ยํ้าร.ร.ทำตามแผนเผชิญเหตุ ยันพบติดเชื้อไม่ต้องปิดเรียน ป่วยใหม่ต่ำกว่าหมื่น15วันซ้อน ดับ40 ราย-ภาคใต้ไร้ตายโควิด
เปิดเรียนออนไซต์วันนี้ สธ.ย้ำเข้มมาตรการป้องกันโควิดระบาด ระบุให้ครู นักเรียน ประเมินตนเอง ตรวจเอทีเคทันทีเมื่อมีอาการ กรมอนามัยแจงสัมผัสเสี่ยงต่ำเรียนออนไซต์ปกติ เว้นห่าง 1 เมตร เสี่ยงสูงให้กักตัว 5+5 เว้นรับวัคซีนครบอาจให้เรียน เว้นห่าง 2 เมตร ยันติดเชื้อไม่ต้องปิดเรียน ขณะที่ยอดป่วยลดต่อเนื่อง ติดเชื้อใหม่ 5 พัน ต่ำกว่าหมื่น 15 วันซ้อน เสียชีวิตเพิ่ม 40 ราย อีสานมากสุด ส่วนใต้ไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ติดเชื้อก็น้อยสุด
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ วันนี้รายงาน 5,238 ราย ถือว่าต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 15 วัน ติดเชื้อสะสม 4,379,084 ราย หายป่วยเพิ่ม 9,168 ราย หายป่วยสะสม 4,282,767 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 40 ราย เสียชีวิตสะสม 29,512 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 66,805 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 41,928 ราย และอยู่ใน ร.พ. 24,877 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,271 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 613 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 16.4% สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 3 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย มาจากออสเตรเลียและเกาหลีใต้
ทั้งนี้ผู้เสียชีวิต 40 ราย มาจาก 24 จังหวัด โดยอุดรธานีเสียชีวิตสูงสุด 6 ราย, สมุทร ปราการ ศรีสะเกษ จังหวัดละ 3 ราย, กทม. อุบลราชธานี หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนครราชสีมา เลย หนองบัวลำภู สุรินทร์ เชียงราย ลำพูน ระยอง สระแก้ว นครนายก อุทัยธานี อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย ภาพรวมยังมาจากภาคอีสานสูงสุด 19 ราย ภาคกลางและตะวันออก 12 ราย ภาคเหนือ 4 ราย ส่วนภาคใต้วันนี้ไม่มีรายงานเสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 21 ราย หญิง 19 ราย อายุ 38-100 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97.5%
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 1,750 ราย 2.สุรินทร์ 282 ราย 3.บุรีรัมย์ 197 ราย 4.ขอนแก่น 172 ราย 5.ชลบุรี 142 ราย 6.อุบลราชธานี 139 ราย 7.ร้อยเอ็ด 120 ราย 8.สมุทรปราการ 119 ราย 9.นครราชสีมา 111 ราย และ 10.พระนครศรีอยุธยา 89 ราย
ส่วนจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 65 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 13 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี 9 ราย, ตาก 8 ราย, แพร่ 8 ราย, สระบุรี 8 ราย, หนองบัวลำภู 8 ราย, ชุมพร 7 ราย, พังงา 6 ราย, ระนอง 5 ราย, ยะลา 4 ราย, สตูล 4 ราย, เชียงราย 3 ราย, ชัยนาท 1 ราย และแม่ฮ่องสอน 1 ราย ส่วนจังหวัดรายงานเป็น 0 มี 3 จังหวัด คือนราธิวาส ลำปาง และลำพูน
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2565 จำนวน 77,750 โดส สะสม 135,671,274 โดส เป็นเข็มแรก 56,524,179 ราย คิดเป็น 81.3% เข็มสอง 51,971,199 ราย คิดเป็น 74.7% และเข็ม 3 ขึ้นไป 27,175,896 ราย คิดเป็น 39.1% ภาพรวม ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 42.8% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกแล้ว 2.87 ล้านคน คิดเป็น 55.9% และเข็มสอง 1.14 ล้านคน คิดเป็น 22.3%
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ชื่นชมการสาธารณสุขไทย และขอบคุณทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วย โควิด-19 จนหายป่วยกลับบ้านได้และมีจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน ทำให้จำนวนผู้ป่วยในระบบลดน้อยลง นายกฯ ย้ำถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องยึดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิดแบบครอบจักรวาล และมาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้งต่อเนื่อง โดยเชิญชวนประชาชน ผู้ปกครอง นำบุตรหลานเข้ารับวัคซีนทั้งเข็มหลักและเข็มกระตุ้น ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรง เมื่อได้รับเชื้อโควิด-19 และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่บุตรหลาน
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.นครราชสีมา ผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 758 ราย จากการตรวจยืนยัน RT-PCR 65 ราย และตรวจ ATK ผลเป็นบวกเข้าข่ายติดเชื้ออีก 693 ราย เกือบทั้งหมดเป็นผู้ป่วยเคสสีเขียว อาการน้อย หรือไม่แสดงอาการ 16 ราย ที่เหลือ 742 รายเป็นผู้ป่วยเคส สีเหลือง อาการปานกลาง และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย ยอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 จำนวน 158,309 ราย รักษาหายแล้ว 139,386 ราย และยังรักษา 18,680 ราย เสียชีวิตสะสม 243 ราย ผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่จะเป็นผู้ป่วยอาการรุนแรง เคสสีแดง 950 ราย รักษาอยู่ในร.พ.และเคสสีเหลือง อาการปานกลาง 19 ราย อยู่ที่ร.พ.สนาม ส่วนอีก 365 ราย เป็นเคสสีเขียว อาการไม่รุนแรง จะอยู่ศูนย์แยกกักชุมชน CI กับ 4,088 ราย จะแยกกักตัวที่บ้าน HI และที่เหลือ 13,258 ราย เป็นผู้ป่วย OP-SI เป็นผู้ป่วยนอกรับยาไปทาน

ชุดสุดท้าย – เจ้าหน้าที่ส่งผู้ป่วยโควิดรักษาหายแล้วชุดสุดท้ายไปกักตัวต่อที่บ้าน และปิดร.พ.สนาม ที่ยิมเนเซียม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ จ.นครราชสีมา หลังผู้ติดเชื้อและการแพร่ระบาดลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 16 พ.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจ กู้ภัยฮุก 31 โคราชนำรถตู้ความดันลบออกรับผู้ป่วยเคสสีเหลืองล็อตสุดท้าย ที่รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.สนามจ.นครราชสีมา ที่อาคารยิมเนเซียม ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อนำไปส่งขึ้นรถส่วนตัวที่จอดไว้ที่ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ก่อนเดินทางกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน หลังผู้ป่วย เหล่านี้อาการดีขึ้นจนเป็นผู้ป่วยเคสสีเขียว สามารถกลับไปรักษา ดูอาการ และกักตัวต่อที่บ้านได้แล้ว
หลังจากนั้นทางจังหวัด โดยร.พ.มหาราชนครราชสีมาจะปิดร.พ.สนามจังหวัดเป็นการชั่วคราว เพื่อทำความสะอาด ตรวจเช็กระบบทั้งหมด พร้อมรอประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดอีกครั้ง
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการเปิดเทอมวันที่ 17 พ.ค.นี้ว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะมีทิศทางลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อจำนวนมากได้ โดยเฉพาะช่วงก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ มีวันหยุดติดต่อกัน 4 วัน ทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยว มีกิจกรรมการรวมตัวทั้งผู้ปกครองและนักเรียนก่อนเปิดเรียน หากไม่ได้ป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ตามมาตรการ อาจทำให้มีการติดเชื้อและแพร่เชื้อระหว่างกันได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากสายพันธุ์โอมิครอนส่วนใหญ่ ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการ และเมื่อเปิดภาคเรียนแบบออนไซต์อาจเกิดการแพร่เชื้อภายในโรงเรียนจำนวนมากได้
“ก่อนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนตามปกติ ขอให้ผู้ปกครอง นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ประเมินความเสี่ยงของตนเอง กรณีมีความเสี่ยงหรือมีอาการป่วยให้ตรวจ ATK ทันที หากผลตรวจเป็นบวกหรือติดเชื้อจะได้เข้ารับการรักษาต่อไป ขอย้ำว่าไม่มีมาตรการบังคับตรวจ ATK ก่อนเข้าเรียน และไม่ได้กำหนดให้ต้องตรวจเป็นประจำทุก 3-5 วันหรือทุกสัปดาห์ แต่ขอให้ตรวจเมื่อมีความเสี่ยงหรือเมื่อมีอาการ” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการป้องกันการติดเชื้อให้ยึดตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มของกรมอนามัย เบื้องต้นแนะนำให้ป้องกันตนเองตลอดเวลา โดยสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ตรวจคัดกรอง ลดความแออัด และทำความสะอาด รวมถึงเข้ารับวัคซีนให้ครบ โดยกลุ่มเด็กมัธยมศึกษา อายุ 12-17 ปี ควรรับเข็มกระตุ้น และกลุ่มเด็กประถมศึกษา อายุ 5-11 ขวบ ควรรับวัคซีนเข็มปกติให้ครบ จะช่วยลดความเสี่ยงอาการรุนแรงและการเสียชีวิต หากพบ ผู้ติดเชื้อในโรงเรียน ให้ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมา
นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขอให้สถานศึกษาปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือ ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ปิดชั้นเรียนหรือโรงเรียน สำหรับโรงเรียนประจำ เน้นมาตรการ Sandbox Safety Zone in School กรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ เปิดเรียนออนไซต์ตามปกติ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเอง ประเมินความเสี่ยงไทยเซฟไทย เว้นระยะห่างของนักเรียนในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1 เมตร กรณีสัมผัสเสี่ยงสูง จัดการเรียนการสอน ปฏิบัติงาน ใน Quarantine Zone 5 วัน และติดตามสังเกตอาการอีก 5 วัน แต่หากรับวัคซีน โควิด-19 ครบและไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน ถ้ามีอาการตรวจ ATK ทันที ถ้าไม่มีอาการให้ตรวจครั้งแรกวันที่ 5 และตรวจครั้งสุดท้ายวันที่ 10 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ
“กรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็น ผู้ติดเชื้อ ให้พิจารณาร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุข แยกกักกันที่โรงเรียน (School Isolation) กรณีไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย จัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร งดกิจกรรมรวมกลุ่ม เน้นระบายอากาศ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ตามระบบงานอนามัยโรงเรียน และทำความสะอาดห้องเรียน ชั้นเรียน สถานศึกษา และเรียนได้ตามปกติ”
นพ.สราวุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับโรงเรียนไป-กลับ หากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ เปิดเรียนออนไซต์ตามปกติเช่นกัน กรณีสัมผัส เสี่ยงสูงไม่ได้รับวัคซีน ทั้งมีอาการและไม่มีอาการ ให้กักตัว 5 วัน สังเกตอาการ 5 วัน หากรับวัคซีนครบไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน พิจารณาให้ไปเรียนได้ ตรวจ ATK ทันทีถ้ามีอาการ ถ้าไม่มีอาการ ให้ตรวจวันที่ 5 และ 10 เช่นกัน กรณีพบผู้ติดเชื้อให้แยกกักกันที่บ้าน พิจารณาจัดทำ School Isolation จัดรูปแบบการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีอาการ และทำความสะอาดห้องเรียน ชั้นเรียน สถานศึกษา และเปิดเรียนตามปกติ เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและผู้ติดเชื้อ
วันเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยประกาศใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ.2564 มีผลตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.64 โดยระเบียบฯ ได้กำหนดว่าในเขตเทศบาลที่ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน เทศบาลสามารถพิจารณาจัดตั้งเป็นชุมชนได้ โดยจัดทำเป็นประกาศเทศบาลจัดตั้งชุมชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกับเทศบาล ทั้งในด้านการจัดบริการสาธารณะ การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยให้มีคณะกรรมการชุมชนที่มาจากการเลือกโดยประชาชนในชุมชน จำนวน 5-9 คน ตามที่เทศบาลประกาศกำหนด มีวาระการปฏิบัติหน้าที่คราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกกรรมการชุมชน โดยคณะกรรมการชุมชนที่ครบวาระ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการได้เลือกคณะกรรมการชุมชนชุดใหม่
นายสุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการครบวาระคณะกรรมการชุมชนของเทศบาลในพื้นที่ต่างๆ และได้รับการประสานงานสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบฯ ดังกล่าว แต่เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวัง และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมแบบบูรณาการ ข้อห้าม ข้อยกเว้น และข้อปฏิบัติสำหรับพื้นที่สถานการณ์ระดับต่างๆ เช่น การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค การรวมกลุ่มของบุคคลที่สามารถจัดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต มาตรการควบคุมแบบบูรณาการจำแนกตามพื้นที่สถานการณ์ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 44) จึงสั่งการไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดแจ้งให้เทศบาลในเขตพื้นที่ทุกแห่ง เลื่อนการเลือกกรรมการชุมชนของเทศบาลออกไปก่อนจนกว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป
“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกับเทศบาลผ่านกลไกการเลือกกรรมการชุมชน แต่เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ที่ยังคงพบพี่น้องประชาชนติดเชื้อในแต่พื้นที่ทั่วประเทศ จึงให้ทุกจังหวัดแจ้งเทศบาลทุกแห่งที่ยังไม่ได้เลือกกรรมการชุมชนชุดใหม่ ให้คณะกรรมการชุมชนที่ครบวาระยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ถ้าเทศบาลใดที่ดำเนินการเลือกกรรมการชุมชนชุดใหม่ไปแล้ว ให้กรรมการที่ได้รับเลือกปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ.2564”