โควิดกลายพันธุ์อีก ผวาระบาดอีกรอบ ยุโรปสั่งเฝ้าระวังโอมิครอน BA.4 และ BA.5 ส่วนไทยเจอแล้ว 49 ราย ป่วยใหม่ 1,714 เป็นคนกทม.ถึง 1,366 ส่วนเสียชีวิต 21 คน มติครม.อนุมัติจุฬาฯ ลุยต่อวัคซีน ‘ChulaCov19’ จนสำเร็จตามเป้าหมาย
เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวัน ว่า ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้รายงาน 1,714 ราย ติดเชื้อสะสม 4,502,5424 ราย หายป่วย 2,137 ราย สะสม 4,451,569 ราย เสียชีวิต 21 ราย สะสม 30,506 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 20,467 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 10,328 ราย และอยู่ในร.พ. 10,139 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 631 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 295 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 8.9% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ พบผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 3 ราย
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานผู้ป่วยโควิดใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,366 ราย 2.สมุทรปราการ 65 ราย 3.สงขลา 29 ราย 4.อุบลราชธานี 26 ราย 5.ขอนแก่น 21 ราย 6.ชลบุรี 15 ราย 7.สิงห์บุรี 14 ราย 8.นครพนม 11 ราย 9.เพชรบูรณ์ 11 ราย และ 10.ร้อยเอ็ด 11 ราย ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาใน ร.พ.หลักหน่วยมี 36 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิด 31 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กำแพงเพชร ชัยนาท ตรัง ตราด ตาก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ภูเก็ต ระนอง ลำปาง ลำพูน สมุทรสงคราม สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ เลย และแม่ฮ่องสอน
วันเดียวกัน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวว่า ฐานข้อมูลโควิดโลก (GISAID) มีรายงานว่าประเทศแถบยุโรปและแอฟริกาใต้ พบ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5 และ BA.4 เพิ่มมากขึ้น โดย BA.5 มีการกลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่นมากที่สุดเกือบ 90 ตำแหน่ง ส่วน BA.4 กลายพันธุ์จากสายพันธุ์ดั้งเดิม 80 ตำแหน่ง ส่วนอาการจะรุนแรงมากหรือไม่ยังต้องติดตามข้อมูลผู้ติดเชื้อเข้ารักษาในร.พ.ว่ามีอาการรุนแรงแค่ไหน แต่ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบยุโรป ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้า ร.พ.เพิ่มขึ้น ขณะนี้บางประเทศยุโรปยกระดับเตือนภัยแล้ว โดยเฉพาะโปรตุเกส หน่วยควบคุมโรคของยุโรปได้ยกระดับให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ยกระดับ BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์น่ากังวลใจ
“ที่น่ากังวลคือผลการทดลองในสัตว์ทดลองเบื้องต้นบ่งชี้ว่า BA.4 และ BA.5 เพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์ปอด อาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อปอดอักเสบขึ้นได้ในมนุษย์ ซึ่งต่างไปจากโอมิครอนดั้งเดิม BA.1 และ BA.2 ซึ่งเพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ลงมาแพร่ติดต่อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างที่ปอด แต่ยังเป็นการทดลองในสัตว์ ยังต้องติดตามข้อมูล” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าว
ศ.เกียรติคุณดร.วสันต์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย จากฐานข้อมูล GISAID พบมี ผู้ติดเชื้อโอมิครอน BA.5 แล้ว 26 คน, BA.4 อีก 23 คน และ BA.2.12.1 จำนวน 18 คน โดยพบจากการสุ่มตรวจตั้งแต่ เม.ย. 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อเท็จจริงมีจำนวนมากกว่าแน่นอน ในรายที่พบคาดว่าน่าจะเป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถอดรหัสในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ยังไม่พบสายพันธุ์ BA.5 และ BA.4 ทั้งนี้ ฐานข้อมูล GISAID รายงานสายพันธุ์ที่พบในไทยช่วง 60 วันที่ผ่านมา ดังนี้ BA.2 จำนวน 44% BA.2.9 จำนวน 26% BA.2.10 จำนวน 7% BA.2.3 จำนวน 5% BA.2.10.1 จำนวน 4% BA.2.27 จำนวน 3% BA.5 BA.4 และ BA.2.12.1 จำนวน 1% แต่หากเป็นข้อมูลสายพันธุ์ทั่วโลกที่พบโดยเฉลี่ย มีดังนี้ BA.2.12.1 จำนวน 27% BA.5 จำนวน 17% BA.4 จำนวน 8% และ BA.2.3 จำนวน 6%
เมื่อถามว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงจะเกิดคลื่นระบาดระลอกใหม่หรือไม่ ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าวว่า ตอบลำบาก บอกได้เพียงข้อมูลจาก WHO ที่เคยบอกไว้ว่า โอมิครอนไม่ใช่สายพันธุ์สุดท้ายที่จะระบาด เป็นข้อเท็จจริงที่จะมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น จึงยังต้องระมัดระวัง ซึ่งยังทำนายไม่ได้แน่ชัดว่า ตัวใหม่จะมีอาการรุนแรงหรือลดน้อยลง เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ ประชาชนก็ต้องพิจารณาตนเองว่า จะต้องป้องกันดูแลตนเองอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ในที่มีคนแออัด ชุมชน มีความใกล้ชิดกัน ก็ยังควรจะสวมหน้ากากอนามัย รวมถึงมาตรการ วัคซีนยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะรับตามเกณฑ์กำหนด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค เปลี่ยนแปลงรายละเอียดสาระสำคัญของการจัดหาวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ในปี 2565 ป้องกันโควิด-19 จากเดิม 60 ล้านโดส วงเงิน 18,762.5160 ล้านบาท เป็น 35.4 ล้านโดส วงเงิน 11,069.8845 ล้านบาท และเพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting antibody : LAAB) 257,500 โดส วงเงิน 7,569.2228 ล้านบาท ทำให้วงเงินโดยรวมของโครงการปรับลดไป 123.41 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากเดือนก.ย.เป็นเดือนธ.ค. 65 โดยให้กรมควบคุมโรค บริหารการจัดการและการกระจายวัคซีนโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เพียงพอสำหรับประชาชนในประเทศ และไม่เหลือทิ้ง ส่วนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจะนำมาใช้กับกลุ่มเสี่ยงสูง ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ 3 กลุ่มโรค ได้แก่ ผู้ป่วยล้างไต ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะและผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันตนเอง ที่จะช่วยป้องกันการป่วยได้ถึงร้อยละ 83
นายธนกรกล่าวต่อว่า ครม.ยังอนุมัติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีน โควิด-19 (ChulaCov19 mRNA) เพื่อทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1-3 และการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนรับการรับรองจากองค์การอาหารและยา(อย.)พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ เป็นเดือนธ.ค.โดยมอบหมายให้จุฬาฯ พัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 และยังช่วยยกระดับห่วงโซ่การผลิตวัคซีนภายในประเทศและลดความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคอุบัติใหม่ของประเทศ
วันเดียวกัน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนาวิชาการ Chula the Impact ครั้งที่ 9 เรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์ : โรคฝีดาษวานร” ว่า โรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ติดต่อคนสู่คนมีตัวแปร 2 อย่าง คือ สัมผัสใกล้ชิดนานพอสมควร และจำนวนไวรัสที่ปล่อยมามีมากพอสมควร โดยติดต่อจากละอองฝอย ไอ จาม หัวเราะ พูดคุย แต่ไม่ใช่ทางอากาศหรือลมหายใจ ถ้าแข็งแรงติดเชื้อไม่มีอาการ เชื้อไม่ปล่อยออกมาจากคนนั้น แต่หากเริ่มไม่สบายเชื้อจะเริ่มปล่อย เช่น ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ ไม่ต้องรอให้ผื่นขึ้นหรือต่อมน้ำเหลืองโตก่อน ดังนั้นขอให้มีวินัยและตระหนักว่า เมื่อมีไข้อาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่น อาจเป็นโควิด ฝีดาษลิง ไข้หวัดใหญ่ หวัดทั่วไป หรือไวรัสอีกมาก ฉะนั้นเมื่อไม่สบายต้องเฝ้าระวังตัวเอง แยกตัว ถ้าช่วงไม่เกินวันที่ 4 คลำต่อมน้ำเหลืองที่คอหรือไหปลาร้าแล้วโตมากพอควร อาจจะเกี่ยวกับฝีดาษลิง
ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการจากนี้ คือ 1.เร่งสำรวจคนที่ยัง ไม่ได้รับการปลูกฝี ซึ่งเป็นกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ว่ามีสัดส่วนเท่าไร 2.เตรียมฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้สัมผัสเสี่ยงสูง มีความอ่อนไหวไวต่อโรค เช่น เพิ่งผ่านการสัมผัสกับคนติดเชื้อใน 4 วัน แต่ไม่เกิน 21 วัน เนื่องจากระยะฟักเชื้อประมาณ 21 วัน

บริจาคโลง – นายนรพล ตันติมนตรี ผู้ประสานโครงการมูลนิธิคลองเตย บริจาคโลงศพให้ตัวแทนชาวบ้านและร.พ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นำไปใช้กับผู้เสียชีวิตด้อยโอกาส และห่างไกลใน 5 อำเภอของเชียงใหม่ เนื่องจากโลงศพขาดแคลนจากพิษโควิด เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.
ที่จ.เชียงใหม่ นายณัฐวุฒิ ใจชมชื่น รองผอ.โรงพยาบาลจอมทอง กล่าวว่า โรงพยาบาลมีความจำเป็นมากที่ต้องขอรับบริจาคโลงศพ เนื่องจากขาดแคลนอย่างหนัก เพราะช่วงโควิดระบาด มีคนไข้ที่เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลจอมทอง ล้วนเป็นคนไข้ที่วิกฤต เมื่อเสียชีวิต ทางญาติบางคนอยู่ห่างไกลอีกทั้งกลัวโรคติดต่อโควิด-19 ทางโรงพยาบาลจึงต้องรับหน้าที่นำใส่โลงศพทำพิธีพร้อมเผาให้รวมแล้วประมาณ 110 ศพ
ซึ่งช่วงที่โควิดยังไม่ซา ต้องเผาวันละหลายศพ ทำให้โลงไม่เพียงพอ อีกทั้งโลงศพก็ค่อนข้างมีราคาแพงตกโลงละไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลยังขาดแคลนถุงซิปเก็บศพที่ราคาค่อนข้างแพง และต้องใช้รูดซิปปิดศพมากถึงศพละ 2 อัน หากมีใครจะบริจาค ทั้งโลงศพ ซิปเก็บศพ ก็จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง