ราคาขึ้นทุกวัน ปลาทับทิม100

อ่วมแพงพุ่งยกแผงไม่หยุด ไข่เป็ดปรับราคาอีก 10 สตางค์ใกล้แตะฟองละ 5 บาท ปลาสวายก็ขยับราคาอีกกิโลละ 5 บาท เป็นก.ก.ละ 55-60 บาท ปลาทับทิมพุ่งพรวดโลละ 100-110 บาทแล้ว หลังขยับขึ้นอีก 5 บาท พริกขี้หนูจินดาแพงอีก ขึ้นพรวด 10 บาท เป็นกิโลละ 120-130 บาท ไก่สดก็ขึ้นราคาอีกกิโลละ 5 บาท ทั้งน่อง สะโพก เป็นกิโลละ 80-85 บาท ด้านปาล์มทะลายก็ปรับราคาด้วย ‘บิ๊กตู่’ จี้หน่วยงานรัฐเร่งคลอดมาตรการสู้ของแพง คลังยังนิ่ง 20 ก.ค. ครบอุ้มภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดให้ 5 บาทต่อลิตรแล้วจะช่วยต่อหรือไม่ ชี้ต้องดูภาพรวมการจัดเก็บรายได้ด้วย

ไข่เป็ด-พริกแพงกระฉูดอีก
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. จากการสำรวจราคาอาหารสด ในเขตกรุงเทพมหานคร ของกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ประจำวันที่ 7 มิ.ย.2565 เมื่อเปรียบเทียบกับหนึ่งวันก่อนหน้าคือวันที่ 6 มิ.ย. พบว่ามีสินค้าหลายรายการปรับราคาสูงขึ้น ได้แก่ ไก่มีชีวิต-ทั่วไป หน้าโรงฆ่า กทม. ราคาปรับขึ้น 1 บาท/ก.ก. เป็น 41-43 บาท/ก.ก. เนื่องจากผลผลติออกสู่ตลาดลดลง ขณะความต้องการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น หลังเปิดประเทศเต็มรูปแบบ และมีการบริโภคทดแทนเนื้อสุกร ที่มีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ไก่สดชำแหละ น่อง สะโพก ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 80-85 บาท/ก.ก.

ขณะที่ไข่เป็ดขนาดกลาง ปรับขึ้น 10 สตางค์/ฟอง เป็น 4.80-4.90 บาท/ฟอง เนื่องจากอากาศแปรปรวนร้อนจัด สลับพายุฝนทำให้อัตราการให้ไข่ลดลง ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยลดจำนวนลง เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการเลี้ยงทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้

ส่วนสัตว์น้ำมีการปรับราคาเช่นกัน โดยปลาสวายปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 55-60 บาท/ก.ก. และปลาทับทิมปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 100-110 บาท/ก.ก.

นอกจากนี้ ราคาผักสดหลายรายการยังปรับขึ้นราคา เช่น พริกขี้หนูจินดาปรับขึ้น 10 บาท/ก.ก. เป็น 120-130 บาท/ก.ก. เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีพายุทำให้ดอกร่วงผลผลิตเสียหาย ส่วนแตงกวา คัด ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 40-45 บาท/ก.ก.

สำหรับผลปาล์มทะลาย คุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ราคายังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดปรับขึ้น 0.15-1.6 บาท/ก.ก. เป็น 9.30-10.65 บาท/ก.ก. เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่มาก ขณะที่โรงสกัดยังคงแข่งขันรับซื้อผลปาล์มในราคาสูง เพื่อส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบ ที่มีการซื้อขายล่วงหน้าแล้ว

จี้คลอดมาตรการสู้สินค้าพุ่ง
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขณะนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกยังมีทิศทางปรับขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.65 ได้มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำดีเซลลิตรละ 1 บาท เป็นราคาลิตรละ 34 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถดูแลราคาขายปลีกดีเซลในประเทศไม่ให้สูงเกินไป พร้อมทั้งหนุนให้ราคาขายปลีกในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ลดลง โดยนายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงาน เตรียมมาตรการลดค่าครองชีพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ฝากถึงประชาชนช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยัด เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ภาวะน้ำมันแพงทั่วโลก จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผลมาจากเงินบาทที่อ่อนค่า และตัวเนื้อน้ำมันที่แพงขึ้น เรื่องนี้ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ใช้กลไกของตัวเองดูแลอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ ลดให้ 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน จนถึงวันที่ 20 ก.ค.2565 นั้น ยังบอกไม่ได้ว่าหลัง ครบกำหนดเวลาแล้วจะดำเนินการอย่างไร คงต้องรอพิจารณาสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ว่าจะลดภาษีต่อได้หรือไม่ โดยต้องดูภาพรวมการจัดเก็บรายได้ด้วย

เตี๋ยวยะลากัดฟันไม่ขึ้นราคา
ที่ร้านนุชก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา นางลำไพ เอี้ยงประโคน อายุ 45 ปี หรือเจ๊นุช เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ขายก๋วยเตี๋ยวราคา 40 บาท มานานกว่า 2 ปี แม้เนื้อหมูและวัตถุดิบอื่นๆ จะขึ้นราคามาตลอด แต่ก็ยังขายราคาเดิม เพราะสงสารคนกิน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำ ชาวบ้าน และเด็กนักเรียน ขายราคาเท่านี้ก็พอได้กำไรบ้าง อาศัยขายมานานๆ หากเนื้อหมูมีราคาแพงกว่านี้ก็จะส่งผลกระทบมากขึ้น กำไรจะยิ่งน้อยลงไป แต่ยังยืนยันว่าจะขาย 40 บาทราคาเดิม ตอนนี้วัตถุดิบหลักๆ ที่ใช้มีทั้ง แป้ง นม เนย หมู พริก ผัก ต่างก็ขึ้นราคาขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค.แล้ว แต่ทางร้านยังไม่ปรับราคา และไม่ลดปริมาณ เพราะเป็นสูตรตายตัว ไม่สามารถลดปริมาณลงได้ ถ้าสูตรก๋วยเตี๋ยวผิดเพี้ยนลูกค้าจะหายไปอีก

ตรัง-โคราชก็แพงยกแผง
ที่ตลาดสดเทศบาลนครตรัง จากการสอบถามแม่ค้าขายผักต่างระบุว่า หลังการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ผักมีการปรับขึ้นราคา เช่น พริกแดงพริกเขียวจินดา จาก 100 บาท ปรับเป็น 150 บาทต่อก.ก. ผักกาดขาว จาก 70 บาท ปรับเป็น 100 บาท ต้นหอม จาก 100 บาท ปรับเป็น 200 บาท ผักชี จาก 100 บาท ปรับเป็น 150 บาท ถั่วฝักยาว จาก 40 บาท ปรับเป็น 60 บาท คะน้า จาก 30 บาท ปรับเป็น 40 บาท มะเขือเปราะ จาก 25 บาท ปรับเป็น 45 บาท และอีกหลายชนิดที่ปรับราคา คาดว่าหากราคาน้ำมันยังไม่มีทีท่าจะปรับลดลง ราคาพืชผักก็ยังเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผู้ค้าได้ปรับตัวโดยสั่งผักมาจำหน่ายลดลง เพราะหากส่งมามากจะทำให้ผักเน่าเสีย เนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อลดลงอย่างมาก อีกทั้งการไม่ต่อโครงการคนละครึ่งนั้นทำให้บรรยากาศในตลาดสดเป็นไปอย่างเงียบเหงา หากมีโครงการคนละครึ่งก็จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนเกษตรกร ต.ดอนชมพู อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ก็ได้ปรับราคาผักรับซื้อหน้าสวนเพิ่มขึ้นอีก 20 บาท เช่น ต้นหอม จากที่ราคาก.ก.ละ 25 บาท ปรับขึ้นเป็น 45 บาท พริกแห้ง จาก 130 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 150 บาท โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากต้นทุนในการลงทุนปลูกผักเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ต้องซื้อมาเติมเครื่องสูบน้ำรดผัก ปุ๋ยบำรุงดิน เมล็ดพันธุ์ผัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ใช้ในการลงทุนปลูกผักก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นราคารับซื้อและจำหน่ายผักที่มีต้นทุนสูงมากในรอบหลายปี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน