ทั้งเปิดผับ-บาร์ตี2ด้วย สมช.ฮึ่มห้ามทำพลการ

‘นายกฯ’ แย้มพร้อมให้ถอดหน้ากากได้ ระบุศบค.พิจารณาอยู่ เลขาฯ สมช.เผยต้องรอศบค.เคาะ จังหวัดจะทำพลการ ไม่ได้ ขณะที่การเปิดผับบาร์เกือบสัปดาห์ยังไม่พบโควิดเพิ่ม แต่ขอดูอีก 1-2 สัปดาห์ สธ.ชี้ในชนบทยังฉีดวัคซีนเข็ม 3 น้อยแค่ 41% ย้ำให้จังหวัดทำแผนระดับอำเภอ กระจายถึงรพ.สต.เปิดฉีดทุกวัน ทั่วโลกป่วยฝีดาษลิงแล้ว 900 รายใน 43 ประเทศ ส่วนไทยยังไม่พบคนติดเชื้อ “อนุทิน’ ยันติดตามเฝ้าระวัง ‘ฝีดาษลิง’ ต่อเนื่อง ระบุงานไพรด์พาเหรดไม่ทำให้ติดฝีดาษลิง ส่วนโควิดป่วยเพิ่ม 2.1 พัน เสียชีวิตอีก 27

เปิดผับเกือบสัปดาห์โควิดไม่เพิ่ม
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า ขณะนี้เราผ่านสถานการณ์โควิด-19 มา 3 ปี ทั่วโลกและไทยเหมือนกันคือให้ความสำคัญจำนวนผู้ป่วยหนัก ผู้เสียชีวิต และผู้ที่มีภาระทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว หลายประเทศจึงเริ่มไม่รายงานผู้ติดเชื้อ ส่วนประเทศไทยยังรายงาน แต่มีการปรับโดยให้ความสำคัญกับตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้มีอาการหนัก ปอดอักเสบ และการรักษาในร.พ. เพราะคนป่วยส่วนใหญ่อาการไม่มากก็จะรักษาแบบคนไข้นอก สำหรับวันนี้ประเทศ ไทยรายงานผู้เสียชีวิต 27 ราย แนวโน้มเฉลี่ย 14 วันค่อยๆลดลง และจะลดต่อไปอีกระยะ อัตราการป่วยตายลดต่ำลงเหลือ 0.09% ส่วนผู้มีอาการหนักหรือปอดอักเสบรายงาน 761 คน ลดลงจากพันกว่าคนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจในช่วงโอมิครอนจากสูงสุดพบพันเศษๆ ก็ลดลงเหลือ 475 ราย

“ภาพรวมประเทศไทย สถานการณ์ ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก อาการรุนแรง และเสียชีวิต แนวโน้มลดลง สอดคล้องข้อ บ่งชี้หลายอย่าง เช่น การรักษาในร.พ.ต้องการเตียงไอซียูหรือเตียงหนักประมาณ 10% ทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับได้ เริ่มกลับไปบริการผู้ป่วยโรคอื่นๆ ตามปกติ” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่มีการเปิดกิจการสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ หลายคนกังวลเกิดการระบาด หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องดำเนินมาตรการเข้มงวดหรือไม่ ตรงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือ แต่จากการติดตามสถานการณ์หลังการเปิดบริการยังไม่พบแนวโน้มผู้ติดเชื้อจากเหตุการณ์สถานบันเทิงมากขึ้น แต่ต้องติดตามสถานการณ์อีก 1-2 สัปดาห์ จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าการเปิดสถานบันเทิงไม่มีผลกระทบมากนักต่อจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ที่มีอาการหนัก

ยันไพรด์พาเหรดไม่ติดฝีดาษลิง
นพ.โอภาสกล่าวถึงโรคฝีดาษลิงว่า โรคฝีดาษลิงไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ ซึ่งมีการติดเชื้อประมาณ 2-3 เดือนแล้ว ผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังไม่ถึงหลักพันคน หากเทียบกับโควิดอาจจะขึ้นไปเป็นล้านคนแล้ว และขณะนี้ยังไม่มี ผู้เสียชีวิตจากฝีดาษลิง เพียงแต่ตุ่มที่ขึ้นมาอาจดูน่ากลัว ส่วนกรณีข้อกังวลการจัดงานไพรด์นั้น การเดินพาเหรดธรรมดาไม่ทำให้ติดโรคฝีดาษลิงเพราะไม่ได้จะติดกันง่ายๆ แบบ โควิด แต่ที่งานพาเหรดในต่างประเทศมีการติดกันเพราะมีกิจกรรมหลังพาเหรดซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โดยโรคฝีดาษลิงเป็นการติดต่อกันจากการสัมผัสใกล้ชิด

“การแพร่กระจายของโรคฝีดาษลิงถือว่าช้า การนับผู้ติดเชื้อสะสมย่อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเทียบกับโควิดก็คงเป็นล้านคนแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงพันคน ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศเปิด คนเข้าออกมาได้ คนมาอาจไม่มีอาการ เราก็ต้องตรวจจับให้เจอและควบคุมไม่ให้แพร่กระจายออกไป ส่วนยา เวชภัณฑ์ก็มีการเตรียมให้พร้อม ส่วนตุ่มที่ขึ้นมาอาจจะดูน่ากลัว แต่หากรักษาดีๆ ก็ไม่เป็นแผลเป็นมาก เหมือนเด็กเป็นอีสุกอีใส สุดท้ายตุ่มก็หาย แต่หากรักษาไม่ดี มีภาวะแทรกซ้อนก็อาจเกิดแผลเป็นได้” นพ.โอภาสกล่าว

สธ.เร่งฉีดเข็มกระตุ้น
นพ.โอภาสกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตจากโควิดขณะนี้อยู่ที่ 20-30 รายต่อวัน เป็นกลุ่ม 608 คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค โดยวันนี้เสียชีวิต 27 ราย เป็น กลุ่ม 608 ถึง 26 ราย หรือ 96% ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 59% และไม่ได้รับเข็มสามอีก 30% เราพยายามทำให้กลุ่มนี้เสียชีวิตน้อยสุด โดยระดมฉีดวัคซีนและมาตรการอื่นที่จำเป็น ดังนั้นศูนย์อีโอซี สธ.จึงเห็นชอบแผนเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งจะลดอาการป่วยหนักและรุนแรงได้ เพราะถ้าฉีด 2 เข็มจะลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ 6-8% แต่เข็ม 3 ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิต 93% เข็ม 4 ป้องกันติดเชื้อ 76% ป้องกันป่วยหนักและ เสียชีวิต 96% จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งรัดเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะช่วงต่อไปที่จะเปิดประเทศและเปิดกิจกรรมให้ทำมากขึ้น โดยคำแนะนำของไทย คือคนอายุ 12 ปีขึ้นไปสามารถรับเข็มกระตุ้น ไม่ว่าเข็ม 3 หรือ 4 ได้ตามที่กำหนดคือ ฉีดเข็ม 2 เกิน 3 เดือนขึ้นไปรับเข็ม 3 กลุ่ม 608 ที่ฉีดเข็ม 3 แล้ว 3 เดือนให้รับเข็ม 4 และคนทั่วไปรับเข็ม 3 แล้ว 4 เดือนให้รับเข็ม 4

“ขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด เข็มหนึ่ง 56.7 ล้านคน คิดเป็น 81.7% เข็มสอง 52.7 ล้านคน คิดเป็น 75.9% และเข็มสามขึ้นไป 28.5 ล้านคน คิดเป็น 41.1% ซึ่งเป้าหมายเพื่อเปิดกิจการปลอดภัยยิ่งขึ้น เข็มกระตุ้นหรือเข็ม 3 ขึ้นไปต้อง 60% จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีน ซึ่งยังขาดอีก 15-20 ล้านโดสที่ต้องเร่งฉีดในระยะนี้ ทั้งนี้มี 20 จังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นถึง 60% แล้ว ได้แก่ ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ กทม. พระนครศรีอยุธยา น่าน สระบุรี ลำพูน ระยอง นครนายก ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ยโสธร สมุทรสงคราม ชลบุรี ลพบุรี มหาสารคาม และนครปฐม ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดใหญ่ๆ และจังหวัดแถบพื้นที่ภาคกลาง”

ชี้‘ชนบท’ยังฉีดเข็มกระตุ้นน้อย
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า การจัดหาวัคซีน กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการผ่านคณะกรรมการหลายคณะ และศบค. โดยปี 2564 มีแผนจัดซื้อ 121 ล้านโดส ฉีดได้ 104.4 ล้านโดส ปี 2565 มีแผนจัดซื้อ 120 ล้านโดส ลงนามสัญญาซื้อแล้ว 90 ล้านโดส ส่งมอบแล้ว 36 ล้านโดส และฉีดแล้ว 34 ล้านโดส หลายคนอยากทราบว่าต้องฉีดทุกปีหรือไม่ แบบไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่มีแผนเตรียมไว้แล้ว โดยวัคซีนปี 65 เข้ามาแล้ว 36 ล้านโดส จากแผน 120 ล้านโดส ส่วนที่เหลือก็สำรองไว้ปีหน้า หากต้องฉีดเข็มกระตุ้นทุกปีต่อไป ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ ถ้าเทียบคนไทย 70 ล้านคน ฉีดคนละ 2 เข็ม คือ 140 ล้านโดส ขณะนี้เราฉีดได้ 138 ล้านโดส ถ้าต้องฉีด 3 เข็ม คือ 210 ล้านโดส ตอนนี้ปริมาณวัคซีนที่จัดซื้อทั้งหมดมี 138 ล้านโดส ก็ยังห่างอยู่ แต่เรามีสัญญาการส่งมอบในมือ หากมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จำเป็นต้องหาวัคซีนเพิ่มเติม เราก็มีแหล่งที่หามาเพิ่มเติม และเรามีแผนจัดหาวัคซีนให้เหมาะสมและสอดคล้องคนไทย

“หลายคนยังไม่แน่ใจเรื่องเข็มกระตุ้น ย้ำว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นทุกชนิดทุกสูตรที่มี ซึ่ง สธ.วิเคราะห์ข้อมูลและเสนอหลายครั้งว่าทุกชนิดมีประสิทธิภาพดี แต่อันไหนดีกว่าก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะไม่มีชนิดใดป้องกันการติดเชื้อ 100% แต่ลดความรุนแรงป้องกันการเสียชีวิตได้ดี” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญคือตอนนี้ประชาชนเริ่มไม่ค่อยอยากรับวัคซีน จากการสำรวจศึกษาพบหลายเหตุผล คือ 1.กลัวผลข้างเคียง ไม่มั่นใจ ย้ำว่าผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับวัคซีนอื่น จึงไม่ต้องกังวล มีประโยชน์ต่อการป้องกันติดเชื้อและอาการรุนแรง 2.คิดว่าฉีด 2 เข็มเพียงพอ ซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะปลอดภัยกับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 2 เข็มไม่พอ 3.สายพันธุ์โอมิครอนไม่รุนแรง ไม่ต้องรับวัคซีน พูดได้ไม่ชัดนัก คือไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมและเดลตา แต่ทำให้กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตได้เช่นกัน 4.กังวลผลระยะยาวของวัคซีน mRNA ซึ่งเป็นวัคซีนใหม่ ยังไม่มีใครบอกได้ แต่คิดว่าคงไม่มีผลมากนัก และคนฉีดไปมากแล้ว หากกังวลก็มีวัคซีนอื่นให้เลือกฉีด และ 5.ผู้สูงอายุมารับวัคซีนลำบาก ก็พยายามกระจายไปถึงใกล้บ้านมากที่สุด ทั้งระดับ รพ.สต. ร.พ.ชุมชน ร.พ.ศูนย์ ร.พ.ทั่วไป หรือศูนย์อื่นๆ จะมีวัคซีนฉีดเพียงพอให้

“กลยุทธ์ให้ประชาชนรับวัคซีนมากขึ้น เน้นย้ำแต่ละจังหวัดให้จัดทำแผนตัวเอง ดูว่าเข็มกระตุ้นขาดเท่าไร จำเป็นต้องฉีดเท่าไร วิเคราะห์เป็นรายอำเภอ เนื่องจากวิเคราะห์จากส่วนกลางพบว่าส่วนใหญ่ที่ฉีดวัคซีนครบอยู่ในอำเภอเมือง ส่วนอำเภอห่างไกลหรือชนบทยังขาดการฉีดวัคซีนค่อนข้างน้อย บางอำเภอฉีดเข็ม 3 ไม่ถึง 10% ซึ่งหลายจังหวัดเริ่มรณรงค์แล้ว หวังว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันจะได้เปิดกิจการต่างๆ ได้มั่นใจและปลอดภัย” นพ.โอภาสกล่าว

เมื่อถามถึงการฉีดเข็ม 5 นพ.โอภาสกล่าวว่า วัคซีนเข็ม 3 ขึ้นไปเรียกว่าเข็มกระตุ้น ซึ่งเข็ม 5 ยังไม่มีคำแนะนำทางการ เพราะข้อมูลยังมีไม่พอ ประชาชนหลายคนฉีดเข็ม 5 แล้ว กลุ่มไหนควรฉีดบ้าง ขึ้นกับความจำเป็นแต่ละบุคคล เช่นบางคนไปบางประเทศบังคับฉีดวัคซีนบางชนิด เช่น จีนกำหนดซิโนแวค ซิโนฟาร์ม, ญี่ปุ่น ต้องฉีด 3 เข็ม กระตุ้นด้วย mRNA หรือแพ้วัคซีนขอฉีดอีกตัวก็ฉีดให้ หรือฉีด 4 เข็ม ตรวจภูมิไม่ค่อยขึ้น มีโรคประจำตัวบางอย่างเจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น ก็พิจารณาฉีดเข็ม 5 ได้ ใช้เหตุผลแต่ละบุคคล และดุลพินิจแพทย์ ไม่มีคำแนะนำวงกว้าง แต่ตอนนี้ฉีดเข็ม 3 ยังมีคนจำนวนมากยังไม่ฉีด ขอให้คนยังไม่ฉีดให้รีบไปฉีด จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ชุมชน และครอบครัว ประเทศไทยผ่านพ้นโควิดได้อย่างดี

‘ฝีดาษลิง’ติดเชื้อแล้ว900ราย
นพ.โอภาส กล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า สำหรับสถานการณ์ ทั่วโลก เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เจอผู้ป่วยยืนยัน 900 กว่าคน ใน 43 ประเทศ แม้กระจายหลายประเทศ แต่ลักษณะการระบาดไม่เร็วเมื่อเทียบโควิดหลังมีรายงานมาเป็นเดือน หากเป็นโควิดอาจขึ้นหลัก 10 ล้านคนแล้ว แต่ฝีดาษลิงยังไม่ถึงหลักพัน ถือว่ากระจายไม่เร็ว อาการไม่รุนแรง และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต จึงไม่ต้องกังวลว่าจะติดเร็ว แต่เราไม่ประมาท สธ.จัดระบบเฝ้าระวัง โดยมีระบบคัดกรองคนเดินทางจากต่างประเทศ และกำหนดนิยามวินิจฉัยผู้ป่วย เตรียมห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยและสอบสวนควบคุมโรค และเตรียมจัดหาวัคซีนหากจำเป็นต้องใช้ ขณะนี้ที่มีรายงานจะเป็นทางยุโรป เช่นสเปน อังกฤษ โปรตุเกส เยอรมนี รวมถึงแคนาดา ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการสงสัยก็ไปพบแพทย์ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยต่อไป

“องค์การอนามัยโลกประเมินโรคฝีดาษลิงว่าเป็นความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน แม้จะเจอหลายประเทศ แต่การ กระจายไม่เร็ว อาการไม่รุนแรงมากนัก ยังไม่ต้องจำกัดการเดินทาง และไม่ได้ประกาศเป็นโรคอันตราย เพียงแต่ให้เตือนระมัดระวังและจัดระบบเฝ้าระวัง ซึ่งประเทศไทยก็ดำเนินการแล้ว ซึ่งจากการเฝ้าระวัง ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในไทย แต่เคยมีผู้ต้องสงสัย 6 ราย แต่ตรวจแล้วเป็นเชื้อเริม ไม่ใช่ฝีดาษลิง ไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ความเสี่ยงอาจเกิดได้ แต่เชื่อว่าระบบเฝ้าระวังและความร่วมมือในการคัดกรอง ถ้าเจอใครมีตุ่มสงสัย ก็ส่งให้แพทย์วินิจฉัยและดูแลต่อไป” นพ.โอภาสกล่าวและว่า ไม่ต้องกังวลเกินไป ประเทศไทยพร้อมดำเนินการ แม้มีโอกาสพบผู้ป่วยเดินทางเข้าไทยได้ เพราะไทยเป็นประเทศเปิด รับคนเดินทางจากทั่วโลกเพื่อกิจกรรมการใช้ชีวิตกลับสู่ปกติ แต่ความร่วมมือที่ดีจะตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไปได้

นพ.โอภาสกล่าวว่า วัคซีนไม่ใช่สิ่งจำเป็นมากในตอนนี้ แต่เราต้องเตรียมการเผื่อสถานการณ์ต่างๆ ให้มีวัคซีนไว้ใช้ กำลังสอบถามไปที่องค์การอนามัยโลกที่มีคลังวัคซีนสำรองอยู่ แต่เป็นวัคซีนฝีดาษคน ส่วนวัคซีนฝีดาษลิงเนื่องจากเป็นเชื้อใหม่ การศึกษาวิจัยหรือการพัฒนาผลิตยังไม่มากนัก ต้องสอบถามบริษัทต่างๆ ที่สุ่มวิจัยอยู่ เราติดต่อไว้หลายเจ้าว่าหากมีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพก็ให้แจ้งเราด้วยเพื่อที่เราจะได้สอบทานเรื่องการจัดหาวัคซีนต่อไป

ติดโควิดอีก 2.1 พัน-ตาย 27
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานผู้ป่วยโควิด รายใหม่ 2,162 ราย สะสม 4,468,955 ราย หายป่วยเพิ่ม 4,879 ราย หายป่วยสะสม 4,409,248 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 27 ราย เสียชีวิตสะสม 30,198 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 29,509 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI, CI 15,676 ราย อยู่ในร.พ. 13,833 ราย อาการหนัก 761 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 375 ราย และติดเชื้อเข้าข่าย ATK 2,438 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 10.8% ทั้งนี้ มีการติดเชื้อในเรือนจำ 1 ราย และเดินทางจากต่างประเทศ 2 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 27 ราย มาจาก 17 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา 4 ราย, กทม. เชียงใหม่ จังหวัดละ 3 ราย, อุบลราชธานี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 ราย และนนทบุรี สมุทรปราการ ศรีสะเกษ เชียงราย ลำปาง พะเยา สงขลา กาญจนบุรี อุทัยธานี ลพบุรี และนครนายก จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 13 ราย และหญิง 14 ราย อายุ 47-92 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว 96%

‘อนุทิน’ยันเฝ้าระวัง‘ฝีดาษลิง’
วันเดียวกัน ที่สถาบันบำราศนราดูร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษในไทยว่า กรมควบคุมโรคติดตามเฝ้าระวังอยู่ตลอด หวังว่าทุกคนน่าจะดูแล ตัวเองได้ เราต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัส ต้องรู้ว่ากลุ่มเสี่ยงอยู่ตรงไหน แล้วหลีกเลี่ยงการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยง ส่วนกรณีงาน ไพรด์ ที่สีลม คนที่ร่วมงานก็ต้องเฝ้าระวังตามวิธีปฏิบัติตน ส่วนสธ.ก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน ทั้งนี้ สธ.ก็บอกไปยังสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานถึงวิธีการปฏิบัติตัว และมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมาตลอด

“ฝีดาษลิงดูเป็นโรคที่น่ากลัว แต่อัตราการเสียชีวิตไม่เหมือนกับไข้เลือดออก หรือโรคโควิด-19 แต่ฝีดาษลิงแสดงออกให้เห็นชัดว่าน่ากลัว จึงต้องระวัง เป็นโรคติดต่อจากการสัมผัส การเดินทางของผู้คนจำนวนมากก็มีโอกาสที่ประเทศไทยจะเจอผู้ติดเชื้อได้ สิ่งที่เราต้องเตรียมคือเวชภัณฑ์ ยา การรักษา” นายอนุทินกล่าว

อัด‘หมอชนบท’ปมวัคซีนโควิด
นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีชมรมแพทย์ชนบทตั้งข้อสังเกตถึงวัคซีนโควิด-19 ล้นคลัง และกระจายไปรพ.สต.เพื่อกำจัดวัคซีนว่า ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย การพิจารณาจัดหาวัคซีนเริ่มตั้งแต่กรมควบคุมโรค สำนักงานปลัด สธ. และ สธ. ก่อนเสนอไปศบค. ทุกอย่างมีขั้นตอน แต่ใครทักท้วงอะไรมาเราก็รับฟัง ถ้าทักมาด้วยเจตนาที่ดี เราก็พร้อมจะพัฒนา แก้ไข แต่หากทักมาด้วยเจตนาที่ขอแค่ได้ทัก ให้ได้พูดก็คงต้องชี้แจงกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียเวลา คนในกระทรวงเดียวกันแท้ๆ ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก่อน อย่าไปเที่ยววุ่นวายกับคนอื่น

เมื่อถามต่อว่าวัคซีนล้นสต๊อกจนต้องกระจายไปยังรพ.สต. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ตอนที่ไม่มีวัคซีนก็บอกว่าขาดวัคซีน ตอนที่มีวัคซีนเชื้อตายก็บอกว่าทำไมไม่มีวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ พอมีไวรัลเวกเตอร์มาก็บอกว่าทำไมไม่มีวัคซีนชนิด mRNA แล้ววัคซีนที่บอกว่าล้นสต๊อกนั้น ถามว่าถ้าสั่งวัคซีนมาให้เท่ากับจำนวนคนเลยได้หรือไม่ ไม่ต้องเผื่อเลยได้หรือไม่ แล้ววัคซีนที่ได้มาก็ไม่ใช่สิ่งที่เราซื้ออย่างเดียว แต่มีคนบริจาคมาให้ด้วยหลายสิบล้านโดส ถามว่าเราจะปฏิเสธไหม เวลาที่พูดต้องดูว่าแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร

เมื่อถามต่อว่าชมรมแพทย์ชนบทเสนอให้ชะลอการสั่งซื้อ นายอนุทินกล่าวว่า กรมควบคุมโรค สธ. มีการประชุมอีโอซีทุกวัน มีอาจารย์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คณะกรรมการโรคติดต่อ มีศบค. ทุกอย่างทำด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยทั้งประเทศ ชมรมแพทย์ชนบทส่วนใหญ่ก็เป็นแพทย์ในสังกัดสธ. หากมีข้อเสนออะไรก็บอกกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) ผู้ตรวจราชการในฝ่ายที่ตัวเองสังกัดได้ เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมอีโอซีที่ปลัดสธ.ประชุมเป็นประจำอยู่แล้วตามระบบ

‘บิ๊กตู่’พร้อมให้ถอดแมสก์
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานในงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ประจำปี 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแทนถึงผลสรุปผลงานการปราบปรามต่อต้านการค้ามนุษย์

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เตรียมเสนอศบค.ให้คนกรุงเทพฯ ได้ถอดหน้ากากอนามัยในสถานที่เปิด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “พิจารณาอยู่แล้ว หลายเรื่องศบค. พิจารณาล่วงหน้าอยู่แล้ว ขอให้ฟังเขา”

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศดีขึ้นตามลำดับ และมีการผ่อนคลายมาตรการให้หลายพื้นที่สามารถดำเนินกิจการ กิจกรรม ทำให้ภาครัฐ เอกชน ประชาชน หลายกลุ่มมีการ จัดงานหรือกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ อาทิ งาน Pride Month 2022 งานดนตรีในสวน ซึ่งการจัดกิจกรรมนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายธนกรกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีย้ำเตือนอย่าชะล่าใจ ทุกคนยังคงต้องดูแลตนเอง ปฏิบัติตามมาตรการของทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตนเอง พร้อมฝากถึงผู้จัดงาน จัดกิจกรรม ไม่ว่าจะดำเนินการโดยภาครัฐหรือภาคเอกชน ประชาชน ต้องอยู่ภายใต้มาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง โดยนายกฯ กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ หลังจากนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อม หากเกิดคลัสเตอร์ใหม่เพื่อที่จะสามารถรับมือได้ทันท่วงที

เลขาฯ สมช.ชี้รอศบค.เคาะ
เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เตรียมเสนอให้ที่ประชุมศบค.พิจารณาผ่อนคลายให้ถอดหน้ากากอนามัยในพื้นที่โล่งแจ้ง รวมขอขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงจากเวลาเที่ยงคืนเป็นตีสองในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า นโยบายของศบค.ตั้งแต่ช่วงแรกซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.มีนโยบายชัดเจนอยู่แล้วว่าให้พยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด เพราะต้องการให้ประชาชนประกอบอาชีพได้อย่างปกติเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินได้ ขณะเดียวกันเรื่องความปลอดภัย เพราะถ้าความปลอดภัยไม่เกิดสิ่งที่ศบค.ได้ผ่อนคลายไปแล้วเกิดความไม่รอบคอบก็จะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ก็จะได้รับผลกระทบซ้ำเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก

พล.อ.สุพจน์กล่าวต่อว่า กระบวนการทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ศปก.ศบค.ซึ่งตนกำกับดูแลมีการประชุมสัปดาห์ละครั้งโดยทุกหน่วยงานจะเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอปัญหา ข้อพิจารณาต่างๆ ซึ่งศปก.ศบค.จะรวบรวมให้เป็นแนวทางตามที่รัฐบาลกำหนด คือจะต้องให้มีการผ่อนคลายแบบเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้ความปลอดภัย

พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ส่วนการผ่อนคลายเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ ไปถึงเวลาตีสองนั้น เมื่อมีการผ่อนคลายหลายกิจกรรมกิจการที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาแล้วก็จะประเมิน 10 วัน ดังนั้น อีกไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การฝ่าฝืน ละเมิดกฎหมาย การให้ความร่วมมือน้อย หรือไม่ให้ความร่วมมือของผู้ประกอบการเป็นอย่างไร ดังนั้น โรดแม็ปที่วางไว้คือในรอบ 10 วันก็จะประชุมเพื่อประเมินและพิจารณาขยายเพิ่ม เช่น หากเป็นไปตามนโยบายทั่วประเทศก็อาจจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมดได้ สถานบริการทั้งหมดที่ตั้งเป้าเอาไว้จะต้องเปิดบริการได้เหมือนภาวะปกติ ภายใต้มาตรการควบคุมโรค ดังนั้น เรื่องดังกล่าวก็จะโยงการถอดหน้ากากอนามัย ซึ่งเราได้ยินกันแล้วว่าจ.ภูเก็ต กรุงเทพฯ ก็อยากจะเปิดนำร่อง จึงเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณากันว่าระหว่างจะให้ประชาชนประกอบอาชีพได้กันเต็มรูปแบบตามที่นายกฯ และรัฐบาลกำหนด กับการป้องกันไม่ให้เกิดความ เสียหายซ้ำสอง หรือเกิดผลกระทบขึ้นมาอีก เราจะมีวิธีการอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานจะหารือร่วมกัน เมื่อได้แนวทางแล้วจึงจะนำเสนอที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่

ฮึ่มประกาศโดยพลการไม่ได้
“ดังนั้น ถ้าเราดูบรรยากาศถึงปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงมากเพราะประชาชนให้ความร่วมมือ สถานประกอบการก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรค แต่ยังมีข้อกังวลข้อเดียวที่เป็นอยู่คือวัคซีน เพราะบางพื้นที่มีตัวเลขการฉีดวัคซีนเปอร์เซ็นต์น้อยมาก โดยเฉพาะในบางจังหวัดยังน่าเป็นห่วง แต่บางพื้นที่ก็มีการชดเชยด้วยพฤติกรรมของประชาชน เพราะถึงแม้ว่าฉีดวัคซีนไม่มากนักแต่ดำรงอยู่ได้ภายใต้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่น้อย อย่างไรก็ตาม เราเตรียมแผนไว้แล้ว เพียงแต่จะต้องประเมินและพิจารณาว่าทำตามแผนได้หรือไม่”

พล.อ.สุพจน์กล่าวด้วยว่า เรื่องการถอดหน้ากาก มีข้อกำหนดเป็นกฎหมายกำกับไว้ เพราะฉะนั้นหากผ่านการพิจารณาจากศปก.ศบค.หรือมีข้อเสนอจากส่วนราชการต่างๆ แล้ว จะต้องเสนอไปยังศบค.เพื่อแก้กฎหมาย แก้ข้อกำหนดที่ออกโดยพ.ร.ก. ซึ่งขณะนี้ข้อกำหนดฉบับที่ 24 กำกับไว้เรื่องหน้ากากอนามัย โดยใครจะไปสั่งให้ถอดอะไรโดยพลการไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าอยากให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพตามปกติของกฎหมายปกติ ซึ่งจะเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าการเร่งให้ถอดหน้ากากอนามัย โดยจะเป็นการพิจารณากฎหมายควบคู่กันไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน