เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ประจำวัน ว่าผู้ป่วยรายใหม่ 2,501 ราย ติดเชื้อสะสม 4,482,389 ราย หายป่วย 2,917 ราย สะสม 4,427,963 ราย เสียชีวิต 28 ราย สะสม 30,314 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 24,112 ราย อยู่ร.พ.สนาม สถานที่รักษากักตัวที่บ้านและชุมชน 12,076 ราย และอยู่ในร.พ. 12,036 ราย จำนวนนี้มี ผู้ป่วยอาการหนัก 639 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 312 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 9.8% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 1 ราย แต่ไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ

ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิดรายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,574 ราย 2.เชียงราย 130 ราย 3.สมุทรปราการ 97 ราย 4.อุบลราชธานี 45 ราย 5.บุรีรัมย์ 43 ราย 6.เชียงใหม่ 34 ราย 7.สิงห์บุรี 34 ราย 8.ปทุมธานี 31 ราย 9.อุทัยธานี 30 ราย และ 10.นครสวรรค์ 27 ราย

ส่วนผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาใน ร.พ.หลักหน่วยมี 25 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดรวม 20 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ จันทบุรี ชัยนาท ชุมพร ตรัง ตาก นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พังงา ภูเก็ต ยะลา ลำปาง ศรีสะเกษ สตูล สมุทรสงคราม หนองคาย อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวว่าประเทศไทยควบคุมโควิดได้อย่างดี องค์การอนามัยโลกชื่นชมให้เป็นแบบอย่าง วันนี้ปัญหาของเราไม่ใช่การขาดวัคซีน แต่คือคนไม่ยอมมารับวัคซีน ถือว่าเป็นอันตรายมากพอสมควร ถ้าตอนนี้ใครรับเข็ม 2 แล้ว 3 เดือน ก็ให้มารับเข็ม 3 ทันที และอีก 3 เดือนก็มารับเข็ม 4 หากรับเข็ม 4 แล้วยังเป็นคนเสี่ยงหรือมีความจำเป็นก็มารับเข็ม 5 ได้ ซึ่งผู้ที่รับเข็ม 3 เข็ม 4 เข็ม 5 แล้วแม้ติดเชื้อ แต่ก็ไม่มีผู้ใดป่วยอาการหนักและเสียชีวิต

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนที่ถามว่าตอนนี้คนไทยจะดำเนินชีวิตกับโควิดได้อย่างปกติหรือไม่ ต้องตอบว่าได้ เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นข้อห้าม สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ เปิดหมดแล้ว แต่การประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่น ไม่จำเป็นต้องประกาศ วัน ว. เวลา น. เพราะอยู่ที่พฤติกรรมของเรา ซึ่งทุกวันนี้ก็เหมือนอยู่ในโรคประจำถิ่นแล้ว เพราะไม่ต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ก่อน เดินทางออกนอกประเทศ คนเข้ามาก็ไม่ต้องกักตัวไม่ต้อง ตรวจเชื้อ และกำลังพยายามยกเลิกระบบไทยแลนด์พาสทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ยกเลิกในคนไทยแล้ว อนาคตอันใกล้ก็จะยกเลิกทั้งหมดเพื่อให้คนเดินทางเข้าประเทศได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น

“เราดำเนินนโยบายเช่นนี้มาเข้าเดือนที่ 2 แล้ว ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี เพราะเตรียมการป้องกันต่างๆ ให้ประชาชนในประเทศหมดแล้ว และคนที่มาจากต่างประเทศก็ผ่านระบบคัดกรองที่เข้มแข็งของกรมควบคุมโรค จึงค่อนข้างที่จะมั่นใจว่า จะประกาศหรือไม่ประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นเราก็ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติได้มากแล้ว” นายอนุทินกล่าว

รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุขกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องหน้ากากอนามัยก็พิจารณาว่า หากอยู่ในบ้านกับคนรู้จัก รู้ว่าไม่ได้ไปมีความเสี่ยงที่ไหนมาก็ถอดหน้ากากคุยกันได้ แต่ถ้าไปสถานที่แออัด มีคนมากมายในห้างสรรพสินค้า ในร้านอาหาร ระหว่างรอคิวก็ใส่หน้ากากเอาไว้ หรือไปประชุมสัมมนา ห้องประชุมมี คนเยอะ ถ้าไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเขาไปไหนมาบ้างก็ใส่หน้ากาก คิดว่าประชาชนก็เริ่มมีความคุ้นชินกับรูปแบบนี้อยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการดูแลผู้ป่วยโควิดหลังเข้าสู่โรคประจำถิ่นว่า ผู้ที่ติดเชื้อโควิดจะได้รับการดูแลตามสิทธิสุขภาพของตน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม แต่ละกองทุนก็ต้องเข้ามาดูแล ทั้งนี้ บอร์ด สปสช.ประชุมครั้งล่าสุด ยกเลิกการออกหน่วยตรวจเอทีเคของสถานพยาบาลนอกระบบ แต่ประชาชนที่มีความเสี่ยง มีข้อบ่งชี้ มีอาการสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่สถานพยาบาลตามสิทธิ หรือรับแจกเอทีเคฟรีเหมือนเดิมผ่านเครือข่ายร้านยาตามที่กำหนด ตรงนี้น่าจะยกเลิกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ให้บริการเพียงแต่ สปสช.ในฐานะผู้ดูแลกองทุนก็จะตามไป จ่ายเงินให้

นพ.จเด็จกล่าวว่า จากนี้อาจจะยกเลิกระบบการรักษาที่บ้าน เนื่องจากปัจจุบันโรคไม่รุนแรง ประชาชนหันมารักษาแบบผู้ป่วยนอกมากขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับแนวทางการรักษาของกรมการแพทย์ด้วย ซึ่ง สปสช.มีความพร้อม โดยเตรียมมาตรการทางการเงินให้สอดคล้องกับบริการที่เปลี่ยนไป โดยปีงบประมาณ 2565 เหลือเวลาอีก 3 เดือน หากประกาศเข้าสู่โรคประจำถิ่นวันที่ 1 ก.ค. 2565 ก็จะยังใช้งบที่ได้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ แต่ต้องดูว่าจะเพียงพอหรือไม่ ส่วนปีงบประมาณ 2566 เป็นการใช้งบปกติ ซึ่งได้พิจารณาเพิ่มการดูแลรักษาโรคโควิดเข้าไปแล้วประมาณ 1 พันกว่าล้านบาท จะส่งผลให้งบรายหัวเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ประมาณ 3,800 บาท ต่อคน เพิ่มเป็นประมาณ 3,900 บาทต่อคน เชื่อว่าจะเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยโควิดในภาวะปกติ

“ส่วนการเบิกจ่ายกำลังให้ทีมวิชาการดูอยู่ เพราะจากนี้ถ้าโควิดเข้าระบบผู้ป่วยในก็อยากให้เบิกจ่ายตามระบบปกติ แต่ที่ผ่านมาเราเบิกจ่ายแบบไม่ปกติ เช่น จ่ายวันละ 1-2 พันบาท ซึ่งจริงๆ ในการดูแลผู้ป่วยในจะมีระบบการวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ซึ่งให้ทีมช่วยดูอยู่ ร.พ.จะได้ไม่ต้องไปทำระบบการเบิกใหม่ให้วุ่นวาย เพราะการเบิกตามชิ้นงานต้องมีการตรวจสอบก่อน ดังนั้น ในปีหน้าก็ต้องมาดูถึงการเบิกจ่ายในระบบปกติ” เลขาฯ สปสช. กล่าว

เลขาฯ สปสช.กล่าวว่า ส่วนกรณียูเซ็ปพลัสเป็นมาตรการเสริมกรณีผู้ป่วยสีเหลืองและแดงนั้น ขึ้นกับการพิจารณาของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และเสนอเข้าครม. ซึ่งสบส.ต้องดูว่าตัวเลขผู้ป่วยสีเหลืองและแดงมีมากน้อยแค่ไหน แต่เบื้องต้นจากข้อมูลของ สปสช.ที่ตามไปจ่ายเงินให้ก็มีจำนวนไม่มาก

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด หลังเข้าสู่โรคประจำถิ่น นพ.จเด็จกล่าวว่าตามหลักเกณฑ์ให้การดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนต่อเนื่อง 2 ปี จึงมีการผูกงบประมาณไว้ 2 ปี แต่จะใช้งบประมาณจากมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันฯ หรืองบจากที่ไหน ต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ย้ำว่าเวลาฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงหรืออะไรนั้น งบที่จ่ายชดเชยไม่ได้จ่ายเพราะผลข้างเคียง แต่เป็นงบที่เราพิสูจน์ไม่ได้ว่า ไม่ได้เกิดจากวัคซีน จึงต้องชดเชยความเสียหายนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการฉีดวัคซีน และต่อจากนี้หากมีความชัดเจนแล้วว่าหลังจากนี้ต้องมีการฉีดวัคซีนโควิดทุกปี ก็เหมือนกับมาตรา 41 สปสช. ก็มีการชดเชยให้ทุกปีอยู่แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน