ชงศบค.ชุดใหญ่เคาะยกเลิกสแกนอุณหภูมิหาเชื้อโควิดที่สนามบินและสถานที่ต่างๆ ชี้ประสิทธิผลคัดกรองผู้ป่วยต่ำ อีกทั้งให้ผลปลอม ระบุหลังพ้นระบาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ ส่วนยอดโควิดลดต่อเนื่อง ติดเชื้อใหม่ต่ำกว่า 2 พัน เสียชีวิต 15 ราย
เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,801 ราย ติดเชื้อสะสม 4,486,664 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,330 ราย หายป่วยสะสม 4,434,529 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย เสียชีวิตสะสม 30,349 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 21,786 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 9,751 ราย และอยู่ในร.พ. 12,035 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 661 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 329 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 10% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 1 ราย และติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 6 ราย
ทั้งนี้ผู้เสียชีวิต 15 ราย มาจาก 9 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น 4 ราย, นครราชสีมา เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 2 ราย, กทม. ศรีสะเกษ ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา และราชบุรี จังหวัดละ 1 ราย ภาพรวม ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 8 ราย หญิง 7 ราย อายุ 27-88 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.65 จำนวน 36,636 โดส สะสม 138,697,935 โดส เป็นเข็มแรก 56,858,251 ราย คิดเป็น 81.7% เข็มสอง 52,920,931 ราย คิดเป็น 76.1% และเข็ม 3 ขึ้นไป 28,918,753 ราย คิดเป็น 41.6% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 45.5% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกแล้ว 3.09 ล้านคน คิดเป็น 60.1% และเข็มสอง 1.88 ล้านคน คิดเป็น 36.6%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,342 ราย 2.สมุทรปราการ 73 ราย 3.ร้อยเอ็ด 37 ราย 4.กาฬสินธุ์ 32 ราย 5.อุทัยธานี 29 ราย 6.อำนาจเจริญ 24 ราย 7.เพชรบุรี 20 ราย 8.ชลบุรี 19 ราย 9.อุบลราชธานี 18 ราย และ 10.ขอนแก่น 17 ราย
ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาใน ร.พ.หลักหน่วยมี 32 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิด ลดลงเหลือ 28 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชัยนาท ชุมพร ตรัง ตาก นครนายก นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นนทบุรี นราธิวาส บึงกาฬ ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระยอง ลพบุรี ลำพูน สมุทรสงคราม สระบุรี สุรินทร์ สุโขทัย หนองบัวลำภู เพชรบูรณ์ และแม่ฮ่องสอน
วันเดียวกัน เพจ Like Anutin โพสต์ภาพขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กำลังฉีดวัคซีน โดยระบุว่า นายอนุทินกับการรับวัคซีนโควิด-19 ล่าสุดวันนี้คือเข็มที่ 6 เป็นไฟเซอร์ หลังจากรับ ซิโนแวค 2 เข็ม แอสตร้าฯ 2 เข็ม และไฟเซอร์ 1 เข็ม ที่ต้องฉีดเรื่อยๆ เพราะนายอนุทินลง พื้นที่บ่อยมาก มีความเสี่ยงสูงที่จะโดนเชื้อ โควิด-19 ฟันฉับ จำเป็นต้องสวมชุดเกราะหนาหน่อย ที่สำคัญตัวท่านคือเครื่องพิสูจน์ถึงเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนและความจำเป็นในการฉีดวัคซีน เพราะช่วยป้องกันอาการป่วยหนัก-เสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉีดเข็มที่ 6 จบแบบชิลๆ ทำงานต่อได้เลย
ด้านนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ประธานคณะกรรมการประมวลสถานการณ์โรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข (MIU) เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการคัดกรองโควิดช่วงที่ผ่านมา คือการวัดอุณหภูมิก่อนเข้าประเทศและ สถานที่ต่างๆ เนื่องจากช่วงที่โรคโควิด-19 ยังมีความรุนแรง ผู้ป่วยมักมีไข้เป็นอาการนำ และเป็นการสร้างความตระหนัก แต่ปัจจุบันสถานการณ์โควิดมีความรุนแรงลดลงมาก ประชาชนได้รับวัคซีนจำนวนมาก ผู้ติดเชื้อมากกว่าครึ่งไม่แสดงอาการหรือมีอาการ เล็กน้อย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประโยชน์และประสิทธิผลของเครื่องวัดอุณหภูมิ นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถปิดบังอาการไข้ด้วยการกินยาลดไข้ ใส่เสื้อผ้าหนาปกคลุมร่างกาย การล้างหน้า และใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น คณะกรรมการ MIU จึงดำเนินการทบทวนมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19
นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อว่า จากการศึกษาพบว่าเครื่องวัดอุณหภูมิมีประสิทธิผลในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ต่ำ มีค่าความไวต่ำตั้งแต่ 0-39% ทำให้ค่าพยากรณ์ผลทั้งบวกและลบต่ำมาก ให้ผลบวกและลบปลอม ทั้งการใช้ที่สนามบินหรือสถานที่ต่างๆ ยังไม่พบหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนถึงประโยชน์ในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการว่า ปัจจุบันและหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด อาจไม่จำเป็นต้องให้สนามบิน ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และสถานประกอบการต่างๆ คัดกรองผู้ติดเชื้อด้วยการวัดอุณหภูมิ ซึ่งในต่างประเทศก็มีคำแนะนำคล้ายกัน เช่น อังกฤษออกคำแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด, สิงคโปร์ยกเลิกการคัดกรองอุณหภูมิในที่สาธารณะ ตั้งแต่ส.ค.2564, สหรัฐอเมริกาและแคนาดาไม่มีคำแนะนำเรื่องการวัดอุณหภูมิสำหรับการคัดกรอง
สำหรับเครื่องวัดอุณหภูมิแบบสแกนร่างกายในสนามบินนั้นไม่มีหลักฐานด้านประสิทธิผลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นกัน ยังต้องพัฒนานวัตกรรมที่มีประสิทธิผลในการคัดกรองโรคติดเชื้อในกลุ่มนักเดินทางที่ดีกว่านี้ในอนาคต นอกจากนี้ พบว่ามาตรการคัดกรองอุณหภูมิที่สนามบินอาจทำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยมากเกินไปจนส่งผลให้ละเลยมาตรการอื่นๆ และทำให้เกิดความไม่สะดวก ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว จะนำเสนอศบค.เพื่อพิจารณาต่อไป แต่ยังคงเน้นย้ำมาตรการเรื่องวัคซีนเข็มกระตุ้น การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก และให้มีการธำรงรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น การล้างมือ การเว้นระยะห่าง ลดความแออัด รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี