หมอห่วงซื้อ‘วัคซีนเก่า’แยกยากฝีดาษลิง-สุกใส
‘หมอทวีศิลป์’ โฆษกศบค.ติด โควิด ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ขอหยุดรักษาตัว 10 วัน ป่วยโควิดยังอยู่หลัก 4 พัน ตาย 38 ราย เศร้าคร่าทวด 101 ปี-เด็ก 4 ขวบ กทม.ยังติดเชื้อเกินพันราย ส่วน 69 จังหวัดต่ำร้อย สธ.แจง 1 มิ.ย.เริ่มปรับตัวเลขรายงานผู้ป่วยใหม่ เลิกแจ้งยอดตรวจ ATK เน้นรายงานเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการ-เข้าร.พ. ยันไม่กระทบต่อการคาดการณ์โรค แพทย์รามาฯ ทำคลิปรับมือฝีดาษลิง ระบุอาการ-อันตราย และคำแนะนำการดูแลสุขภาพ ด้านหมอธีระวัฒน์ระบุแยกยากอาการ ป่วยฝีดาษลิงกับอีสุกอีใส ชี้สุ่มเสี่ยงหากซื้อวัคซีนไข้ทรพิษเก่าจากต่างประเทศ ที่แช่แข็งเก็บไว้นานกว่า 40 ปีมาฉีดป้องกัน
โควิดยังทรงหลัก 4 พัน
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 4,488 ราย ต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 27 วันรวด ติดเชื้อสะสม 4,438,999 ราย หายป่วย 3,921 ราย สะสม 4,362,317 ราย เสียชีวิต 38 ราย สะสม 29,948 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 46,734 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 27,860 ราย และอยู่ในร.พ. 18,874 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 939 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 461 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 13.7% ส่วนผู้ติดเชื้อในเรือนจำมี 12 ราย ไม่มี ผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ
ผู้เสียชีวิต 38 ราย เป็นชาย 23 ราย หญิง 15 ราย อายุ 4-101 ปี อายุเฉลี่ย 73 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97% มาจาก 26 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ 4 ราย, ยโสธร 3 ราย, ร้อยเอ็ด มหาสารคาม แพร่ ชลบุรี ปราจีนบุรี ราชบุรี อุทัยธานี จังหวัดละ 2 ราย และสมุทรปราการ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง พะเยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุราษฎร์ธานี สงขลา นครสวรรค์ สมุทรสงคราม ระยอง ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว จังหวัดละ 1 ราย
10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 1,870 ราย 2.บุรีรัมย์ 135 ราย 3.ชลบุรี 108 ราย 4.นนทบุรี 99 ราย 5.สกลนคร 91 ราย 6.กาฬสินธุ์ 87 ราย 7.สมุทรปราการ 84 ราย 8.สมุทรสาคร 83 ราย 9.สุพรรณบุรี 77 ราย และ 10.ชัยภูมิ 71 ราย
69 จังหวัดป่วยไม่ถึงร้อย
จังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 69 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 13 จังหวัด ได้แก่ น่าน 6 ราย, แพร่ 6 ราย, เชียงราย 5 ราย, ปัตตานี 5 ราย, ยะลา 5 ราย, ชัยนาท 4 ราย, พะเยา 4 ราย, สตูล 4 ราย, สมุทรสงคราม 4 ราย, สิงห์บุรี 3 ราย, กระบี่ 2 ราย, ระนอง 2 ราย และแม่ฮ่องสอน 1 ราย ส่วนจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม มี 5 จังหวัด คือ ลำพูน ลำปาง ตรัง นราธิวาส และพังงา
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 27 พ.ค. จำนวน 175,622 โดส สะสม 137,276,732 โดส เป็นเข็มแรก 56,697,450 ราย คิดเป็น 81.5% เข็มสอง 52,534,842 ราย คิดเป็น 75.5% และเข็ม 3 ขึ้นไป 28,044,440 ราย คิดเป็น 40.3% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 44.1% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกแล้ว 2.99 ล้านคน คิดเป็น 58.1% และเข็มสอง 1.6 ล้านคน คิดเป็น 31.1%
สำหรับผู้เดินทางจากต่างประเทศช่วงวันที่ 1-27 พ.ค.2565 มีจำนวน 490,637 คน โดย 10 ประเทศต้นทางที่เดินทางมามากที่สุด ได้แก่ 1.สิงคโปร์ 68,435 คน 2.อินเดีย 58,716 คน 3.เวียดนาม 25,273 คน 4.มาเลเซีย 24,804 คน 5.กัมพูชา 21,087 คน 6.สหรัฐอเมริกา 20,407 คน 7.อังกฤษ 18,255 คน 8.ออสเตรเลีย 18,077 คน 9.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 14,933 คน และ 10.เยอรมนี 13,346 คน
สธ.เลิกแจงผล ATK
พญ.สุมณี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค (คร.) ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ระบบ Dashboard ของ คร. ไม่ได้รายงานตัวเลขการติดเชื้อจากการตรวจ ATK รายวัน ว่า ปัจจุบันพบว่ากว่า 50% เป็นผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการเลย ฉะนั้น การรายงานผลจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นกลุ่ม ผู้ติดเชื้อที่มีอาการมากกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ แล้วการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ปรับเป็นผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 2 สัปดาห์แล้ว ส่วนการรายงานในศบค.ยังเป็นตัวเลขรายวันอยู่ ซึ่งก่อนวันที่ 1 มิ.ย. ข้อมูลต่างๆ จะอยู่ระหว่างปรับรูปแบบ แต่หลังจากนั้นมีแผนว่าจะเปลี่ยนมารายงานผู้ป่วยที่มีอาการและเข้าโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยในวันที่ 30 พ.ค. จะมีการเสนอแผนการปรับรูปแบบรายงานผู้ติดเชื้อในที่ประชุมอีโอซี สธ. ก่อนปรับรูปแบบในศบค.
เน้นคนมีอาการ-เข้าระบบ
เมื่อถามถึงการนำตัวเลข ATK ออกจากระบบรายงานจะส่งผลต่อการคาดการณ์ โควิดหรือไม่ พญ.สุมณีกล่าวว่า ไม่ส่งผล กระทบกัน เนื่องจากความรุนแรงของโควิดลดลง จึงต้องเน้นในผู้ที่มีอาการจริงๆ ที่ต้องเข้าระบบในการดูแลรักษา เพราะส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อก็อาการน้อย เข้าระบบเจอแจกจบ (โอพีดี) หรือรักษาที่บ้าน (เอชไอ)
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในส่วนกลาง และระดับพื้นที่ ให้ตรวจสอบและประเมินผลกลุ่มสถานบริการ สถานประกอบการ ที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน และผู้ที่รับบริการ ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หลังศบค.มีมติผ่อนคลายมาตรการให้เปิดกิจการผับ บาร์ คาราโอเกะได้ในพื้นที่โซนสีเขียว-สีฟ้า วันที่ 1 มิ.ย.นี้ อาทิ เปิดไม่เกินเวลา 24.00 น. หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกัน ตรวจ ATK ในกลุ่มผู้ให้บริการ ส่วนประชาชนที่จะรับบริการต้องฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนด เพื่อให้การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกด้วย
‘หมอทวีศิลป์’แจ้งติดโควิด
นายธนกรกล่าวว่า ศบค.ผ่อนคลายมาตรการให้เปิดกิจการได้เฉพาะพื้นที่ สีเขียว-สีฟ้า คือ พื้นที่เฝ้าระวัง 14 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พิจิตร อ่างทอง น่าน มหาสารคาม ยโสธร นครพนม ลำปาง อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ ตราด สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ และอุดรธานี และพื้นที่ นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ กาญจนบุรี จันทบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ประจวบ คีรีขันธ์ พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง สงขลา เท่านั้น ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูง 46 จังหวัด ยังไม่อนุญาตให้เปิดกิจการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “More ทวีศิลป์” ว่า “ขอพัก10วัน:ATK ขึ้น2ขีดเมื่อวาน เจ็บคอเล็กน้อย อื่นๆ ปกติดี กราบขออภัย พี่น้องๆ เพื่อนร่วมงานที่อยู่ใกล้ชิดทำงานกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระมัดระวังตัวตรวจ ATK บ่อยๆ นะครับ”
‘รามา’แนะวิธีป้องกันฝีดาษลิง
ส่วนการรับมือและป้องกันโรคฝีดาษลิง ที่กำลังระบาดอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะแถบแอฟริกา สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อิสราเอล และสิงคโปร์
พญ.รพีพรรณ รัตรวงค์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความรู้เรื่อง “ฝีดาษลิง” ผ่านทางยูทูบ ช่อง RAMA Channel ในตอน ฝีดาษวานร (ฝีดาษลิง) น่ากลัวแค่ไหน ระบุว่า อาการผู้ป่วย ระยะแรก เป็นระยะฟักตัว ที่ยัง ไม่แสดงอาการ แต่รับเชื้อมาแล้ว ระยะที่ 2 ระยะไข้ มีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว รวมทั้งปวดศีรษะ และต่อมน้ำเหลืองโต ระยะที่ 3 อาการผื่น จะปรากฏผื่นขึ้นตามตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนมากจะมีบริเวณใบหน้า และ แขนขา โดยเฉพาะ ที่ฝ่ามือ-ฝ่าเท้า ก็สามารถพบได้ และระยะที่ 4 เป็นระยะฟื้นตัว อาจยังมีอาการอ่อนเพลีย หรือมีอาการน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยอาการดังกล่าวมีตั้งแต่ระยะวัน หรือ หลายสัปดาห์
พญ.รพีพรรณระบุถึงข้อกังวลหากป่วยโรคฝีดาษลิงแล้วจะทำให้เสียชีวิตว่า ส่วนใหญ่จะหายได้เอง ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเป็นมากน้อยขนาดไหน ได้รับวัคซีนมาหรือไม่ โดยกลุ่มคนที่จะเป็นได้มากคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ คนไข้ที่มีภูมิต่ำ รวมไปถึงผู้ป่วยเอชไอวี ถ้าหากเป็นคนทั่วไปอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ ร้อยละ 6 จากการศึกษาในทวีปแอฟริกา แต่อาจจะน้อยลงมากในผู้ที่แข็งแรง และได้รับการดูแลอย่างดี
ส่วนการระบาดของฝีดาษลิง เมื่อเทียบกับโควิด-19 พญ.รพีพรรณระบุว่า ถ้าเทียบกับโควิด โอกาสระบาดทั่วโลก มีโอกาสน้อยกว่ามากเลย อัตราการเสียชีวิตถึงแม้จะสูงกว่า แต่กลุ่มคนที่ติดน้อยกว่า เพราะฉะนั้นความรุนแรงโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม การปิดเมือง ถือว่าค่อนข้างน้อย ณ เวลานี้ แต่ต้องติดตามกันต่อไป
ด้านคำแนะนำการดูแลสุขภาพ พญ. รพีพรรณระบุว่า ประชาชนต้องระมัดระวัง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นที่ดูผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ไม่ควรใช้เสื้อผ้า หรือผ้าปูที่นอนร่วมกันจากคนที่เราไม่แน่ใจ เนื่องจากการติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสของต่างๆ ควรล้างมือบ่อยๆ ทานอาหารสุกสะอาด หลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ อาทิ ลิง หนู และสัตว์ฟันแทะต่างๆ
ค้านฉีดวัคซีนเก่าแช่ฟรีซ 40 ปี
ด้านศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการแยกอาการผื่นตุ่มระหว่างโรคฝีดาษลิงและเริมว่า ลักษณะผื่น ตุ่มที่ผิวหนังจากโรคบางครั้งแยกยาก ที่แยกยากสุด คือ อีสุกอีใส บางประเทศในแอฟริกาพบว่าคนในพื้นที่ติดเชื้อซ้ำสองตัวพร้อมกัน คือ อีสุกอีใสและฝีดาษลิง พบ 12.5%
สำหรับประเทศไทยโอกาสเป็นอีสุก อีใสอาจจะน้อย เพราะเด็กรับวัคซีนอีสุกอีใสแล้ว แต่ผู้สูงอายุที่เคยเป็นตั้งแต่เด็ก ขณะนี้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ภาวะอีสุกอีใสก็จะออกมาจนกลายเป็นงูสวัด หากออกมาแล้วปะทุบางตำแหน่ง บางที่อาจดูยาก และอาจเกิดความกังวลหรือสับสนว่าเป็นฝีดาษลิง โดยเฉพาะงูสวัดที่แพร่ไป ทั้งตัว ซึ่งเกิดได้ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
ขณะที่เริมอยู่ในตระกูลเดียวกับงูสวัดและอีสุกอีใส ลักษณะของเริมส่วนมากจะกระจุกอยู่เฉพาะที่บริเวณริมฝีปาก ภายในปาก กระพุงแก้ม อวัยวะเพศลงไปถึงก้น จึงอาจเป็นที่กังวล เพราะสถานการณ์ฝีดาษลิงมีรายงานพบว่า บางรายไปมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งบังเอิญตุ่มหนองยังไม่ได้โผล่บริเวณอวัยวะภายนอกที่หน้า ลำตัว แขน แต่เกิดที่อวัยวะเพศ จึงไม่รู้ตัวและมีเพศสัมพันธ์ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการติดเชื้อและแพร่ได้ ดังนั้น เริมก็มักขึ้นที่อวัยะเพศ แต่การสงสัยไว้ก่อนเพื่อกันพลาดเป็นสิ่งที่ดี
ส่วนกรณีที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพวัคซีนฝีดาษที่แช่แข็งกว่า 40 ปีหากจะนำมาใช้นั้น วัคซีนฝีดาษที่เคยใช้ในสมัยโบราณ โอกาสที่จะนำมาใช้ใหม่อาจมีข้อจำกัด มีผลข้างเคียง จึงอาจใช้ไม่ได้ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่หากมีการระบาดเกิดขึ้นจริงทั้งโลกหรือทั้งประเทศ ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เสี่ยงค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันหากจะไปใช้วัคซีนไข้ทรพิษกันฝีดาษลิงที่สหรัฐอเมริกาหรือในอังกฤษมีการใช้บางกลุ่ม ก็อาจต้องแย่งชิงกับประเทศอื่นหากมีการระบาดเกิดขึ้นจริง

เข้มฝีดาษลิง – เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรค สนามบินสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจคัดกรองเข้มผู้โดยสารอย่างเข้มงวดก่อนเข้าพื้นที่ชั้นในของเกาะ เพื่อป้องกันการระบาดของโควิดและฝีดาษลิง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.
สนามบินสมุยคัดกรองเข้ม
ด้านเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีเที่ยวบินต่างประเทศมาจากประเทศสิงคโปร์ และกัมพูชา โดยด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศสนามบินสมุย ได้คัดกรองเข้มกับผู้โดยสารทุกคนที่มากับเที่ยวบิน ดังกล่าว โดยนำมาตรการเช่นเดียวกับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในการป้องกันพร้อมเพิ่มมาตรการในการคัดกรองก่อนเข้าพื้นที่ชั้นในของเกาะสมุย โดยนักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามมาตรการสธ. อาทิ สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งเกาะสมุยยังไม่พบผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิงแต่อย่างใด
น.ส.อนุสรา สุวรรณฤกษ์ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ สนามบินสมุย กล่าวว่า การเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิงของด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวที่บินตรงมาลงสนามบินสมุย เจ้าหน้าที่จะตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารทุกคน หากมีไข้จะให้นั่งพักและตรวจวัดอุณหภูมิซ้ำอีกครั้ง นอกจากนี้จะตรวจเอกสารการเดินทางว่ามีที่พำนักหรือมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงในช่วง 21 วันหรือไม่ หากพบหรือสงสัยผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศจะปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินของสนามบินสมุย และประสานร.พ.เกาะสมุย เพื่อส่งต่อเข้าสู่ขบวนการรักษาต่อไป

ทำหมัน – สัตวแพทย์ทำหมันลิง 600 ตัว ตามโครงการควบคุมลิงแสมบริเวณพื้นที่เขาตะเกียบ และเขาหินเหล็กไฟ ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อคุมจำนวนและป้องกันโรคระบาด เมื่อวันที่ 28 พ.ค.
‘หัวหิน’ทำหมันจ๋อ 600 ตัว
ที่สำนักงานเทศบาลเมือง (ทม.) หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ลงนามบันทึกข้อตกลงกับ นายปัญญา ตาละลักษมณ์ ผอ.ส่วนประสานโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ตัวแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อจัดทำโครงการควบคุมลิงแสมบริเวณพื้นที่เขาตะเกียบ และเขาหินเหล็กไฟ ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี
ทั้งนี้ หลังจาก ทม.หัวหิน ได้รับอนุมัติจาก ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้จ่ายเงินอุดหนุนให้แก่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 3 สาขาเพชรบุรี จำนวน 1,162,460 บาท เพื่อจัดทำโครงการควบคุมประชากรลิงแสมบริเวณพื้นที่เขาตะเกียบและเขาหินเหล็กไฟ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อควบคุมการขยายตัวของลิงแสมให้อยู่ในจุดสมดุลเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบจากการรบกวนของลิงแสมต่อชุมชนและประชาชนในพื้นที่ โดยมี เป้าหมายทำหมันลิงแสมทั้งเพศผู้และเพศเมียจำนวน 600 ตัว เป็นการควบคุมโรคติดต่อจากสัตว์ป่าสู่คน
สธ.เตรียมพัฒนาระบบสุขภาพ
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการประมวลสถานการณ์โควิด–19 (MIU) สธ. ได้นำเสนอข้อมูลในที่ประชุมอีโอซี สธ. ว่า สถานการณ์โควิดดีขึ้นมาก ความรุนแรงของเชื้อลดลง และระดับภูมิคุ้มกันของประชาชนอยู่ในระดับสูงขึ้นมาก ทั้งจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อก่อนหน้านี้ มาตรการสำคัญขณะนี้ ขอความร่วมมือประชาชน ขอให้กลุ่มเสี่ยง ผู้มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อลดโอกาสที่จะป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ได้มอบหมายทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อม พัฒนาระบบสาธารณสุขในการรับมือประเด็นท้าทายหลังพ้นยุคโควิด ตามที่ คณะกรรมการ MIU สธ.ให้ข้อเสนอแนะทางนโยบาย
ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และประธานคณะกรรมการ MIU สธ. กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับ เป็นต้นแบบในระดับนานาชาติและได้รับการชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกในการรับมือสถานการณ์เป็นอย่างดี ขณะนี้คณะกรรมการ โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้ศึกษาทบทวนปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงในประเทศ โอกาสและความท้าทายในระบบสุขภาพจากฐานข้อมูล ทั้งในและต่างประเทศ การสำรวจและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมการดำเนินงานด้านสาธารณสุขหลังสิ้นสุดการระบาดโควิด-19 ต่อไป
“ซึ่งผลการศึกษาพบประเด็นท้าทายและข้อเสนอในการพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ การเตรียมรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การสื่อสารด้านสุขภาพ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นรับมือปัญหาสุขภาพมากขึ้น และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ยังพบประเด็นที่ควรดำเนินการเพิ่มเติม คือ เพิ่มการใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลข่าวสารให้เต็มศักยภาพ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ปรับปรุงการคลังในระบบสุขภาพโดยหาแหล่งทุนในภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ปฏิรูประบบสุขภาพและกฎหมายรองรับเทเลเมดิซีนและเทคโนโลยีสุขภาพรูปแบบดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถของประชาชนในการวิเคราะห์และตรวจสอบ ข้อเท็จจริงจากข้อมูลข่าวสาร การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องสาธารณสุข ทั้งนี้ สธ.ได้ให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อม ประสานความร่วมมือ ดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณสุขในการรับมือประเด็นท้าทายหลังพ้นยุคโควิดด้วย” นพ.รุ่งเรืองกล่าว