สหพัฒน์เตือนภัยจี้อุ้มดีเซลฟื้นศก.

วิกฤตครั้งนี้รุนแรงกว่าต้มยำกุ้ง สหพัฒน์โอดหนักสุดรอบ 26 ปีขอถกพาณิชย์ขึ้นราคาสินค้า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจชี้ เศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณ ฟื้นตัว ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้-การจ้างงานไม่ได้ขยับตาม โดนภัยปัญหาสงคราม-น้ำมันแพงซ้ำอีก ส่งผลให้ดัชนีค่าครองชีพพ.ค.ต่ำสุดในรอบ 17 ปี ส่วนดัชนีรายได้ในอนาคตต่ำสุดใน 23 ปี แนะรัฐตรึงราคาน้ำมันต่อ ภาคเอกชนหวั่นดีเซลพุ่งลิตรละ 40 บาท ทำเศรษฐกิจเจ๊งหนักกว่านี้ แนะตั้งทีมภาครัฐ-เอกชนสู้วิกฤต เรือด่วน เจ้าพระยา 3 เส้นทาง ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 1 บาท ตั้งแต่ 14-21 บาท ตั้งแต่ 15 มิ.ย.นี้

ฝนซัด-กุ้งขาวขึ้นราคาอีก
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. จากการสำรวจราคาอาหารสด ในเขตกรุงเทพมหานคร ของกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ประจำวันที่ 8 มิ.ย.2565 เมื่อเปรียบเทียบกับวันก่อนหน้า วันที่ 7 มิ.ย. พบว่า กุ้งขาว ขนาด 60 ตัว/ก.ก. ปรับราคาเพิ่มขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 160 บาท /ก.ก. และกุ้งขาว ขนาด 70 ตัว/ก.ก. ปรับขึ้น 5 บาท/ก.ก. เป็น 150 บาท/ก.ก. เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสภาพอากาศที่ร้อนจัด สลับกับมีพายุฝนเป็นอุปสรรคในการเพาะเลี้ยงกุ้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พณ. เปิดเผยว่า ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์หลังอินโดนีเซีย ยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม จากสถิติราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในปี 2564 พบว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ กึ่งบริสุทธิ์อยู่ที่ขวดละ 54-55 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ขวดละ 68 บาท เนื่องจากราคาเฉลี่ยของ ผลปาล์มดิบปรับเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ย 6.5 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2564 เป็น 9.6 บาทต่อก.ก. ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2565

ทั้งนี้ การขยับราคาน้ำมันปาล์มตลาดโลก เกิดขึ้นจาก 4 สาเหตุหลักคือ ความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกสูง อินโดนีเซียผู้ผลิต สำคัญห้ามส่งออก เกิดภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มผสมเป็นไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นในฐานะพลังงานทดแทน และปัญหาภัยแล้งในแอฟริกาใต้ทำให้ปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองลดลง ภาคการผลิตอาหารส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องหันมาใช้น้ำมันปาล์มเป็นทางเลือกมากขึ้น

2-3 เดือนราคาปาล์มลด
“เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา อินโดนีเซีย ยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มแล้ว คาดว่า อีก 1-2 เดือน วิกฤตด้านราคาน่าจะคลี่คลายลง ปริมาณน้ำมันปาล์มในตลาดเพิ่มขึ้น เพราะ อินโดฯจะหันมาส่งออกมากขึ้นในเดือนมิ.ย. เพราะสต๊อกน้ำมันเต็มกำลังการผลิตแล้ว 6-7 ล้านต้น และข้อมูลจากกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 31 พ.ค.2565 พบว่า ไทยมีสต๊อก อยู่จำนวน 190,000-200,000 ตัน/เดือน เพียงพอต่อความต้องการในประเทศแล้ว และยังส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย” นายรณรงค์กล่าว

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธาน ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพ.ค.2565 ว่าอยู่ที่ 40.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับแต่เดือนก.ย.2564

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 34.6, โอกาสการหางานทำอยู่ที่ 37.8 และรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 48.5 ปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ค่าครองชีพดิ่งสุด 17 ปี
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดงลง เนื่องจากผู้บริโภคกังวลราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกหลังจากรัฐบาลเลิกตรึงราคาที่ 30 บาท ต่อลิตร และทยอยปรับขึ้นไปโดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 35 บาท/ลิตร ทำให้เกิดปัญหา ค่าครองชีพ ราคาสินค้าสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทบต้นทุนการผลิตสินค้า ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว แม้ว่าปัญหา โควิด-19 จะคลี่คลาย และมีการเปิดประเทศ รวมทั้งยังน่ากังวลมากขึ้น เมื่อตัวเลขดัชนี ค่าครองชีพของเดือนพ.ค.อยู่ที่ 6.1 ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 17 ปี 1 เดือน ขณะที่ ดัชนีรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 48.5 ต่ำสุดในรอบ 23 ปี 8 เดือน

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่มี สัญญาณฟื้นตัว โดยดัชนียังอยู่ในช่วงขาลง ต่อเนื่อง ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพราะปัญหาค่าครองชีพที่สูง รายได้ไม่เพิ่มขึ้น การจ้างงานยังไม่เพิ่มขึ้น และยังกังวลน้ำมันจะแพงขึ้นอีก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ต้องติดตามว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5-3% ปีนี้ โดยสัปดาห์หน้า ศูนย์จะทบทวนเป้าหมายคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีอีกครั้ง

แนะรัฐตรึงน้ำมันต่อ
“เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงมาก ดังนั้นค่าครองชีพยังจะขึ้นเพิ่มต่อเนื่อง ขณะที่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงราคาน้ำมัน ตรึงราคาน้ำมันในไตรมาสที่ 3 ต่อ เร่งทำ โครงการธงฟ้าขายสินค้าราคาถูกให้ครอบคลุม พื้นที่คนมีรายได้น้อย ดูแลค่าเอฟทีให้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมไม่เป็นภาระประชาชน และทำเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 และ 5 เพื่อประคองเศรษฐกิจ ไม่ให้ซึมแรงไปกว่านี้” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย นโยบายว่า ต้องดูว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยกี่ครั้ง หากขึ้นครั้งเดียว 0.25% จะฉุดให้เศรษฐกิจไทย ย่อลง 0.1-0.2% ช่วยกดเงินเฟ้อลง 0.2-0.3% แต่คาดว่าปีนี้ กนง.อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจย่อลง 0.3% และช่วยกดเงินเฟ้อได้ 0.4-0.5%

ยันกค.คลอดมาตรการช่วย
วันเดียวกัน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางดูแลราคาพลังงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งล่าสุด สั่งการให้กระทรวงพลังงาน (พน.) ไปหารือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง พณ. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อศึกษาแนวทางลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น หรือการลดค่าการกลั่นน้ำมันลง โดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะลดได้กี่บาท ซึ่งทางฝั่งโรงกลั่น ก็ต้องใช้เวลาในการวางแผน โดยเกณฑ์ราคาที่เหมาะสม ต้องเป็นธรรมกับผู้บริโภคแน่นอน

“พน.ก็เร่งหารืออยู่ ซึ่งต้องให้เวลาทาง โรงกลั่นได้ทำใจและวางแผนไม่ให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งลำพังอำนาจของ พน.ทำได้ระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเพราะเกี่ยวข้องกับระบบการค้าเสรี จึงต้องศึกษาในแง่มุมของกฎหมาย ผสมกับการขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่ดูแลทั้งหมด เพราะหากไปบังคับอย่างเดียวก็อาจจะขัดกฎหมาย การค้าเสรีได้ แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 15-20 ปีก่อน แต่ไม่เคยกินระยะเวลายาวนานขนาดนี้” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

สำหรับมาตรการช่วยเหลือราคาน้ำมันดีเซล ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ให้เกินเพดาน 35 บาท/ลิตร นาน 3 เดือนตั้งแต่เดือนเม.ย.2565 จะสิ้นสุดช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ นั้น ขณะนี้ พน.ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อติดตามสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอีกมากแค่ไหน รวมถึงติดตามกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะมีงบดูแลราคาน้ำมันได้ถึงตอนไหน หาก พน.มีนโยบายตรึง แต่กระทรวงการคลังไม่พร้อม ที่จะดูแลก็ไม่สามารถดำเนินมาตรการต่อได้ แต่มั่นใจว่าในช่วงต้นเดือนก.ค.นี้จะมีมาตรการ ใหม่ออกมาดูแลแน่นอน

อุ้มค่าไฟบ้าน-รง.เล็กถึงสิ้นปี
สำหรับค่าไฟฟ้างวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงดูแลผู้ใช้ไฟที่ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือนประเภทบ้านอยู่อาศัยและประเภท กิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่ม เปราะบาง ไปถึงสิ้นปี โดยผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าวที่จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ 0.2338 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม พน.กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะหาแนวทางดูแลค่าไฟงวดปลายปีได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยืนยันว่า หากมีการปรับขึ้นแล้ว จะต้องไม่ปรับขึ้นอีก เพื่อดูแลประชาชนในทุกกรณี โดยเฉพาะดูแลสภาพคล่องของ กฟผ. ให้มาดูแลด้านราคาค่าไฟได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง กฟผ.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็จะขอกรอบวงเงินกู้ ภายใต้พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ เพิ่มเติมได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบัน กฟผ. ได้แบกรับ ต้นทุนเชื้อเพลิงค่าก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าแทนผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่งวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 2564 จนถึงปัจจุบันมีภาระหนี้อยู่ประมาณ 80,193 ล้านบาท ซึ่งหากมีการอนุมัติให้กู้เงินจาก พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ ตามมติเดิมนั้นจะมีการอนุมัติกู้เพียง 25,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นจะต้องขยับวงเงินขึ้น และปัจจุบันอยู่ภายใต้การหารือร่วมกัน

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความกังวลแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลจะทะลุเพดาน 35 บาท/ลิตร หลังล่าสุดราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นที่ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยประเมินว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงระดับ 135-140 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้เพดานอาจต้องขยับเป็น 40 บาท/ลิตร ซึ่งยอมรับภาคเอกชนได้รับผลกระทบรุนแรง แต่ก็ได้วางแผนรองรับ ความเสี่ยงเพื่อรับมือไว้ระดับหนึ่งแล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคครัวเรือนที่จะกระทบอำนาจการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากเมื่อรายจ่ายเพิ่มความสามารถการชำระหนี้จะลดลง อาจกดดันหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นไปอีก จากปัจจุบัน ก็สูงมากอยู่แล้วที่ 90.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

แนะตั้งทีมรัฐ-เอกชนกู้วิกฤต
“ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกต่างปรับ ลดเป้าหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีเพียงไทยที่หน่วยงานรัฐปรับประมาณการเพิ่ม ทำให้รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน คาดว่า คงหวังให้การท่องเที่ยวเป็นตัวดึงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ขณะที่ในมุมเอกชนกลับมีความกังวลปัจจัยโลก โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยชะลอตัวในบางอุตสาหกรรมแล้ว ซึ่งจะหวังให้รายได้ท่องเที่ยวทดแทนการส่งออกคงไม่พอ ดังนั้นเวลานี้สิ่งที่ควรดำเนินการคือ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน อาจตั้งคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกันทำงาน เพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด” นายเกรียงไกรกล่าว

ขณะที่ นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ด-ท่าเรือวัดราชสิงขร กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เดือนก.พ.2563 จนถึงปัจจุบัน ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงจำนวนมาก ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซล ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอยู่ที่ 32.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 พ.ค.2565 กระทั่งปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ 33.94 บาทต่อลิตร บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราค่าโดยสาร เรือธงส้ม ธงเหลือง ธงเขียว ขึ้น 1 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศ กรมเจ้าท่า ที่ 110/2559 เรื่องประกาศอัตราค่าโดยสารเรือกลประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลงวันที่ 29 ก.ย.2559 ดังนี้

เรือด่วนปรับขึ้นอีก 1 บาท
เรือธงส้ม เส้นทางนนทบุรี-วัดราชสิงขร จากราคา 15 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 16 บาท (ตลอดสาย), เรือธงเหลือง เส้นทางนนทบุรี-สาทร จากราคา 20 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 21 บาท (ตลอดสาย) และเรือธงเขียว เส้นทาง ปากเกร็ด-นนทบุรี จากราคา 13 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 14 บาท เส้นทางนนทบุรี-สาทร จากราคา 20 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 21 บาท เส้นทางปากเกร็ด-สาทร จากราคา 32 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 33 บาท

ทั้งนี้ ราคาค่าโดยสารดังกล่าวเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 29.01 บาท ถึง 33 บาทต่อลิตร ตามประกาศของกรม เจ้าท่าที่ 110/2559 เรือธงแดง (ปรับอากาศ) นนทบุรี-สาทร ราคา 30 บาทตลอดสาย คงเดิม (ราคาปกติ 50 บาท) อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ตามประกาศกรมเจ้าท่าที่ 110/2559 บริษัทจะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป

สหพัฒน์ขอขึ้นราคาสินค้า
ด้านนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า เครือสหพัฒน์ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนสินค้าที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ส่งผล กระทบต่อราคาพลังงาน และวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าหลายตัวได้ปรับสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกับ พณ. เพื่อขอปรับราคาสินค้า

“สินค้าในเครือสหพัฒน์ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของ พณ. วิกฤตครั้งนี้ รุนแรงกว่าเมื่อ 26 ปีที่แล้วที่เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะครั้งนี้เป็นผลกระทบในวงกว้าง เมื่อต้นทุนทุกอย่างขึ้น สินค้าก็ต้องขึ้นราคา ถ้าไม่ขึ้น เป็นไปไม่ได้ วิกฤตในครั้งนั้นเครือสหพัฒน์ได้จัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ เป็นครั้งแรก และวิกฤต ครั้งนี้ ได้จัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ เป็นครั้งที่ 26 และหวังว่างานนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของ ผู้บริโภคได้ ซึ่งสินค้าที่จะขึ้นราคาก่อนต้องดูที่ ราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่าง บะหมี่ กึ่งสำเร็จรูป วัตถุดิบทั้งข้าวสาลี และน้ำมันปาล์ม ที่ราคาปรับขึ้นสูงตั้งแต่ 3 เดือนที่เกิดสงคราม และหลายประเทศทั่วโลกได้รับผล กระทบเช่นเดียวกัน โดยประเทศอื่นๆ อย่าง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน ได้ปรับราคาบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปขึ้นไปแล้ว” นายบุณสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผงซักฟอก ที่จะต้องปรับราคาขึ้น ซึ่งต้องคุยกับ พณ.ว่าจะปรับขึ้น ได้เท่าไหร่ รวมถึงสินค้าอีกหลายรายการ ที่ต้นทุนปรับขึ้น ซึ่ต้องทยอยปรับขึ้น หากไม่ปรับราคาขึ้นจะทำให้ตลาดมีปัญหาได้ มีโอกาส ที่วัตถุดิบสินค้าจะขาดแคลน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน