จ่อชงศบค.เคาะเปิดผับบาร์ พร้อมเสนอปรับพื้นที่สีใหม่ เพิ่มสีเขียว มากขึ้น จากเดิมมีแค่สีเหลือง 65 จว. และ สีฟ้า 12 จว. หลังโควิดมีแนวโน้มเบาลง เครือข่ายคนบันเทิงอาชีพฯ จี้รัฐบาลเร่งเปิดสถานบันเทิง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ เสียชีวิตรายใหม่ 45 ราย มีเด็ก 2 ขวบด้วย ส่วนติดเชื้อเกิน 5 พัน สธ.ชี้เข้าสู่โรคประจำถิ่นเร็วกว่าเดิมครึ่งเดือน เร่งถก 3 กองทุน ร.พ.เอกชน จ่อปรับยูเซ็ป พลัส หลังโควิด เป็นโรคประจำถิ่น

ป่วยโควิดเกิน 5 พัน-ดับเพิ่ม 45
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 5,633 ราย ถือว่าต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 17 วัน ติดเชื้อสะสม 4,388,610 ราย หายป่วยเพิ่ม 8,042 ราย หายป่วยสะสม 4,298,132 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 45 ราย เสียชีวิตสะสม 29,595 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 60,883 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI,CI 37,451 ราย และอยู่ในร.พ. 23,432 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,160 ราย ใส่ท่อ ช่วยหายใจ 568 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 15.6% สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 3 ราย และเดินทาง มาจากต่างประเทศ 1 ราย มาจากฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 45 ราย มาจาก 23 จังหวัด โดยกทม.เสียชีวิตสูงสุด 8 ราย, กาฬสินธุ์ ระนอง อุทัยธานี จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรปราการ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ยโสธร เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ราชบุรี จังหวัดละ 2 ราย และปทุมธานี สุรินทร์ เชียงใหม่ พะเยา สงขลา สระบุรี นครสวรรค์ ตราด เพชรบุรี และสมุทรสงคราม จังหวัดละ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิต เป็นชาย 24 ราย หญิง 21 ราย อายุ 2-104 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 98%

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อ รายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,488 ราย 2.สุรินทร์ 204 ราย 3.บุรีรัมย์ 187 ราย 4.ขอนแก่น 180 ราย 5.อุบลราชธานี 161 ราย 6.ชลบุรี 113 ราย 7.ร้อยเอ็ด 109 ราย 8.สมุทรปราการ 99 ราย 9.ยโสธร 88 ราย และ 10.ระยอง 78 ราย

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 พ.ค.65 จำนวน 28,390 โดส สะสม 135,725,587 โดส เป็นเข็มแรก 56,529,931 ราย คิดเป็น 81.3% เข็มสอง 51,984,388 ราย คิดเป็น 74.7% และเข็ม 3 ขึ้นไป 27,211,268 ราย คิดเป็น 39.1% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 42.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกแล้ว 2.88 ล้านคน คิดเป็น 55.9% และเข็มสอง 1.15 ล้านคน คิดเป็น 22.5%

ติดโควิดถูกเลิกจ้างได้ชดเชย
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมย้ำทุกภาคส่วนดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทุกกลุ่ม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต้องได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะแรงงาน ลูกจ้างในสถานประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถร่วมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงแรงงานยืนยันว่ากรณีหากนายจ้างสงสัยว่าลูกจ้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และสั่งให้ลูกจ้างกักตัว ในที่พักอาศัยเพื่อเฝ้าดูอาการ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเพราะถือว่าการปฏิบัติ ตามคำสั่งของนายจ้าง ไม่ไช่การขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ โดยนายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างให้ใช้สิทธิการลาป่วย หรือหยุดพักผ่อนประจำปีได้ รวมถึงสามารถสั่งให้ลูกจ้าง เข้ารับการตรวจจากแพทย์ ด้วยเหตุที่ลูกจ้างเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 หากไม่ดำเนินการอาจเป็นอันตรายและกระทบต่อสุขภาพอนามัย ของลูกจ้างคนอื่น หรือกระทบต่อกิจการของนายจ้างได้

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทร.สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 หรือหากสงสัยเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค โทร. 1422 สายด่วนกรมควบคุมโรค

สธ.คาดเข้าโรคถิ่นเร็วกว่าเดิม
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์ โควิด-19 มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องน่าจะเข้าสู่โรค ประจำถิ่นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามกำหนดกว่าครึ่งเดือน จึงให้ทุกหน่วยงานเตรียมวางแผน การดำเนินงานรองรับ โดยเฉพาะเรื่องระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้สายพันธุ์โอมิครอน มีความรุนแรงลดลงอย่างมาก ความรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ประกอบ กับการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความครอบคลุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กรมการแพทย์เสนอปรับการดูแลในรูปแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักที่บ้าน (OPSI) ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงอาการ รุนแรง จะรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ในร.พ. เน้นเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมการดูแลภาวะลองโควิด โดยกรมการแพทย์จัดทำแนวทางการคัดกรองและการประเมินอาการเบื้องต้น รวมถึงวางระบบดูแลรักษาติดตามอาการ สิ่งสำคัญคือมีการบูรณาการการรักษาภาวะลองโควิดไปยังทุกแผนกที่เกี่ยวข้อง มีช่องทาง การให้คำปรึกษาส่งต่อระหว่างสถานพยาบาล และเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะลองโควิดรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกับ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและ ผอ.ร.พ. ทั่วประเทศเพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ ให้สามารถ เดินหน้าเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน

จ่อชงศบค.เปิดผับบาร์
แหล่งข่าวในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรค โควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ประมาท ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา สธ.หารือเกี่ยวกับการดูแลสถานการณ์ เบื้องต้น อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับพื้นที่สีใหม่ โดยเป็นไปในทางบวกมากขึ้น จะมีการปรับเป็นพื้นที่สีเขียวที่จะอนุญาตให้เปิดผับบาร์ คาราโอเกะได้ แต่จะเป็นพื้นที่ไหนบ้าง มีกี่พื้นที่ ขอยังไม่เปิดเผย เพราะยังไม่แน่นอน ยังอยู่ในการพิจารณา ทั้งนี้จะเสนอเข้าที่ประชุมศบค. ในวันที่ 20 พ.ค.นี้

นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจกลางคืนต้องการให้มีการเปิดผับบาร์นำร่องใน 28 จังหวัดท่องเที่ยว เริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เพื่อขับเคลื่อน ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่พ่อครัว นักดนตรี ตลกโชว์ รถรับจ้าง ให้สามารถ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ หากเปิดได้จะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งพื้นที่จังหวัดออกเป็น 2 สี คือสีเหลืองพื้นที่เฝ้าระวังสูง 65 จังหวัด และสีฟ้านำร่องท่องเที่ยว 12 จังหวัด ได้แก่ กทม. กระบี่ กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง และสงขลา ซึ่งมาตรการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ทั้งพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว และพื้นที่เฝ้าระวังสูง คือไม่เกิน 24.00 น. เป็นร้านอาหารที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop COVID 2 Plus และตามมาตรการ COVID Free Setting

เครือข่ายคนบันเทิงขอเปิดผับ-บาร์
ด้านนายคทาวุธ ทองไทย หรือไข่ มาลีฮวนน่า ประธานสมาพันธ์เครือข่ายคนบันเทิงอาชีพแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมศิลป์หอไตร เปิดเผยว่า ในวันพฤหัสฯที่ 19 พ.ค.นี้ เวลา 08.00 น. สมาพันธ์เครือข่ายคนบันเทิงอาชีพแห่งประเทศไทย และคณะ ประกอบด้วย ผู้แทนสมาคมศิลป์หอไตร, นายบริพันธ์ ชัยภูมิ นายกสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย, ผู้บริหารสถานบันเทิง, ผู้แทนสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) จะเข้าพบพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ตึกสมช.) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอหารือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการสถานบันเทิงและการเปิดบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์

นายคทาวุธกล่าวว่า ทางสมาพันธ์เครือข่ายคนบันเทิงอาชีพแห่งประเทศไทยติดตามสถานการณ์โควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง และ มีข้อเสนอต่อภาครัฐในการเยียวยาช่วยเหลือคนบันเทิงและผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากหน่วยงานภาครัฐบ้างในบางประเด็น เช่น การเยียวยาคนบันเทิงคนละ 5,000 บาท แต่มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว เป็นเพียงปลายเหตุ ทางสถานประกอบการ ผับ บาร์ มีความประสงค์ที่จะกลับมาเปิดบริการตามปกติ เป็นการช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดความมั่นคงและต่อเนื่อง ไม่ต้องพึ่งพิงการช่วยเหลือทางภาครัฐ อย่างไรก็ตามทางสมาพันธ์เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 ของไทยมีผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง และการฉีดวัคซีนครอบคลุมกับประชาชนในทุกช่วงวัย จึงขอหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสถานบันเทิง และมาตรการในการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์

สาวกาญจน์เข้าเกณฑ์ได้เยียวยา
นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีนางเพ็ญนภา สุขอินทร์ อายุ 35 ปี แม่ค้าส้มตำ ชาวอ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มีอาการแผลพุพองตามร่างกาย หลังรับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดกาญจนบุรีตรวจสอบพบเป็นการเข้าร่วม โครงการวิจัยวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มหาวิทยาลัยมหิดล นั้นว่า เรื่องการศึกษาวิจัยวัคซีนหรือยาในประเทศไทยหรือในคนไทย หากเป็นผลิตภัณฑ์ยาหรือวัคซีนที่อย.ขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถนำเข้ามาเพื่อศึกษา วิจัยได้ โดยผ่านคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้วัคซีนจอนห์สันฯได้รับการขึ้นทะเบียนจากอย. เมื่อปี 2564 แบบการใช้ในภาวะฉุกเฉิน และต่ออายุวัคซีนแล้ว จึงสามารถทดสอบได้ตามโปรโตคอล

“จากการตรวจสอบทราบว่า คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน ม.มหิดล โดยศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อน หัวหน้าหน่วยวิจัยโรคติดเชื้อทางคลินิก และรักษาการหัวหน้าศูนย์ทดสอบวัคซีน ทำโครงการทดสอบวัคซีนจอนห์สันฯ ไปเมื่อม.ค.2565” นพ.ไพศาลกล่าว

ด้านนางทิพาพรรณ หอศิวาลัย รองผอ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 5 ราชบุรี กล่าวว่า หลังจากรับทราบข้อมูลได้ประสานไปยังกลุ่มงานประกันหลักประกันสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบว่าเป็นการรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและ ร.พ.แห่งหนึ่ง เป็นการทดลองทางคลินิกวัคซีน โควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้จากข้อมูลในการติดตามอาการภายหลัง การฉีดตามระยะเวลาของผู้ป่วยรายนี้ ในช่วงการติดตาม 3 ครั้งแรก ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ ผิดปกติ แต่เริ่มมีอาการพุพองในช่วงวันที่ 80 หลังการฉีด หลังจากนั้นผู้ป่วยไม่มารับการติดตามต่อเนื่อง จนเกิดภาวะแผลติดเชื้อขึ้น ขณะนี้ร.พ.พหลพลพยุหเสนาฯ ลงไปดูแลและให้การรักษาผู้ป่วยแล้ว

จากข้อมูลที่ได้รับผู้ป่วยรายนี้ถือเข้าเกณฑ์ที่สามารถขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 จากสปสช. เพื่อบรรเทาความ เดือดร้อนได้ เนื่องจากการรับวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ขอรับการช่วยเหลือ ที่กำหนด คือ ต้องเป็นการรับบริการฉีดวัคซีนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นการให้บริการฉีดโดยหน่วยบริการ ขณะนี้ทางสปสช.เขต 5 ราชบุรี ประสานไปยัง ร.พ.พหลพลพยุหเสนาฯ และสสจ.กาญจนบุรี เพื่อดำเนินการให้ผู้ป่วยยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือแล้ว

“รายนี้ถือเข้าหลักเกณฑ์การยื่นขอรับการช่วยเหลือ แต่จะได้รับการช่วยเหลือเท่าไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณา วินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนโควิด-19 ระดับเขตพื้นที่ สปสช. เขต 5 ราชบุรี เป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะจัดประชุมเพื่อพิจารณาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันอังคาร หากยื่นเรื่องเข้ามาได้ภายในสัปดาห์นี้ สปสช.เขต 5 ราชบุรีจะนำเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการฯในสัปดาห์หน้าทันที”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน