตามที่อัยการให้ความเห็นมา แต่ยอมรับว่า หากมีประเด็นใดที่จำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้รัดกุมมากขึ้น สามารถสอบสวนเพิ่มได้ในอนาคต ยืนยันว่าการสอบสวน ไม่ได้ตั้งธง แต่ต้องทำไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่และคลี่คลายในแต่ละประเด็น เพื่อให้ตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้เท่านั้น หากคดีแตงโม เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล จะมีการนำพยานหลักฐานไปต่อสู้คดีกันในชั้นนั้น เชื่อว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว คดีจะคลี่คลาย ตอบข้อสงสัยของสังคมได้ เช่น เดียวกับคดีเกาะเต่าที่เป็นประเด็นใหญ่กว่าประเด็นนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันระหว่างประเทศรวมถึงมีหน่วยงานตำรวจจากประเทศอังกฤษเข้ามาตรวจสอบการทำงานของตำรวจไทย รวมถึงสถานทูตที่เข้ามาควบคุมตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ซึ่งขณะนั้นสังคมก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจไทยว่าทำงานไม่ถูกต้อง ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เมื่อขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการพิจารณาคดีในชั้นศาลและศาลมีคำสั่งประหารชีวิตผู้กระทำความผิดตามพยานหลักฐานทุกหน่วยงานระหว่างประเทศก็ยอมรับในการทำงานของตำรวจไทย แต่สังคมก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงประเด็นนี้หลังมีการพิจารณา เชื่อคดีแตงโมก็จะเป็นในลักษณะเดียวกัน

ผบ.ตร.กล่าวถึง กรณีที่ช่วงที่ผ่านมามีหลักฐานทางคดีของทางตำรวจหลุดออกไปสู่สาธารณะ รวมถึงคลิปหลักฐานของทางนิติเวชตำรวจที่นายอัจฉริยะนำมาแถลงข่าว โจมตีตำรวจ ขณะนี้สั่งการให้ตรวจสอบว่าหลุดออกไปทางช่องทางใด ใครเป็นผู้นำออกไปเผยแพร่ ส่วนกรณีที่นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงพาดพิงให้การทำงานของตำรวจในทางเสื่อมเสีย ตำรวจมีความจำเป็นต้องพิจารณาใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินคดีเพื่อปกป้องการทำงาน โดยให้แต่ละหน่วยงาน พิจารณาตามความเหมาะสม เพราะถ้าหากตำรวจนิ่งเฉย ไม่บังคับใช้กฎหมาย อาจเท่ากับยอมรับว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน