ศาลลดโทษจากประหารชีวิต นายดาบอีกคนโดน5ปี4เดือน ร่วมกันฆ่าโดยทรมานทารุณ แม่โฮพฤติการณ์ยิ่งกว่าคลิป

พิพากษาลดประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิตอดีตผกก.โจ้พร้อมลูกน้องอีก 5 คน ระบุคลุมถุงดำ 7 ใบเจตนาฆ่าโดยทารุณโหดร้ายเหยื่อค้ายา ส่วนดาบตำรวจอีกคนรอดแต่โดนจำคุก 8 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จ่ายให้พ่อ-แม่คนละ 3 แสน บรรเทาผลร้ายในคดี ลดโทษเหลือจำคุก 5 ปี 4 เดือน ด้านพ่อพอใจผลคำพิพากษา เตรียมยื่นฟ้องแพ่ง ไม่อยากอาฆาต ส่วนแม่อยากให้สั่งประหารชีวิตตายตามลูก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.180/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาทุจริต 3 น.ส.จันทร์จิรา ธนะพัฒน์ เรืออากาศตรีจักรกฤษณ์ กลั่นดี ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรค์, พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง สว.สส., ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค รอง สวป., ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา รอง สวป., ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว ผบ.หมู่ ป., ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น ผบ.หมู่ ป. และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผบ.หมู่ ป. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็น เจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้ง 2 คน

สืบเนื่องเมื่อช่วงระหว่างวันที่ 4-6 ส.ค. 2564 พวกจำเลยจับกุมนายจิระพงษ์ หรือมาวิน ธนะพัฒน์ ผู้เสียชีวิต และถูกควบคุมไว้ในคดียาเสพติดและถูกฆ่าถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ที่ สภ.เมืองนครสวรรค์

จำเลยทั้ง 7 คนให้การปฏิเสธ ฐานฆ่าผู้อื่นฯ และให้การรับสารภาพข้อหาที่เหลือ วันนี้อัยการโจทก์ โจทก์ร่วมที่ 1-2 ทนายโจทก์ร่วมและทนายจำเลยมาศาล โดยวันนี้ศาลอ่านคำพิพากษาผ่านวิธีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม สถานที่คุมตัวจำเลยทั้งหมด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลย ที่ 1-7 กับพวกรวม 13 คนล่อซื้อจับกุมนายจิระพงษ์หรือมาวิน กับแฟนสาว คดียาไอซ์ จากนั้นจำเลยที่ 1-5 และ 7 นำตัวผู้ตายมาสอบสวนเพื่อขยายผลจับกุมยาเสพติด ที่ห้องปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือห้อง 05 โดยไม่ทราบว่ามีการติดกล้องวงจรปิด แต่เมื่อศาลเปิดภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิด ก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลในภาพและมีพยานโจทก์ปากอื่นที่เป็นเจ้าหน้าที่กองตรวจพิสูจน์หลักฐาน เบิกความยืนยันว่าไม่พบการตัดต่อคลิปภาพดังกล่าว ซึ่งมีการใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ตายทีละใบ จนครบจำนวน 7 ใบ นาน 6 นาทีเศษ ใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้เข่าทับร่างกายมิให้ดิ้นรนขัดขืน เพื่อบังคับให้ผู้ตายบอกข้อมูลที่ซุกซ่อนยาเสพติด เมื่อตรวจดูโทรศัพท์ผู้ตายแล้วเจอภาพยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง และข่มขู่ว่า “กูจะเอามึงยันตาย หากไม่บอกความจริง” จนผู้ตายส่งเสียงร้อง และพลัดตกจากเก้าอี้และหมดสติอยู่ที่พื้นห้อง จากนั้นจำเลยที่ 1 และพวกได้ช่วยกันปั๊มหัวใจ ตรวจดูชีพจร แต่พบว่าผู้ตายหมดสติแล้ว จากนั้นจึงพากันนำส่งโรงพยาบาลปริ๊นซ์ ปากน้ำโพ ซึ่งแพทย์ได้ช่วยเหลือจนสามารถกู้สัญญาณชีพกลับมาได้ แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต

การที่จำเลย 1,2,3,4,5 และ 7 ใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ตายย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้ตายอาจขาดอากาศหายใจได้ ซึ่งการตายเป็นผลโดยตรงจากการถูกคลุมศีรษะด้วยถุงพลาสติก จนขาดอากาศหายใจ การกระทำของจำเลยทั้ง 6 คน จึงมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยใช้ถุงพลาสติก 7 ใบใช้คลุมศีรษะทีละใบด้วยความโหดร้ายทรมาน

ส่วนด.ต.ศุภากร จำเลยที่ 6 ฟังได้ว่า แม้จะมีส่วนร่วมกับการจับกุมตัวนายจิระพงษ์ หรือมาวิน แต่เมื่อจำเลยที่ 1-5 และ 7 นำตัวมาสอบสวนขยายผลยาเสพติด จำเลยที่ 6 ได้เข้าไปยังห้องที่เกิดเหตุดังกล่าวแล้วเห็นว่าผู้ตายนอนหมดสติอยู่ที่พื้นห้อง ก็ตื่นตกใจและได้เดินออกจากห้องไปไม่กลับเข้ามาอีก จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกให้ช่วยนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล จึงได้เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-5, 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157, 289 (5) มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล โดยทรมานหรือโดยกระทำ ทารุณโหดร้าย, 308 วรรคสอง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

การกระทําความผิดของจำเลยที่ 1-5,7 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ฐานร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และฐานร่วมกันฆ่าอื่นผู้โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายเป็นการกระทำ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1-5,7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาเล็งผลตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต

ส่วนการกระทําความผิดของจำเลยที่ 6 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และฐานร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง และทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจ ต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ความผิดบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 มีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 8 ปี

อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งเจ็ดรับข้อเท็จจริงบางส่วนและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง หลังเกิดเหตุ จําเลยทั้งเจ็ด พยายามช่วยเหลือผู้ตายโดยช่วยปั๊มหัวใจผู้ตาย และรีบนำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาล จนแพทย์ช่วยรักษาผู้ตายมีสัญญาณชีพและหัวใจกลับมาเต้นก่อนที่ผู้ตาย จะถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รู้สึกความผิดช่วยค่าปลงศพผู้ตายเป็นเงิน 30,000 บาท และวางเงินบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วมบิดามารดาทั้งสองคนละ 300,000 บาท นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-5,7 ไว้ตลอดชีวิต คงจำคุกจำเลยที่ 6 ไว้ 5 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

ส่วนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย โดยกระทำทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดเป็นเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้น โดยผลของมาตรา 5 ดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดาและมารดาของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงเป็นผลให้โจทก์ร่วมทั้งสอง ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1วรรคหนึ่ง ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้การยกคำร้องขอดังกล่าวมิได้เป็นการตัดสิทธิ ในการเรียกร้องค่าสินไหมของโจทก์ร่วมทั้งสอง แต่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องไปดำเนินการเรียกเอากับหน่วยงานของรัฐที่จำเลยทั้งเจ็ดสังกัดอยู่

วันพิพากษา – บิดามารดานายมาวิน ธนะพัฒน์ เหยื่ออดีตผกก.โจ้คลุมถุงดำ เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยศาลสั่งประหารชีวิตผกก.โจ้และลูกน้องรวม 6 คน ก่อนลดโทษเหลือจำคุก ตลอดชีวิต ที่ศาลคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.

ภายหลังฟังคำพิพากษา ร.ต.จักรกฤษณ์ กลั่นดี บิดา เปิดเผยว่า ศาลอ่านคำพิพากษาละเอียดมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ตนยังไม่เห็นคลิป อดีตผู้กำกับโจ้ได้เข้ามากอดพ่อกอดแม่แล้วร้องไห้ ซึ่งพอได้ฟังศาลอ่านพฤติการณ์อย่างละเอียด ก็รู้สึกคาดไม่ถึงว่าจะทำขนาดนี้ ส่วนเรื่องการเรียกร้องค่าสินไหม หลังจากนี้ก็จะไปฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งตอนแรกได้คำนวณค่าเสียหายจากการที่หากมาวินมีชีวิตอยู่อีก 10 ปี จะสามารถดูแลครอบครัวได้เป็นเงิน 1.5 ล้าน แต่ก็มีทนายความมาแนะนำว่าให้เพิ่มวงเงินจึงขอปรึกษากันก่อน

พ่อของเหยื่อถุงดำกล่าวต่อว่าระหว่างฟังคำพิพากษาวันนี้ ได้เห็นท่าทีของจำเลย ก็คิดว่าเขาคงคิดว่าทำในสิ่งที่คิดว่าถูกแล้ว ซึ่งตนเข้าใจในการทำงาน แต่เมื่อพลาดพลั้งไปแล้ว และมีการรวมกลุ่มกัน ก็น่าจะห้ามปราม ไม่ใช่ร่วมกันทำให้บอบช้ำทั้งตัว ส่วนโทษที่ศาลตัดสินในวันนี้ ตนพอใจแล้ว และคงจะไม่สู้ต่อในชั้นต่อไป เพราะมองว่าไม่อยากจะไปพยายามอาฆาตกัน

“การบรรยายของศาลวันนี้ มีช่วงที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ คือ การเพิ่มจำนวนถุงดำเรื่อยๆ และปิดรัดแน่น จนลูกชายไม่มีอากาศหายใจ แม้พยายามจะปั๊มหัวใจแต่ลูกชายตนก็ไปแล้ว อีกทั้งยังสะเทือนใจตอนที่ศาลบอกว่า จำเลยมีการเอากุญแจมือมาใส่ที่เท้าของลูกชายด้วย ซึ่งตอนที่ฟัง แม่ก็ยืนร้องไห้ อยากให้จำเลยได้รับบทเรียน สิ่งที่ทำไปต้องชดใช้” บิดาของนายมาวินกล่าว

ส่วนตำรวจที่เป็นผู้ติดตั้งกล้องวงจรปิด ตนเองเคยได้เจอหนึ่งครั้ง เขาบอกกับตนว่า หากเป็นอะไรไปก็ทำใจแล้ว และขอโทษที่ช่วยน้องไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จึงต้องนำคลิปออกมาเผยแพร่ ซึ่งตนก็อยากจะเจอกับตำรวจคนนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อขอบคุณ กรณีการเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ต้องไปฟ้องร้องเรียกกับหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยนั้น ตนขอปรึกษากันกับทนายความก่อน

น.ส.จันทร์จิรา แม่ของมาวิน ระบุว่า วันนี้ตนไม่รู้ว่าจำเลยเขาสำนึกจริงหรือไม่ แต่แม่ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำให้ลูกแม่ตายแบบนี้ แต่ส่วนตัว แม่อยากให้ลงโทษประหารชีวิต ให้จำเลยเป็นไปตามลูก เพราะจากที่ฟังศาลบรรยาย พฤติการณ์มันยิ่งกว่าที่ตนเคยดูคลิป ฟังแล้วรับไม่ได้ จึงอยากให้ประหาร แลกกับชีวิตลูกตน

สำหรับบรรยากาศผ่านจอภาพวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ทางฝั่งเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าอดีตผู้กำกับโจ้ ร่างกายสมบูรณ์ โดยเป็นผู้จัดแจงตำแหน่งที่นั่งของจำเลยทุกคน รวมถึงจัดตำแหน่งกล้องที่ส่งสัญญาณภาพด้วยตนเอง ซึ่งทีแรกยังมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความวิตกกังวล ทั้งนี้ ก่อนศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา อดีตผู้กำกับโจ้ได้สอบถามทางทนายความว่าได้ยื่นบันทึกผลการทำงานตลอดช่วงการรับราชการประกอบไปกับคำแถลงการณ์ปิดคดีของตนแล้วหรือไม่

หลังจากนั้นระหว่างรอการฟังคำพิพากษา อดีตผู้กำกับโจ้ เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด และก้มหน้าขมวดคิ้ว จนเมื่อศาลกำลังจะเริ่มอ่านคำพิพากษา จึงได้ยกมือขออนุญาตศาล อ่านแถลงการณ์ต่อศาล แต่ศาลไม่อนุญาต โดยระบุว่าวันนี้เป็นการนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ก่อนหน้าทางศาลได้รับคำแถลงการณ์ปิดคดีทั้งหมด 454 หน้า ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดการปิดคดี คำแถลง และผลการทำงานในขณะที่รับราชการเป็นตำรวจมาทั้งหมดแล้ว ซึ่งจำเลยได้กล่าวกับศาลว่า ตนเพียงแค่อยากกล่าวขอโทษทุกคนและอยากอธิบายให้เข้าใจในสิ่งที่ทำ เพราะที่ผ่านมาทนายความไม่เคยมาพบที่เรือนจำ และตนยังไม่เคยเห็นคำแถลงปิดคดีของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้แถลงการณ์ และในช่วงที่ศาลอ่านพิพากษาลงโทษประหารชีวิต และลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต จำเลยมีแววตาเคร่งเครียด ท่าทีนิ่งเฉย บางช่วงยืนหลับตาเงยหน้ารับฟังคำพิพากษาของศาล

ส่วนบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าระหว่างที่ศาลได้อ่านบรรยายพฤติการณ์ของจำเลย จากหลักฐานคลิปกล้องวงจรปิดว่าระหว่างเกิดเหตุมาวินส่งเสียงร้องโอดโอยจากการถูกทรมาน และถูกกระทำอย่างไรบ้าง น.ส.จันทร์จิรา แม่ของ มาวิน ได้ยืนร้องไห้ ซับน้ำตาตลอดเวลา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน