ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาเปลี่ยนไฟลต์

สธ.เฝ้าระวัง 12 คนกลุ่มเสี่ยง ‘ฝีดาษลิง’ หลังนักท่องเที่ยวยุโรปแวะเปลี่ยนเครื่องที่สุวรรณภูมิก่อนบินต่อไปออสเตรเลีย พบติดเชื้อฝีดาษลิง เผยเป็นผู้โดยสารและลูกเรือ ส่วน 3 พี่น้องชาวไอริช ผู้ป่วยสงสัย‘ฝีดาษลิง’ มีผื่นตุ่มขึ้น หลังคลุกคลีในยิมมวยที่ภูเก็ต ใช้อุปกรณ์ ร่วมกัน พร้อมพบชาวต่างชาติอีก 2 ราย มีอาการด้วย ผลตรวจแล็บทั้งหมดเป็นเชื้อเริม สธ.จ่อลดเตือนภัยโควิดเหลือระดับ 2 เริ่ม 1 มิ.ย. ไม่ต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ด้าน ผู้ประกอบการผับ-บาร์จี้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.โรคติดต่อ เร่งฟื้นฟูท่องเที่ยว ยอดโควิดลดต่อเนื่อง พบป่วยใหม่ 3.8 พัน เสียชีวิต 26 ราย

ติดเชื้อลดเหลือ 3.8 พัน-ดับ 26
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,854 ราย ต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 29 วัน ติดเชื้อสะสม 4,446,502 ราย หายป่วยเพิ่ม 6,031 ราย หายป่วยสะสม 4,373,970 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 26 ราย เสียชีวิตสะสม 29,998 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 42,534 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 24,732 ราย และอยู่ในร.พ. 17,802 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 882 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 425 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 12.9% ส่วนผู้ติดเชื้อในเรือนจำมี 2 ราย ไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจาก ต่างประเทศ ติดเชื้อเข้าข่าย ATK 3,894 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 26 ราย มาจาก 20 จังหวัด ได้แก่ กทม. 5 ราย, อุบลราชธานี เลย จังหวัดละ 2 ราย, ปทุมธานี สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำพูน ภูเก็ต สระบุรี อ่างทอง ชลบุรี ตราด และนครนายก จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 13 ราย หญิง 13 ราย อายุ 22-93 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 96%

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่ สูงสุดคือ 1.กทม. 1,655 ราย 2.ขอนแก่น 101 ราย 3.บุรีรัมย์ 94 ราย 4.กาฬสินธุ์ 84 ราย 5.สมุทรสาคร 82 ราย 6.ชลบุรี 79 ราย 7.สมุทรปราการ 76 ราย 8.สุรินทร์ 70 ราย 9.นครพนม 68 ราย และ 10.สุพรรณบุรี 67 ราย

ส่วนจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 68 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 13 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร 8 ราย, พระนครศรีอยุธยา 8 ราย, สมุทรสงคราม 8 ราย, แพร่ 7 ราย, น่าน 6 ราย, สิงห์บุรี 6 ราย, ตาก 5 ราย, ระนอง 5 ราย, แม่ฮ่องสอน 3 ราย, ยะลา 3 ราย, ปัตตานี 2 ราย, สตูล 2 ราย และชัยนาท 1 ราย ส่วน 6 จังหวัด คือ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตรัง นราธิวาส และพังงา ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.65 จำนวน 67,994 โดส สะสม 137,590,155 โดส เป็นเข็มแรก 56,731,873 ราย คิดเป็น 81.6% เข็มสอง 52,627,141 ราย คิดเป็น 75.7% และเข็ม 3 ขึ้นไป 28,231,141 ราย คิดเป็น 40.6% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 44.3% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรกแล้ว 3.01 ล้านคน คิดเป็น 58.6% และเข็มสอง 1.67 ล้านคน คิดเป็น 32.5%

เฝ้าระวัง12คนเสี่ยงฝีดาษลิง
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า สำหรับผู้ป่วย 1 รายที่บินมาจากประเทศทางยุโรป มาทรานซิต (Transit) หรือเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศไทย 2 ชั่วโมง เพื่อต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย ขณะที่อยู่ประเทศไทยไม่มีอาการ ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับใคร มีการสวมหน้ากาก อนามัยตลอด โดยไปพบอาการที่ออสเตรเลีย ดังนั้นผู้สัมผัสใกล้ชิดจะไม่ใช่กลุ่มสัมผัส เสี่ยงสูง ซึ่งมีทั้งหมด 12 คน เป็นผู้โดยสารเครื่องบินและลูกเรือ จากการติดตาม 7 วัน ยังไม่มีอาการ โดยจะติดตามจนครบ 21 วัน ทั้งนี้ โรคนี้เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง สามารถไปทำงานได้ตามปกติ หากมีอาการให้รีบแจ้ง แต่หากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงต้องแยกกัก 21 วันที่บ้าน

“การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้อยู่บน เครื่องบิน เนื่องจากผู้ป่วยที่เดินทางไปออสเตรเลีย อีกหลายวันจึงพบเชื้อ ยังดีที่ผู้ป่วยนั่งในชั้นบิซิเนส คลาส นั่งห่างกันพอสมควร การติดเชื้อ ไม่ง่าย ต้องใกล้ชิดจริงๆ ถ้าอยู่ห่างๆ จะไม่ค่อย ติด เพราะเชื้อไม่ได้ลอยไปเอง อย่างเหตุการณ์ในยุโรป จะมีการใกล้ชิด กอดจูบ ดังนั้น โรคนี้ ไม่ได้ติดต่อง่าย ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยในระยะที่ป่วยด้วย” นพ.จักรรัฐกล่าว

สธ.ยัน 3 หนุ่มไอร์แลนด์เป็นเริม
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการสอบสวน นักท่องเที่ยวจากไอร์แลนด์ 3 รายที่มีผื่น ตุ่มหนองนั้น พบว่าเป็นพี่น้องกัน แต่เดินทางเข้ามาคนละวัน เพื่อเข้ามาเรียนมวยไทย โดยบินตรงภูเก็ต และฝึกมวยไทยที่นั่น ผลการ สอบสวนโรค พบว่ารายแรกเป็นเพศชาย อายุ 30 ปี มีอาชีพแพทย์ เดินทางมาวันที่ 4 พ.ค. เริ่มมีผื่นที่แขนซ้ายวันที่ 21 พ.ค. อีก 2 วัน ถัดมาเริ่มมีไข้ 38.9 องศาเซลเซียส รับยาคลินิก เอกชน จ.ภูเก็ต รายที่ 2 อายุ 27 ปี อาชีพ นักแสดง เดินทางมาวันที่ 5 พ.ค. วันที่ 21 พ.ค. เริ่มมีผื่นที่หลัง ด้านขวาและคอ รับประทานยา และอาการไม่ดีขึ้น และรายที่ 3 เพศชาย อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษา เดินทางมาวันที่ 13 พ.ค. และเริ่มมีผื่นที่รักแร้ซ้าย วันที่ 22 พ.ค. รับประทานยา อาการไม่ดีขึ้น

“ทั้งหมดไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยฝีดาษลิงที่ไอร์แลนด์ แต่เมื่ออยู่ไทยมีการคลุกคลี ใกล้ชิดกันตลอดเวลา มีการแบ่งกันใช้อุปกรณ์ชกมวย กระสอบทรายร่วมกันในยิมเดียวกัน และมีประวัติเพศสัมพันธ์กับหญิงไทย วันที่ 25 พ.ค. ทั้งหมดบินจากภูเก็ตมารักษาร.พ.เอกชน แห่งหนึ่งในกทม. ประวัติเข้าได้กับโรคฝีดาษลิง จึงรายงานมากรมควบคุมโรค จึงส่งทีมสอบสวน โรคไปสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ระหว่างนี้ให้มารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า จากการสอบสวนโรคหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในสถานที่เสี่ยง พบชาวต่างชาติอีก 2 คน เป็นผู้ป่วยสงสัยมีลักษณะคล้ายกันในยิมเดียวกัน จึงเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์โรคอุบัติใหม่ ร.พ.จุฬาฯ โดยผลตรวจทั้ง 5 รายพบว่าไม่ใช่โรคฝีดาษลิง แต่เป็น เริมไทป์ 1 ที่ติดต่อได้ทางผิวหนัง ทั้ง 5 รายน่าจะเกิดจากโรคเริม จากการสัมผัสใกล้ชิด ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน และสถานที่เดียวกัน ค่อนข้างนาน ทั้งหมดรักษาด้วยการกินยา ไซโคเวียร์ แผลยุบแห้งเรียบร้อย ทั้งนี้ แม้จะเป็นเริม ก็ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยยิมออกกำลังกายการใช้อุปกรณ์ร่วมกันจำนวนมาก ต้องเช็ดทำความสะอาด ซึ่งป้องกันทั้งโควิดและโรคอื่น

ย้ำเข้มมาตรการส่วนบุคคล
นพ.จักรรัฐกล่าวด้วยว่า สำหรับคนที่ไปร่วมงานเฟสติวัลในต่างประเทศ หรือร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยง หากมีอาการและมาพบแพทย์ขอให้แจ้งแพทย์ด้วยว่า มีประวัติร่วมกิจกรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนไทยที่เดินทางกลับมานั้น หากเราไม่ได้ร่วมกิจกรรมเสี่ยง และยังปฏิบัติตัวตามมาตรการส่วนบุคคล ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะป้องกันโควิด และฝีดาษลิง และโรคอื่นๆ ได้ ซึ่งคนไทย ที่จะเดินทางไปต่างประเทศก็เช่นกัน ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล ไม่ร่วมกิจกรรม เสี่ยงก็จะป้องกันได้ ถ้ามีการระบาดในกิจกรรม ที่เราร่วมงาน กลับมาช่วยติดตามอาการ ถ้าเข้าข่ายอาการสงสัยมาพบแพทย์แจ้ง ให้ทราบว่าไปร่วมงานมาจะได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

“สำหรับคุณหมอที่อายุน้อยกว่า 60 ปี อาจไม่เคยเห็นลักษณะฝีดาษ จึงขอให้ตั้งคำถาม สงสัยว่าเป็นฝีดาษลิงก่อน โดยพิจารณา จากประวัติเสี่ยง ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้บริการในร.พ.ทุกท่านหากมีประวัติร่วมกิจกรรมเสี่ยง ขอให้แจ้ง ไม่ต้องกังวลโรคนี้ ส่วนใหญ่หายเอง จะได้รับการรักษาและจะลดการแพร่ระบาดไปสู่คนอื่นได้” นพ.จักรรัฐกล่าว

เมื่อถามว่าเชื้อฝีดาษลิงจะอยู่บนสิ่งของนานแค่ไหน นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ต้องติดตามข้อมูลต่อ

เมื่อถามถึงมีนักวิชาการะบุว่าเชื้อนี้แพร่เร็ว 10 เท่า นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ต้องติดตามข้อมูลเช่นกัน เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันจากองค์การ อนามัยโลก

สธ.เปิดนิยามชัดผู้ป่วย‘ฝีดาษลิง’
นพ.จักรรัฐกล่าวถึงนิยามผู้ป่วยสงสัยฝีดาษลิงว่า คือผู้ที่มีอาการ 2 ส่วนคือ 1.อาการไข้ 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการป่วยอย่างน้อย 1 อย่างคือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง หรือต่อมน้ำเหลืองโต หรือ 2.ผื่น ตุ่มนูน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา มีลักษณะเป็นผื่นก่อน ตามด้วยตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง และตุ่มตกสะเก็ด โดยต้องมี 1 ใน 2 อาการนี้ ร่วมกับประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา ภายใน 21 วัน คือ 1.มีประวัติเดินทางจากประเทศที่มีรายงานการระบาดโรคฝีดาษลิงภายในประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากแอฟริกา ยังมีแคนาดา อังกฤษ โปรตุเกส และสเปน 2. มีประวัติร่วมกิจกรรมในงานที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง หรือมีอาชีพที่ต้องสัมผัสใกล้ชิด ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศประจำ โดยเฉพาะ ที่มาจากประเทศระบาด หรือ 3.มีประวัติ ใกล้ชิดสัมผัสสัตว์ป่าประเภทสัตว์ฟันแทะ ลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่นำเข้าจากแอฟริกาเป็นหลัก ผู้ป่วยสงสัยไม่ว่าจะมีไข้ หรือมีผื่น ต้องมีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยาภายใน 21 วันอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือนิยามที่ใช้เฝ้าระวัง ฝีดาษวานรตอนนี้

“ดังนั้น ลิงไทยที่ไม่ได้มีประวัติเชื่อมโยงแอฟริกา หรือสัตว์เลี้ยงตามบ้าน จึงไม่เชื่อมโยง ทางระบาดวิทยา ยังสามารถให้อาหารลิงได้” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า สำหรับนิยามผู้ป่วยเข้าข่ายโรคฝีดาษลิง คือผู้ป่วยสงสัยที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิด โดย 1.สัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง ผู้ป่วยหรือสัมผัสสิ่งของที่อาจปนเปื้อนของผู้ป่วย รวมทั้งเสื้อผ้าผู้ป่วย 2.ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ที่อาศัย อยู่ในห้องเดียวกันกับผู้ป่วยหรือใช้ห้องน้ำหรืออุปกรณ์ในห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย หรือ 3.ผู้สัมผัสที่อยู่ภายในห้องหรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยฝีดาษลิง ภายในระยะ 2 เมตร ตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไป ถือว่าเข้าข่ายฝีดาษลิงเช่นกัน

“ทั้งผู้ป่วยสงสัยและผู้ป่วยเข้าข่าย ถ้ารับรายงานเข้ามารักษาในสถานพยาบาล จะผ่านการตรวจคัดกรองและตรวจหาเชื้อเพื่อยืนยันว่าเป็นฝีดาษลิงหรือไม่ เมื่อมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ยืนยัน จากการตรวจ RT-PCR ไม่ว่าจะเก็บตัวอย่างจากแผลหรือลำคอ โดยจะพิจารณาแยกกักเพื่อรอเวลาการตรวจหาเชื้อ หากไม่เจอเชื้อฝีดาษลิงหรือเป็นโรคอื่น จะจบการแยกกัก ถ้าเจอเชื้อหรือเป็นผู้ป่วยยืนยัน จะรับการรักษาและพิจารณาแยกกักจนครบ 21 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคฝีดาษลิงทั่วโลก ข้อมูลถึงวันที่ 29 พ.ค.2565 มีผู้ป่วยยืนยัน 406 ราย และผู้ป่วยสงสัย 88 ราย รวม 494 รายใน 32 ประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยประเทศที่พบมากนอกจากแอฟริกาคือ แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี สเปน และโปรตุเกส ส่วนประเทศไทยยังไม่มีรายงาน ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคติดต่ออันตรายแบบโรคซาร์ส เมอร์ส หรือโควิด แต่เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง จะไม่มีการเริ่มกักตัวจนกว่าจะเข้าเกณฑ์เป็นผู้ป่วย สำหรับการเฝ้าระวังในประเทศไทย มีทั้งผู้เดินทางเข้าประเทศ ในสนามบิน จะแจกคิวอาร์โค้ดให้ดาวน์โหลด เพื่อสังเกตอาการ ถ้ามีอาการให้รายงาน และเฝ้าระวังที่ร.พ. จะรายงานมายังส่วนกลางคือกรมควบคุมโรค เพื่อให้ทีมสอบสวนโรคตรวจสอบ รวมถึงเฝ้าระวังในคลินิกเฉพาะทาง โรคผิวหนัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

จ่อลดเตือนภัยโควิดระดับ 2
นพ.จักรรัฐแถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า สถานการณ์โควิดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 531 ล้านคน เสียชีวิต 6.31 ล้านคน หลายประเทศกลับมาระบาดใหม่หลักหมื่นราย ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่วนเกาหลีเหนือก็เริ่มระบาดวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้ บางประเทศเริ่มปรับระบบรายงานจากรายวันมาเป็นรายสัปดาห์หรือเฉพาะเคสเสียชีวิต

สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย วันนี้ รายงานป่วยปอดอักเสบ 882 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 425 ราย และผู้เสียชีวิต 26 ราย ถือว่า ลดลงต่อเนื่อง แต่ค่อนข้างช้าลง โดยผู้เสียชีวิตยังเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 โดยเฉพาะอายุ 70 ปี ขึ้นไป ครึ่งหนึ่งไม่ได้ฉีดวัคซีน จึงรณรงค์กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตสูงให้ฉีดวัคซีนเข็มปกติและเข็มกระตุ้นเพื่อลดผู้เสียชีวิต ส่วนผู้ติดเชื้อยืนยันวันนี้รายงาน 3,854 ราย แต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 4 พันราย ถือว่าแนวโน้มลดลง แต่ค่อนข้างช้า กำลังรักษา 4.4 หมื่นราย โดยผู้ที่ลงทะเบียนรักษากับ 1330 สปสช. ทั้งเข้าระบบ Home Isolation และผู้ป่วยนอก OPSI สัปดาห์นี้ประมาณ 248,000 ราย ใกล้เคียง กับสัปดาห์ก่อน คือ 252,000 ราย

“ขณะนี้ยังคงสถานะการเตือนภัยโควิดระดับ 3 โดยเน้นกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่เข้าสถานที่ เสี่ยง เช่น ผับบาร์ คาราโอเกะ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 และผู้ที่รับวัคซีนไม่ครบ 3 เข็ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้จะพิจารณาการปรับระดับเตือนภัยโควิดเป็นระดับ 2 ส่วนจะมีจังหวัดไหนต้องรอติดตามการพิจารณาอีกครั้ง และขอความร่วมมือช่วยกันป้องกันไม่ให้ระบาด เป็นวงกว้างกลับมาใหม่ โดยยังสวมหน้ากาก และเว้นห่างเช่นเดิม” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อ ช่วยหายใจ และเสียชีวิต ดีกว่าเส้นคาดการณ์ และอยู่ในช่วงขาลงทั้งประเทศ แม้ช่วงนี้มีการเปิดภาคเรียน แต่ก็พบการระบาดในบางจังหวัด ในบางโรงเรียนจำนวนไม่มากนัก ลักษณะเป็นการติดเชื้อในครอบครัว เพื่อน หรือเป็น กลุ่มก้อนบ้างในบางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนประจำ โดยวัยเรียนต้องฉีดวัคซีนเพื่อไม่ให้ป่วยหนัก หากติดเชื้อมีอาการให้แยกออกไปรักษา แต่ไม่ต้องปิดโรงเรียน โดยเน้นแยกระยะห่างมากขึ้น

“ภาพรวมประเทศไทยตอนนี้สถานการณ์ลดลงคล้ายหลายประเทศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลายประเทศปรับระบบ รายงาน เนื่องจากการติดเชื้อลดลง เข้าสู่การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ โดยเน้นติดตาม ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจเป็นหลัก ดังนั้น ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ประเทศไทยจะปรับระบบรายงานให้เข้ากับสถานการณ์ที่จะผ่อนคลายมากขึ้นที่จะเปิดผับบาร์ใน 31 จังหวัด หรือผ่อนคลายเรื่องอื่นๆ เพื่อจะได้วิเคราะห์ข้อมูลได้ชัดเจนมากขึ้น โดยปรับจากการรายงานผู้ติดเชื้อเป็นผู้ป่วย โดยจะรายงานจำนวนผู้ป่วยรายวันแบบเฉลี่ย 7 วัน เน้นผู้ป่วย ที่มีอาการเข้ารับการรักษาในร.พ. ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตยังรายงานทุกวันต่อเนื่อง” นพ.จักรรัฐกล่าวและว่า สำหรับ อัตราครองเตียงระดับ 2 และ 3 ลดลงต่อเนื่อง วันนี้อยู่ที่ 12.8% ถือว่าลดลงค่อนข้างมาก ยังมีเตียงว่างเพียงพอ ถ้ามีการระบาดของโควิด และป่วยหนักมากขึ้นก็รองรับได้

ไม่ต้องตรวจATKทุกสัปดาห์
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า แม้เราจะปรับมาติดตาม ผู้ป่วยหนักหรือมีอาการเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น แต่ย้ำว่ายังต้องเข้มมาตรการป้องกันส่วนบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ เด็ก และ ผู้ดูแลทั้ง 2 กลุ่มนี้ ส่วนสถานที่เสี่ยง อย่างผับบาร์ คาราโอเกะ พนักงานจะต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายโรค ส่วนประชาชนทั่วไป เน้นการตรวจเฉพาะกลุ่มที่อาการป่วยเท่านั้น ดังนั้นต่อไปบรรดาบริษัทสถานประกอบการ จึงไม่ต้องตรวจประจำสัปดาห์แล้ว เน้นเมื่อมีอาการป่วย เช่น ไข้ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ หอบเหนื่อย เป็นต้น จะได้นำเข้าระบบดูแลรักษาต่อไป รวมถึง ยังต้องเข้มมาตรการฉีดวัคซีน (Universal Vaccination) โดยเฉพาะผู้สูงวัยกลุ่มเสี่ยงสูง หากติดเชื้ออาจอาการหนักได้ ต้องรับเข็มกระตุ้น ส่วนผู้ที่ไม่เคยฉีดเลย พิจารณามาฉีดสักเข็มเพื่อป้องกันให้ได้ก่อน และรับเข็มสองตามมา

“ถ้าผ่อนคลายมาตรการมากขึ้นอาจพบการระบาด การติดเชื้อเป็นวงกว้างได้อีกพอสมควร ดังนั้นกลุ่มเสี่ยง 608 ต้องเน้นฉีดวัคซีนทุกเข็มอย่างต่อเนื่อง ส่วน ศบค.ออกข้อกำหนดให้เปิดผับบาร์ถึงเที่ยงคืน เริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้ พนักงานต้องฉีดกระตุ้น ทำตามมาตรการ COVID Free Setting พนักงานตรวจ ATK ประจำสัปดาห์ จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยง การระบายอากาศ เมื่อคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด/กทม.อนุญาต คนไปใช้บริการต้องมีภูมิให้พอ เมื่อติดเชื้อจะได้ไม่มีอาการป่วยหนัก โดยให้ฉีดเข็มกระตุ้นด้วย” นพ.จักรรัฐกล่าว

เน้นตรวจ 3 กลุ่มเสี่ยง
เมื่อถามถึงกรณีการไม่ต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สถานการณ์เข้าสู่การผ่อนคลายมากขึ้น จึงเน้นผู้ป่วยเป็นหลัก โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. จะรายงานจากฐานผู้ป่วย ไม่ใช่ฐานติดเชื้อ เพื่อเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังในโรคที่ความรุนแรงลดลงแล้ว ซึ่งเดิมเป็นโรคติดต่ออันตราย เราต้องตรวจสอบ ว่าใครติดเชื้อบ้าง ตอนนี้ติดเชื้อได้ เพราะฉีดวัคซีนแล้ว เราก็จะดูผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นการใช้ ATK ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น วัยทำงาน ความจำเป็นในการตรวจก็ลดลง ยกเว้นกลุ่มเสี่ยง 608 กลุ่มที่อาจแพร่ระบาดวงกว้างได้ง่าย ต้องตรวจประจำ โดยการตรวจ ATK จะเหลือ 3 ข้อคือ 1.ตรวจเมื่อมีอาการว่าใช่หรือไม่ 2.ตรวจสำหรับคนดูแลใกล้ชิดคนเสี่ยงสูง คือผู้ดูแลผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน อาจติดเชื้อเสียชีวิตได้ และ 3.สถานที่และกิจกรรมที่อาจมีการรวมตัวกัน บุคคลสำคัญ

เมื่อถามต่อว่าผู้ป่วยเจอแจกจบจะไม่อยู่ในรายงานใช่หรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ผู้ป่วยเข้าระบบเจอแจกจบ OPSI จะอยู่ในการ ลงทะเบียนเข้ารับการรักษาผ่านสปสช. ทั้งนี้ การตรวจด้วย RT-PCR หรือ ATK ก็เท่ากันแล้ว เพราะไม่ได้รายงานจากฐานการติดเชื้อ แต่จะปรับเป็นรายงานผู้ป่วยที่มีอาการและ เข้ารับการรักษาในร.พ. เพราะเราผ่อนคลายประเทศและมาตรการ แต่ช่วงปรับระบบ 1-2 สัปดาห์แรกอาจจะติดขัดบ้างบางที่ ส่วนถ้ามีอาการนอนที่บ้านแล้วไม่ลงทะเบียนก็จะไม่รู้ แต่ถ้าลงทะเบียนจะเข้าสู่ระบบของ สปสช.เป็นอีกตัวเลข

เมื่อถามถึงการพิจารณาลดเตือนภัยโควิดเป็นระดับ 2 จะทำทั้งประเทศหรือบางจังหวัด นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขอปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารก่อนว่าจะปรับจังหวัดไหนหรือทั้งประเทศ ตอนนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนเรื่องการปรับคำแนะนำการสวมหน้ากาก ต้องพิจารณาแต่ต้องมีเกณฑ์กำหนด อาจไม่เกี่ยวข้องกับการลดระดับเตือนภัย

‘ผับ-บาร์’เล็งยื่นเลิกพรก.ฉุกเฉิน
ด้านนายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า ในฐานะ ตัวแทนนำเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการร้านค้า ร้านอาหาร สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ทั่วประเทศ อาทิ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร สมาคม การค้าธุรกิจร้านอาหาร สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหารกลางคืน สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย และสมาคมบาร์เทนเดอร์ไทย รวม 300 แห่ง เตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เพื่อให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.โรคติดต่อ เพราะกระทบต่อการซื้อประกันของ นักท่องเที่ยว ฉุดการพื้นฟูการท่องเที่ยวของไทย หลังโควิด-19

“ให้เวลารัฐบาลประมาณ 2 สัปดาห์ หลัง 1 มิ.ย.2565 หากตัวเลขคนติดเชื้อ หรือคนตายน้อยลงอย่างชัดเจน จะเสนอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.โรคติดต่อ เพราะมองว่ากฎหมาย 2 ตัวนี้ฉุดรั้งการกลับมาของนักท่องเที่ยว ฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีไว้เพียงเป็นเครื่องมือทางการเมือง รัฐบาลห่วงแต่การเมือง ไม่สนใจ เรื่องปากท้องของประชาชน ไม่สนเศรษฐกิจของประเทศ”

จี้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูท่องเที่ยว
นายสง่ากล่าวต่อว่า วันนี้รัฐบาลต้องทบทวน ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ รัฐบาลไทยสู้ใครไม่ได้เลย แม้แต่กับเพื่อนบ้าน ประเทศไทยควรเป็นผู้นำ แต่ปัจจุบันไทยยังคงเป็นผู้ตามทุกเรื่อง หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงาน ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรกระตือ รือร้นมากกว่านี้ ควรเดินนโยบายที่ก้าวหน้า ไม่ใช่ตามหลังประเทศอื่นๆ ธุรกิจหรือคนไทยควรได้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว และความจริง แล้วธุรกิจท่องเที่ยว ผับ บาร์ ควรเปิดให้ยาวขึ้น เพื่อชดเชย เพื่อให้ลมหายใจของผู้ประกอบการ คล่องขึ้น อย่างไรก็ตาม การเข้าเสนอความเห็น และอุปสรรคการทำงานของธุรกิจกลางคืน ควรให้ทำงานได้ปกติ เพราะการผ่อนปรนเงื่อนไขในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์ มีเพียงคาราโอเกะ และอาบอบนวดเท่านั้น เพราะตราบใดยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ. โรคติดต่อ ธุรกิจอื่นๆ ยังคงมีปัญหาอยู่ดี

“ผู้ประกอบการ ผับ บาร์ร้านเหล้า เตรียมหารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. โดยจะเตรียมแผนการฟื้นฟูกทม.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง เสนอให้พัฒนา การท่องเที่ยว โดยเปิดแหล่งท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะนำร่องบางพื้นที่ หรือให้รัฐบาลกทม.ทำโซนนิ่งพื้นที่ท่องเที่ยวกลางคืนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย ฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย เพื่อนำไทยเป็นผู้นำในการท่องเที่ยวในทุกด้าน”

‘อนุทิน’กั๊กให้ถอดหน้ากาก
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการเตรียม พร้อมเปิดสถานบันเทิง วันที่ 1 มิ.ย.นี้ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว โดยต้องทำให้บรรยากาศและสถานที่ปลอดภัย ซึ่งทุกคนรับทราบหมดแล้ว ส่วนเรื่องไทยแลนด์ พาส คนไทยไม่เข้าเงื่อนไขแล้ว และคิดว่า ถ้าไปสถานการณ์ควบคุมได้ปกติ ก็ต้องยกเลิกไทยแลนด์พาสทั้งหมด เพื่อให้ต่างชาติเข้ามามากขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น และคนไทยก็ต้องเร่งบูสต์วัคซีน

เมื่อถามถึงโอกาสการนำร่องพื้นที่ บางจังหวัดถอดหน้ากากอนามัยจะมีปัญหาหรือไม่ รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องถอด ต่อให้ไม่มีโควิดก็ใส่ได้ใน ที่ชุมชนที่มีการชุมนุมของคนจำนวนมาก และใส่ไว้เป็นสิ่งที่ดี ให้ประเมินเอาว่าจะถอดหรือใส่ ถ้าคนอยู่เยอะก็ใส่ ถ้าอยู่น้อยและรู้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร คนใกล้ชิดก็ไม่ต้องใส่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน