ศบค.ใหญ่นัดชี้วันนี้ปลดล็อกทั่วปท.เฮจว.สีเขียว

‘บิ๊กตู่’ถก ศบค.ชุดใหญ่วันนี้ สธ.ชงเปิด สถานบันเทิงผับ บาร์ได้ถึงตี 2 เหมือนเดิม แต่ถึงเวลาต้องปิดจริง เสนอปรับพื้นที่เป็นสีเขียวทั้งหมด ทั่วประเทศ พร้อมให้ถอดหน้ากากในกิจกรรมบางประเภท ส่วนยอดติดเชื้อใหม่เกิน 2 พัน เสียชีวิตอีก 17 สลดหนุ่มเชียงใหม่วัย 51 ดับคาบ้าน พบประวัติเคยฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 2,153 ราย ติดเชื้อสะสม 4,492,913 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,512 ราย หายป่วยสะสม 4,492,913 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 17 ราย เสียชีวิตสะสม 30,403 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 21,205 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 10,323 ราย และอยู่ในร.พ. 10,882 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 594 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 301 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 8.9% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 16 ราย และ ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 4 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 17 ราย มาจาก 12 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ 3 ราย, สมุทรปราการ ลำปาง แพร่ จังหวัดละ 2 ราย, กทม. นครพนม เลย ชุมพร พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สระแก้ว และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 11 ราย หญิง 6 ราย อายุ 38-90 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.65 จำนวน 69,834 โดส สะสม 138,843,082 โดส เป็นเข็มแรก 56,876,205 ราย คิดเป็น 81.8% เข็มสอง 52,954,163 ราย คิดเป็น 76.1% และเข็ม 3 ขึ้นไป 29,012,714 ราย คิดเป็น 41.7% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 45.6% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรกแล้ว 3.1 ล้านคน คิดเป็น 60.3% และเข็มสอง 1.9 ล้านคน คิดเป็น 37%

ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,397 ราย 2.สมุทรปราการ 53 ราย 3.ลพบุรี 44 ราย 4.นนทบุรี 39 ราย 5.ขอนแก่น 38 ราย 6.กาฬสินธุ์ 33 ราย 7.ยะลา 28 ราย 8.ร้อยเอ็ด 27 ราย 9.สระแก้ว 26 ราย และ 10.ปทุมธานี 24 ราย

ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาในร.พ.หลักหน่วยมี 38 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดลดลงเหลือ 11 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชัยนาท นราธิวาส พะเยา พังงา ระยอง ลำปาง ลำพูน หนองคาย อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน

โควิดคาบ้าน – ชายอายุ 51 ปี ป่วยโควิดเสียชีวิตในบ้านพักที่ ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ญาติระบุผู้ตายฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม หน่วยกู้ชีพบรรจุศพอย่างมิดชิดป้องกันเชื้อ ก่อนนำไปฌาปนกิจทันทีที่สุสานวัด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลสารภี (กู้ชีพฯปากกอง) อ.สารภี จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุผู้ป่วยชายวัย 51 ปี เสียชีวิตด้วยโควิด-19 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในต.สารภี จึงประสานกู้ชีพ-กู้ภัย เอื้องผึ้ง เทศบาลตำบลหนองผึ้ง เพื่อทำการแรปศพชายดังกล่าวที่เสียชีวิตภายในบ้าน ขั้นตอนต่างๆ ในการแรปศพด้วยถุงพาสติกและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคทุกขั้นตอนบรรจุใส่โลง แล้วนำศพไปฌาปนกิจที่สุสานวัดพระนอนขอนตาล อ.แม่ริม ทราบว่าผู้เสียชีวิตรายผ่านการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็ม 2 มาแล้ว แต่ยังติดเชื้อโควิด

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการประชุมศบค.ชุดใหญ่วันที่ 17 มิ.ย.ว่า จะเสนอปรับพื้นที่สีทั่วราชอาณาจักร โดยให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง หรือสีเขียว ทั้งประเทศ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากศปก.ศบค.แล้ว นอกจากนี้มีการสอบถามมาจากทางศบค.ถึงการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ จะให้เปิดตามกฎหมายปกติหรือไม่ ซึ่งวันนี้พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โทรศัพท์มาสอบถามว่าสธ.จะมีข้อขัดข้องหรือไม่ ถ้าจะให้เปิดสถานบันเทิงตามกฎหมาย ตนจึงได้หารือกับนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. และนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แล้วเห็นว่าเปิดเพิ่มมาอีก 1-2 ชั่วโมง ถ้าตามกฎหมายก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ขอให้ทำตามกฎหมายจริงๆ ถึงเวลาปิดต้องปิด อย่าหามรุ่งหามค่ำจนยันเช้า สธ.ก็จะให้ความเห็นในที่ประชุมว่าไม่ขัดข้อง แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับการพิจารณาของที่ประชุม ศบค.

เมื่อถามว่าจะเสนอเรื่องการถอดหน้ากากอนามัยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีการประกาศถอดหน้ากากอนามัย เพราะเป็นมาตรการทางสังคม จะไปบอกว่าถอดหน้ากากอนามัยเลยไม่ใช่เจตนารมณ์ของ สธ. แต่การประเมินที่ไหนจะใส่หรือถอด อาจจะมีมาตรการตรงนั้นออกมาเป็นข้อแนะนำ

เมื่อถามว่าจะปรับระดับเตือนภัยโควิดเป็นระดับ 2 หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกวันนี้การปฏิบัติต่างๆ เราก็คุมสถานการณ์ได้ตลอด ซึ่งมาจากการปฏิบัติตามมาตรการทำให้เกิดผลอันตรายลดน้อยลง เสียชีวิต ติดเชื้อลดน้อยลง และการครองเตียง ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจลดน้อยลงมาจากการทำได้ดีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมามีการปรับพื้นที่สถานการณ์โควิดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง 46 จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวัง สีเขียว 14 จังหวัด และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวสีฟ้า 17 จังหวัด

วันเดียวกัน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทินกล่าวเปิดงาน Meet & Greet “Thailand Moving Together : กอด กิน บิน เที่ยว ใช้ชีวิตใกล้ชิดอีกครั้ง” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ โควิดของไทยลดลง ทั้งผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต ทำให้สธ.สามารถเสนอมาตรการผ่อนคลายต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2565 รัฐบาลยกเลิกมาตรการเข้าประเทศรูปแบบ Test & Go นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์เดินทางเข้าประเทศได้อย่างเสรี ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านโควิดสู่โรคประจำถิ่น โดยเชิญตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยว บริการ ร้านอาหาร โรงแรมและคมนาคมรวม 22 สมาคม เพื่อรับฟังความคิดเห็นและวางแผนร่วมกันในการจัดทำมาตรการสาธารณสุขต่างๆ เสนอต่อที่ประชุม ศบค.ต่อไป

นายอนุทินกล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น พบว่าตัวแทนทั้งภาครัฐและ ผู้ประกอบการ ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันเสนอแนวทางเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตบนความปลอดภัยของประชาชน กระตุ้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ปลดล็อกมาตรการที่ไม่จำเป็นต่างๆ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นต่อไป โดยผู้ประกอบการต้องการให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ แจ้งแผนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมและปรับตัวได้ ให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกการเดินทางของนักท่องเที่ยว และให้สธ.เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ และคำแนะนำประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการทางสังคมมากขึ้น อย่างพรุ่งนี้จะให้ทุกจังหวัดเป็นสีเขียว จะเปิดให้มีการเปิดของสถานให้บริการ ผับบาร์ คาราโอเกะ ภัตตาคารเป็นไปตามกฎหมายที่มีดั้งเดิม แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าผ่อนคลายจนเสมือนเป็นภาวะปกติ อะไรที่ยังคงมาตรการสังคม เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากได้ ก็จะเป็นการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงติดโควิด และโรคอื่นๆ”

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ มีการประชุม ศปก.ศบค. เพื่อสรุปข้อเสนอตามนโยบายข้อสั่งการของศบค.ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ผ่านมา และให้สอดคล้องกับแนวทางการผ่อนคลายมาตรการสังคม ชุมชน และองค์กร เป็นไปตามแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ระยะ Post-Pandemic ได้ประเมินสถานการณ์รอบ 10 วัน และภาพรวมที่ผ่านมา โดยจัดทำข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณามาเป็นลำดับ ควบคู่กับนโยบายด้านการป้องกันการแพร่ระบาดที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่ด้วย ซึ่งในวันศุกร์ที่ 17 มิ.ย. จะเสนอประเด็นต่างๆ เข้าที่ประชุมศบค.เกี่ยวกับการพิจารณาปรับให้ผ่อนคลายให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ใกล้เคียงภาวะปกติให้มากที่สุดอย่างปลอดภัย ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และมีแผนด้านสาธารณสุขรองรับในทุกพื้นที่ เช่นการปรับพื้นที่สถานการณ์ให้เป็นพื้นที่ตามมาตรการสีเขียว (มาตรการเฝ้าระวัง) ให้มากที่สุด การผ่อนคลายการเปิดกิจการ และสถานบริการกลางคืนที่มีความเสี่ยงให้ดำเนินการได้ใกล้เคียงกับภาวะปกติให้มากที่สุดอย่างปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนที่เป็นห่วงโซ่การประกอบอาชีพด้านนี้ได้มีงานทำและมีรายได้

เรื่องการสวมหน้ากากได้พิจารณาเสนอผ่อนคลายให้ไม่ต้องสวมหน้ากากในสถานที่หรือกิจกรรมบางประเภทได้โดยสมัครใจ ภายใต้ข้อแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับส่วนรวมด้วย นอกจากนี้จะเสนอให้ปรับมาตรการเข้าออกประเทศที่เกี่ยวข้องกับระบบ Thailand Pass ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นให้สอดคล้องกับผลการประเมินที่พบว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก และเอื้อต่อการจูงใจนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย รวมทั้งแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ระยะ Post-Pandemic หรือโรคประจำถิ่น

นายรังษี ปัดลี รอง ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ ในกลุ่ม Respiratory care service สำหรับผลิตภัณฑ์ Nasal spray solution จากอย.แล้ว โดยมีผลิตภัณฑ์ชนิดแรกคือสเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกยับยั้งเชื้อโควิด-19 และยังได้รับการรับรอง ISO-13485 : 2016 มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ จากบริษัท UIC certification service ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจรับรองประเมินมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกยับยั้งเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน คือ อภ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และบริษัทไฮไบโอไซ จำกัด ที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมนี้ เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก ไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2565

สำหรับสเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิดที่ อภ.ผลิต คาดว่าจะสามารถผลิต ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน