พ่อแม่กังวลผลกระทบ ร.ร.เตรียมพร้อม17พค.
ห่วงเปิดเทอมใหญ่ 17 พ.ค.นี้เด็กนักเรียนยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิดถึง 28% เหตุพ่อแม่ยังกังวลอาการรุนแรง ไม่มั่นใจประสิทธิภาพและความปลอดภัย อธิบดีกรมอนามัยย้ำประสิทธิภาพวัคซีน ลดภาวะรุนแรงหรือเสียชีวิต ยันอาการข้างเคียงทั้งปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และเป็นไข้ หายได้เป็นปกติ ส่วนที่สตูลผู้ปกครองแห่พาลูกหลานรับวัคซีนก่อนเปิดเทอม นักเรียนอายุ 12-17 ปีฉีดไปแล้ว กว่า 90% ส่วนผู้ว่าฯ ตรังสั่งซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโควิดในร.ร. ศบค.รายงานจำนวน ผู้ป่วย 6,094 คน ต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 14 วัน ดับ 51 ศพ สลดหนูน้อย 1 ขวบและผู้เฒ่าวัย 100 ปีดับ ระบุ 2 จังหวัด ‘ลำปาง-ลำพูน’ ไร้ผู้ติดเชื้อรายใหม่

11 จว.ติดเชื้อน้อยกว่า 10
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 6,094 ราย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 14 วัน ติดเชื้อสะสม 4,373,846 ราย หายป่วย 8,601 ราย สะสม 4,273,599 ราย เสียชีวิต 51 ราย สะสม 29,472 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 70,775 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI CI 45,248 ราย และอยู่ในร.พ. 25,527 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,304 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 643 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 16.9% สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 5 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย มาจากออสเตรเลียและไต้หวัน

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 51 ราย มาจาก 27 จังหวัด โดยขอนแก่น ชลบุรี เสียชีวิตสูงสุดจังหวัดละ 4 ราย, กทม. อุดรธานี ศรีสะเกษ ยโสธร เชียงใหม่ กำแพงเพชร จังหวัดละ 3 ราย, อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สุโขทัย ลพบุรี อุทัยธานี จังหวัดละ 2 ราย และนครราชสีมา เลย ร้อยเอ็ด พิจิตร อุตรดิตถ์ พะเยา น่าน นครศรีธรรมราช ชุมพร สระบุรี สมุทรสงคราม ปราจีนบุรี และกาญจนบุรี จังหวัดละ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 34 ราย หญิง 17 ราย อายุ 1-100 ปี อายุเฉลี่ย 76 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,125 ราย 2.สุรินทร์ 275 ราย 3.บุรีรัมย์ 201 ราย 4.สมุทรปราการ 172 ราย 5.ขอนแก่น 167 ราย 6.ชลบุรี 158 ราย 7.อุบลราชธานี 147 ราย 8.มหาสารคาม 139 ราย 9.ร้อยเอ็ด 118 ราย และ 10.นครราชสีมา 122 ราย โดยเป็นจังหวัดในภาคอีสานถึง 7 จังหวัด

จังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 64 จังหวัด ในจำนวนนี้ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 11 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร 9 ราย, ตาก 8 ราย, ระนอง 7 ราย, สตูล 7 ราย, เชียงราย 6 ราย, แพร่ 6 ราย, แม่ฮ่องสอน 5 ราย, ตรัง 4 ราย, ยะลา 4 ราย, ชัยนาท 3 ราย และพังงา 3 ราย ส่วนจังหวัดรายงานเป็น 0 มี 2 จังหวัด คือ ลำปาง และลำพูน

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. จำนวน 70,548 โดส สะสม 135,590,107 โดส เป็นเข็มแรก 56,515,295 ราย คิดเป็น 81.3% เข็มสอง 51,957,050 ราย คิดเป็น 74.7% และเข็ม 3 ขึ้นไป 27,117,762 ราย คิดเป็น 39% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 42.6%

พ่อแม่ไม่ให้ลูกฉีดวัคซีน 28%
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยังคงต้องเฝ้าระวังและป้องกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงของการเปิดภาคเรียนแบบ ออนไซต์ทุกชั้นเรียน เด็กควรได้รับวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ แต่จากผลการสำรวจอนามัยโพลเรื่อง “ความมั่นใจของ ผู้ปกครองต่อการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ขวบ” ระหว่างวันที่ 22 เม.ย.-11 พ.ค. พบว่าตอนนี้เด็กอายุ 5-11 ปี ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว และจะฉีดให้ครบ ร้อยละ 54.1 และ ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย ร้อยละ 28.7

เหตุผลที่ทำให้กลุ่มผู้ปกครองไม่พาเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีน คือ ยังมีความกังวลว่าเด็กอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ร้อยละ 77.2 และไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของวัคซีน ร้อยละ 55.3 รวมทั้งยังกังวลว่าเด็กที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว อาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากวัคซีน ร้อยละ 37

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ขวบ สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง และเสียชีวิตในเด็กได้ รวมทั้งการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่โรงเรียน จึงขอให้ผู้ปกครองมั่นใจในความปลอดภัยของการฉีดวัคซีน โดยการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนในเด็ก ควรให้เด็กกินอาหาร หากเด็กมีอาการป่วย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ควรรักษาอาการให้หายจนกว่าจะเป็นปกติก่อน สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัวรุนแรง อาการยังไม่คงที่ ควรเข้ารับการประเมินอาการจากแพทย์ประจำตัวก่อนเข้ารับการฉีด

“อาการที่พบได้หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ คือ ปวด บวม แดง เฉพาะที่ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เป็นไข้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสังเกตอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที ในสถานที่ฉีดวัคซีน ซึ่งอาการดังกล่าว สามารถหายได้เองเมื่อกินยาลดไข้ และพักผ่อนให้เพียงพอ หลังฉีดวัคซีน 1 สัปดาห์” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

ดันไทยศูนย์โรคอุบัติใหม่
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังประชุม รมต.สาธารณสุขอาเซียน ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ว่า การประชุมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ที่ประชุมให้ความสำคัญกับนโยบายความร่วมมือด้านสาธารณสุขของอาเซียนและกับประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของภูมิภาค โดยใช้แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) การสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UHC การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและควบคุมโรค และการสร้างศักยภาพของภูมิภาคให้มีความมั่นคงด้านวัคซีนและยาในการตอบโต้ต่อโรคระบาด ซึ่งประเทศไทยยืนยันความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการทำงานของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินกล่าวว่า บรรยากาศการประชุม 2 วันที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีการหารือที่สร้างสรรค์ ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ (Corridor meeting) โดยได้เชิญมาประชุม APEC High Level Meeting on Health and the Economy ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือนส.ค.นี้ และขอบคุณที่สนับสนุนให้ไทยเป็นที่ตั้งของศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานด้านสาธารณสุขของไทย และการดำเนินงานความร่วมมือด้านสาธารณสุขภายใต้กรอบอาเซียนและกรอบความร่วมมืออื่นๆ ด้วย

“ผลลัพธ์ที่สำคัญของการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน และประเทศคู่เจรจา คือแถลงการณ์ร่วมทั้งหมด 5 ฉบับ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ที่จะยกระดับความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายอนุทินกล่าว

ฉีดก่อนเรียน – ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาฉีดวัคซีนสำหรับเด็กนักเรียน ทั้งเข็ม 1 และเข็ม 2 ก่อนเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ และเรียนแบบ ออนไซต์เต็มรูปแบบในวันที่ 17 พ.ค. ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อ.เมือง จ.สตูล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.

สตูลแห่ฉีดรับเปิดเทอม
ที่จ.สตูล ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรับการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กนักเรียนตั้งแต่อายุ 5-11 ขวบ และ 12-17 ปี ได้ฉีดวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อ.เมืองสตูล มีผู้ปกครองจำนวนมากพาบุตรหลานมาเข้าคิวรอรับบริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (ฝาส้ม) กันอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 17 พ.ค.นี้ โดยนักเรียนที่มารับบริการฉีดวัคซีนได้ลงทะเบียนขอรับวัคซีนผ่านสถานศึกษาหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านไว้ ซึ่งวันนี้มีนักเรียนลงทะเบียนรับวัคซีนทั้งฉีดเข็มแรก และเข็ม 2 จำนวน 300 คน ต้องนำเอกสารแบบคัดกรองที่เซ็นรับรองจากผู้ปกครองมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนฉีดวัคซีนด้วย

นอกจากนี้ มีบริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาให้กับผู้ปกครองและประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า หรือ Walk In ทั้งแบบเข็ม 1 เข็ม 2 หรือบูสต์เข็ม 3 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งทางร.พ.สตูลเปิดฉีดวัคซีนทุกวันอาทิตย์ ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เริ่มเวลา 08.30-15.00 น.

สำหรับจ.สตูลการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนในภาพรวมขณะนี้นักเรียนอายุ 12-17 ปีรับวัคซีนไปแล้วกว่าร้อยละ 90 รอฉีดเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 ส่วนนักเรียนอายุระหว่าง 5-11 ขวบ ฉีดไปแล้วประมาณร้อยละ 50 ส่วนคุณครูและบุคลากรทางการศึกษารับวัคซีนแล้วกว่า ร้อยละ 90 และได้มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักเรียนตั้งแต่อายุ 5-11 ขวบ และ 12-17 ปี ได้ฉีดวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 ครบทุกคน ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเปิดเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นั้นได้ใช้มาตรการในเรื่องของการประเมิน ไทยเซฟไทย โดยให้คุณครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาได้ทำการประเมินอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ และเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 คือ ดำเนินการ 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้ม เพื่อให้กลับมาเปิดเทอมครั้งนี้เป็นไปด้วยความปลอดภัยจากโควิด-19 และใกล้เคียงสถานการณ์ปกติมากที่สุด หากสถานศึกษาใดยังไม่มีความพร้อมก็สามารถจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้

ตรังทำแผนเผชิญโควิด
นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าฯ ตรัง เปิดเผยถึงความพร้อมในการเปิดเทอมของปีการศึกษา 2565 ของร.ร.ในจ.ตรัง ถือว่าเป็นนโยบายสำคัญของทางกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้มีการเปิดเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางจ.ตรังได้ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อก่อนเปิดเทอมแล้ว มีการดูในมาตรการต่างๆ และได้วางแนวทางและคู่มือเพื่อให้สถานศึกษาร.ร.ถือปฏิบัติ มาตรการหลักๆ คือ ดูเรื่องการฉีดวัคซีนของบุคลากรครูและนักเรียน ประการที่ 2 ร.ร.หรือสถานศึกษาต้องเตรียมรองรับจำนวนนักเรียนที่เรียนในห้องเรียนหรือการเว้นระยะห่างในช่วงรับประทานอาหาร รวมถึงการใส่หน้ากากอนามัย และสุ่มการตรวจ ATK

สิ่งสำคัญที่มีมาตรการป้องกันในช่วงที่จะเปิดเทอมวันที่ 17 พ.ค.นี้ ในเรื่องของการจัดทำแผนเผชิญเหตุ จะมีการสมมติฐานในกรณีที่มีการติดโควิด-19 ในร.ร.หรือสถานศึกษาว่าหากติดแล้วทางร.ร.หรือสถาบันศึกษามีขั้นตอนจะทำอย่างไร จะแจ้งทางคุณครู แจ้งทางโรงพยาบาล แจ้งผู้ปกครอง และวิธีจะมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างไร หากติดจำนวนน้อยจะปิดเฉพาะห้องเรียน แต่หากติดจำนวนเยอะอาจปิดทั้งร.ร. เป็นดุลพินิจของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม สั่งให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และให้ร.ร.ทุกโรงในทุกสังกัดได้รับทราบแนวทางของทางคู่มือในแนวทางปฏิบัติก่อนเปิดเทอม คิดว่ามาตรการที่กำหนดอย่างรัดกุมเข้มงวด รวมถึงแผนเผชิญเหตุสร้างความมั่นใจในการเปิดเทอมของนักเรียน

ในส่วนของการจะประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นนั้น นายขจรศักดิ์ในฐานะผู้อำนวยการศบค.ตรัง กล่าวว่า ต้องดูนโยบายของสธ.อีกครั้ง เพื่อดูหลักเกณฑ์ในเรื่องการฉีดวัคซีน ในเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อที่มียอดลดลงผ่านเกณฑ์ตามสธ.กำหนด ซึ่งจ.ตรังสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ แต่อยากจะฝากย้ำประชาชนชาวตรังว่า ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้น กิจกรรมที่กำหนดมีการผ่อนคลาย เพราะดูทั้งทางเศรษฐกิจและการป้องกัน อยากฝากเรื่องของการใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง การรับประทานอาหารต้องมีมาตรการรัดกุม การรับประทานอาหารร่วมกันต้องรวดเร็วและเว้นระยะห่าง ซึ่งมาตรการที่ฝากย้ำเตือนประชาชนก็ยังเป็นมาตรการที่เข้มอยู่ แต่ในเรื่องกิจกรรมผ่อนคลายไปเยอะแล้ว คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ และน่าจะประกาศเป็นโรคประจำถิ่นได้ในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน