เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่จุดตัดทางข้ามรถไฟบ้านเดื่อ ม.8 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสมบัติ กาญจนวัฒนา อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา ในฐานะแกนนำ ต.โคกกรวด พร้อมนายประพจน์ ธรรมประทีป สมาชิกสภา (อบจ.) นครราชสีมา อ.เมือง เขต 4 ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาชุมชนตำบลบ้านใหม่ได้นัดชาวบ้าน ต.โคกกรวด ต.บ้านใหม่ และ ต.ในเมือง จำนวนกว่า 300 คน สำแดงพลังยืนถือป้ายไวนิลความยาว 100 เมตร และป้ายผ้ายาว 20 เมตร รวมทั้งป้ายกระดาษข้างทางรถไฟและบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ข้อความถึงรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมรวมทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาปรับรูปแบบการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร-นครราชสีมาและรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จากคันดินเป็นตอม่อและสะท้อนความเดือดร้อนหากทางรถไฟเป็นคันดิน โดย พ.ต.อ.นาวิน ธีระวิทย์ ผกก.สภ.โพธิ์กลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

ค้านคันดิน – ชาวบ้านทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ‘ฌาปนกิจศพไอ้คันดิน’ คัดค้านใช้คันดินสูง 2 เมตรสร้างทางรถไฟ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ที่จุดตัดทางข้ามรถไฟบ้านเดื่อ ม.8 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.
เวลาต่อมา ได้มีขบวนรถไฟธรรมดา 234 สุรินทร์-กรุงเทพมหานคร กำลังแล่นมุ่งหน้าไปสถานีโคกกรวด ผ่านบริเวณที่ชาวบ้านกำลังทำกิจกรรมสัญลักษณ์และมีส่วนหนึ่งยืนอยู่บนทางรถไฟ ขบวนรถต้องหยุดรอประมาณ 5 นาที จากนั้นพระสงฆ์ 6 รูป ได้ทำพิธีสวดหน้าไฟและจุดไฟเผาหีบศพเขียนข้อความ “งานฌาปนกิจศพไอ้คันดิน 5 มิ.ย. 65” ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางไปที่จุดตัดทางข้ามรถไฟบริเวณหน้าบุรีสีมา ต.บ้านใหม่ อ.เมือง
นายประพจน์เปิดเผยว่า จุดยืนของราษฎร 3 ตำบล “ต้องการยกระดับเป็นตอม่อไม่ใช่คันดิน” ก่อนหน้านี้ได้นำรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบและปัญหาความเดือดร้อนไปยื่นทั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พลเอกยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าฯการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฯลฯ ขอให้พิจารณาทบทวนปรับรูปแบบการก่อสร้าง แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน อ้างอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่รัฐบาลในฐานะเจ้าของโครงการ ซึ่งการทำคันดินสูงกว่า 2 เมตร เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ตอบโจทย์ความสะดวก ความปลอดภัย เสมือนการแบ่งแยกชาวบ้านที่อยู่สองข้างทางรถไฟออกจากกัน ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชาวบ้านจะถูกตัดขาดกัน วิถีชีวิตจะเปลี่ยน