เสริมปราบมารสู้ซักฟอก พท.ขอ5วันไม่รวมลงมติ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ฝ่ายค้านยืนกราน ขอเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ-รมต.รวม 5 วันไม่รวมลงมติ ยันเน้นเนื้อหา ไม่เน้นน้ำ มั่นใจเชือดหนนี้ รัฐบาลสะเทือนแน่ ด้านก้าวไกลล็อกเป้า 3 กรม ‘กรมน้ำ-รฟม.-กรมข้าว’ ส่อทุจริต เชื่อมีรมต.อย่างน้อย 1 คน ถูกคว่ำกลางสภา ประธานวิปรัฐบาล เบรกฝ่ายค้านขอถลก 5 วัน ยันให้แค่ 4 วันรวมลงมติ ระดมพลอีกป้องบิ๊กตู่ ตั้ง ‘ทีม เจ้ายุทธ’ เสริมปราบมาร ส่วนปชป.เมินตั้งองครักษ์ เชื่อมั่น 3 รมต.ชี้แจงได้ ไร้ทุจริต แห่ชม ‘ชัชชาติ’ เปิด 7 สถานที่ชุมนุมได้ เวทีถอดรหัสผู้ว่าฯ กทม. หนุนล้มรัฐราชการรวมศูนย์ มอบ 5 พันรายชื่อ สนับสนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ

ชม‘ชัชชาติ’ต่อยอดกม.ชุมนุม
วันที่ 25 มิ.ย. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ออกประกาศเรื่องจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้ชุมนุมสาธารณะว่า ถือเป็นเรื่องดีที่กทม. ออกกฎกติกา เพื่อดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งต่อยอดจากพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเห็นถึงความสำคัญจึงตรากฎหมายเป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การชุมนุมให้ชัดเจน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เช่น กำหนดพื้นที่ชุมนุมและขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ พร้อมย้ำเสมอว่าการจัดชุมนุมถือเป็นสิทธิที่ทำได้แต่ต้องไม่ละเมิด ผู้อื่นจนเกิดความเดือดร้อน สิ่งนี้ถือเป็นหลักสากลเหมือนกันทุกประเทศ

นายธนกรกล่าวว่า หากผู้ชุมนุมเคารพกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี แต่หลายครั้งมักฝ่าฝืนกฎหมายและใช้ความรุนแรง ก่อความไม่สงบ เจ้าหน้าที่จึงต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อส่วนรวม ตนมองว่าผู้ว่าฯ กทม.ดำเนินการเรื่องนี้ก็ดีแล้ว และขอให้กทม. บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การชุมนุมสงบเรียบร้อย

ย้ำเหตุจำเป็นคงพรก.ฉุกเฉิน
ส่วนที่ฝ่ายค้านต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายแล้วนั้น โฆษกรัฐบาลกล่าวว่าการที่นายกฯ ยังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่เพราะยังจำเป็น เพื่อให้เกิดการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกันได้ การที่ฝ่ายค้านบอกว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกใช้เพื่อการเมืองนั้นไม่เป็นความจริง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมนายกฯ ก็คงยกเลิก อย่าลืมว่ายอดติดเชื้อโควิด-19 ของต่างประเทศยังสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีเชื้อกลายพันธุ์ ดังนั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงยังจำเป็น ดังนั้น ทางที่ดี ฝ่ายค้านน่าจะเอาเวลาที่เหลืออยู่มาร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาให้ประชาชนมากกว่า เพราะไม่มีใครเดือดร้อนจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินเลย มีแต่คนได้ประโยชน์ และไม่เคยนำไปใช้ เล่นงานใครหรือละเมิดสิทธิใคร เพราะเป็นไปตามกฎหมาย

วิปตั้งทีมเจ้ายุทธเสริมปราบมาร
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลเพื่อรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความพร้อมอยู่แล้ว จะอภิปราย วันไหนก็ได้ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้ง 10 คนพร้อมตอบ ทั้งนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ทิ้งช่วงห่างจากการอภิปรายแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ไม่กี่เดือน จึงไม่มีประเด็นใหม่

นอกจากนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดจึงตั้งแค่ทีมปราบมารเพื่อปราบคนพูดนอกลู่นอกทาง หากอภิปรายในกรอบของข้อบังคับและกฎหมายก็ไม่มีปัญหา แต่หากใช้คำหยาบคายก็ถือว่าเป็นพวกมาร ไม่ใช่ผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม เราได้ตั้งทีมเจ้ายุทธอีก 2-3 คน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้

แรงงานไทย – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจแรงงานไทย ในสถานประกอบกิจการภาคก่อสร้าง โอกาสเยือนสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อขยายตลาดและศึกษาแรงงานสัมพันธ์ ที่บริษัท ซัมโฮ เดเวลลอปเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.

ให้เวลาถลกแค่ 3 วันไม่รวมลงมติ
ส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน ไม่นับวันลงมติ ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า ถ้าอภิปราย 5 วัน ฝ่ายค้านคงไม่มีอะไรจะพูด คิดว่าเวลาที่เหมาะสมคืออภิปราย 3 วัน และลงมติอีก 1 วัน รวม 4 วัน เมื่อถามว่าวิปรัฐบาลจะนัดหารือกับวิปฝ่ายค้านเมื่อใด นายนิโรธกล่าวว่า ขณะนี้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งญัตติไปทางรัฐบาลแล้ว ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะสะดวกและพร้อมวันใด หากตอบกลับมานายชวนคงจะนัดประชุมเพื่อหารือกำหนดวันอภิปราย

ปชป.ไม่ตั้งทีมองครักษ์รมต.
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า รัฐมนตรีของพรรคถูกอภิปราย 3 คน มั่นใจจะชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจน ไม่กังวล ยืนยันว่าไม่มีเรื่องทุจริต เพราะที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และพร้อมใช้เวทีนี้ชี้แจงผลงานที่ทำมา

นายราเมศกล่าวอีกว่า ส่วนจะตั้งทีมปราบมารเหมือนพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มีการตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี เพราะเชื่อมั่นรัฐมนตรีชี้แจงได้ อีกอย่างพรรคไม่คิดว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายเทพฝ่ายมาร แต่ถือว่าทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ ซึ่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ หากนำเสนอความจริงต่อสภา ส่วนฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นใดนั้นคงไม่ไปก้าวล่วง แต่ยืนยันรัฐมนตรีของพรรคชี้แจงตอบได้ในทุกประเด็น

เรืองไกรขู่ยื่นปปช.สอบญัตติ
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางหลังจากยื่นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเถื่อนหรือไม่ว่า ทราบว่าเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.) นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภา ระบุว่านายชวนจะส่งหนังสือไปยัง ครม. โดยให้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค เซ็นรับรองรายชื่อตามบัญชีแนบท้าย ต้องดูว่าหากไปรับรองรายชื่อเดิม ให้เป็นรายชื่อของญัตติ 11 คน ตนจะร้องต่อจะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพราะถือว่าไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากเจตนาเดิม เป็นญัตติอภิปรายรัฐมนตรี 10 คน แต่เมื่อมาเพิ่มเป็น 11 คน ก็ต้องเซ็นใหม่ ตามแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ให้ไปรับรองว่าที่เซ็นของ 10 คน นำมาใช้สำหรับ 11 คนก็ได้ ซึ่งตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะการเซ็นชื่อเสนอญัตติต้องอ่านและเซ็นชื่อว่าเห็นด้วย แต่นี่เป็นกรณีให้เขาเซ็นลอย เมื่อนายชวนส่งหนังสือถึงครม. เพื่อให้กำหนดวันอภิปรายกลับมายังสภา และต้องบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน ตรงนี้จะเป็นเงื่อนไขที่ต้องให้ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบด้วย

เหน็บของเดิมมีตำหนิทำไมไม่แก้
นายเรืองไกรกล่าวว่า หากญัตติไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นญัตติที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ต้องไปวินิจฉัยว่า การใช้ญัตติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเป็นความผิดตามมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่

เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนี้ สามารถยื่นใหม่ได้หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า “นั่นเป็นสิ่งที่เรามีความเห็นไปว่า ทำไมไม่ถอนทำให้ญัตติตกแล้วยื่นใหม่ ซึ่งมีข้อดีกว่าเยอะ แค่พิมพ์ใหม่ แก้วันที่เท่านั้น ทำไมต้องดึงดันให้ต้องเป็นวันที่ 15 มิ.ย. ยื่นใหม่ แก้วันที่ใหม่ เข้าชื่อมาใหม่ ก็เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์แล้ว ของเดิมมันมีตำหนิ มันไม่บริสุทธิ์ ไม่รู้เพราะศักดิ์ศรีหรืออะไร ผมก็ไม่เข้าใจ ของมันน่าจะแก้ไขให้มันง่ายขึ้น ไม่ต้องไปผิดแล้วผิดอีก หากไม่ถูกก็ต้องพร้อมให้เขาตรวจสอบ จะมาบอกว่าเรืองไกรหยุดได้แล้วมันไม่ถูกต้อง เวลานี้ผมก็ไม่ได้ทำเพื่อเอาใจรัฐบาล เพราะผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”

หมอวาโยชี้เป้า 3 กรมส่อทุจริต
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อผิดสังเกตหลายประการ อาจส่อถึงการทำทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ 1.กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ที่มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรมว.ทส. มีการโอนงบที่ได้รับจัดสรรในปีก่อนๆ ตั้งแต่ปี 2563-65 รวม 46 รายการ เป็นเงินงบประมาณ 1,143 ล้านบาท ไปให้กับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นรมว.กลาโหม

โดยอ้างว่า ทหารมีเครื่องมือเพียบพร้อมกว่ากรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ผิดวิสัยมากว่า หน่วยงานทหารจะมีอุปกรณ์เพียบพร้อมกว่ากรมทรัพยากรน้ำซึ่งมีหน้าที่เฉพาะอย่างไร ต่อมายังปรากฏหลักฐานว่า ทหารไม่สามารถดำเนินโครงการได้เสร็จครบถ้วน โดยดำเนินการเสร็จเพียง 35 โครงการจาก 46 โครงการเท่านั้น ขัดกับข้ออ้างว่าทหารมีความพร้อมมากกว่า

นอกจากนี้มีข้าราชการน้ำดี แอบกระซิบและส่งข้อมูลมาให้ว่า เมื่อทหารได้รับโอนงบดังกล่าวไปแล้ว ได้โยกย้ายถ่ายเทนำไปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมีกฎหมายพิเศษและสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ด้วยวิธีพิเศษ ส่อทุจริต จึงขอเรียกเอกสารพยานหลักฐานดังกล่าวต่อกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะกมธ. เพื่อนำมาตรวจสอบต่อไป

พบความไม่ปกติการใช้งบ
2.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรมว.คมนาคม มีการให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในด้านการขายโฆษณา ทั้งบนรถไฟฟ้าและรวมถึงพื้นที่ต่างๆ ในสถานี ซึ่งสามารถหารายได้ได้อย่างมหาศาล แต่รฟม. กลับทำสัญญาเรียกรับส่วนแบ่งจากเงินรายได้เพียง 7% เท่านั้น โดยในปี 64 ส่วนแบ่ง 7% ปรากฏในงบการเงินเพียง 18 ล้านบาทเศษ เมื่อคำนวณไปกลับต่างๆ แล้ว หมายความว่าเอกชนมีรายได้จากการขายโฆษณาเพียง 20 กว่าล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น ขัดกับราคาขายซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต โดยจะขอเรียกเอกสารสัญญาทั้งหมดที่รฟม.ทำกับเอกชนรายนี้ เพื่อนำมาตรวจสอบต่อไป

3.กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กำกับดูแล ปรากฏข้อผิดสังเกตอย่างมาก คือ งบแต่ละปี เดิมได้รับจัดสรรอยู่พันกว่าล้านบาท โดยในปี 65 ได้รับจัดสรรไป 2 พันล้านบาท แต่ในปีงบ 66 กลับเพิ่มขึ้นไปถึง 15,000 ล้านบาท รวมเป็นงบถึง 17,000 ล้านบาท เป็นการผิดวิสัยอย่างยิ่งของการจัดสรรงบ

“เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า งบที่ถูกจัดสรรเพิ่มเติมมาเป็นโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรฯ เพียงโครงการเดียว ซึ่งเป็นโครงการใหม่ คล้ายคลึงกับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เมื่อถามหาบทวิเคราะห์คาดการณ์ผลประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ กลับไม่ปรากฏคำตอบหรือพยานหลักฐานใดๆ แต่พบข้อน่ากังวลว่า โครงการดังกล่าว มีการกระจายเงินลงไปกว่า 5,000 จุดทั่วประเทศ จุดละ 3 ล้านบาท หากมองผิวเผิน อาจเห็นเป็นเพียงเบี้ยหัวแตก แต่โครงการนี้จัดให้มีแค็ตตาล็อก ให้แต่ละจุดเลือกซื้อของจากแค็ตตาล็อกซึ่งถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว ทำให้สงสัยว่าของในแค็ตตาล็อกนั้นเป็นของใคร มีเอี่ยวถึงผู้ใหญ่ในหน่วยงานหรือไม่ คงต้องเรียกรายละเอียดของแค็ตตาล็อกดังกล่าวนี้มาตรวจสอบ” นพ.วาโยกล่าว

ลั่นมีรมต.คว่ำกลางสภาแน่
นพ.วาโยกล่าวว่า มีข้าราชการน้ำดีระดับอธิบดี มากระซิบว่าที่เรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ อาจไม่แปลกประหลาดนัก หากระดับอธิบดีกรมสนิทกับระดับรองผอ.สำนักงบประมาณ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นสามเหลี่ยมแห่งความเป็นไปได้ที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ คงต้องถามไปยังผู้ที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีประโยชน์จริงหรือไม่ กล้ารับปากหรือไม่ว่า หากโครงการล้มเหลว จะเป็นผู้รับผิดชอบเงินภาษีของประชาชน

“พล.อ.ประยุทธ์บอกตลอดว่าเข้ามาเพื่อปราบโกง แต่จากที่ตนยกตัวอย่างไป ก็ค่อนข้างชัดเจนมากแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยปละละเลย ไม่ได้เข้ามาเพื่อปราบโกงอย่างที่พูด ที่ตนค้นเจอความแปลกประหลาดและน่าสงสัยยังมีอีกมาก ผมคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์และ 10 รัฐมนตรี ที่จะถูกอภิปรายต้องเจอศึกหนักอย่างแน่นอน และค่อนข้างมั่นใจว่า จะมีรัฐมนตรีอย่างน้อย 1 คน ที่ถูกโหวตคว่ำกลางสภา” นพ.วาโยกล่าว

เพื่อไทยยันญัตติถูกต้อง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ยื่นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า เป็นญัตติที่ถูกต้อง เพราะญัตตินี้มีฉบับเดียว ไม่ได้มี 2 ฉบับ ที่สำคัญคือนายชวนได้บรรจุญัตตินี้เป็นวาระเร่งด่วนแล้ว เหลือเพียงแค่จะนัดประชุมวิป 3 ฝ่ายว่าจะอภิปรายวันใดเท่านั้น ยืนยันว่าเป็นญัตติที่ถูกต้อง ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงชื่อครบทุกพรรค เพื่อยืนยันความถูกต้องของญัตติหมดแล้ว เซ็นชื่อไปอีกครั้งแล้ว โดยไม่มีใครเห็นแย้งกับญัตติที่ยื่นไป ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัย ญัตตินี้ถูกต้องแน่นอน

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ หลังจากนี้จะมีคนไปยื่นร้องป.ป.ช. ให้ตรวจสอบว่าญัตติที่ยื่นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้ ไม่ควรไปยื่นป.ป.ช. มันเป็นเรื่องของ แค่สภา เป็นเรื่องที่ประธานสภาต้องวินิจฉัย เป็นเรื่องที่ต้องจบที่สภา

โวเชือดครั้งนี้รัฐบาลสะเทือน
เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปราย นายประเสริฐกล่าวว่า ตอนนี้เราเตรียมขุนพลไว้ 15 คน แต่อาจจะมีเพิ่ม เพราะมีประชาชนส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ทางไปรษณีย์ ซึ่งตนเลือกมา 3-4 ราย และต้องนำมาดูว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องมีคนอภิปรายเพิ่มประมาณ 2-3 คน เบื้องต้นอยากได้เวลาอภิปราย 5 วัน เป็นช่วงวันที่ 18-22 ก.ค. และลงมติในวันที่ 23 ก.ค. เพราะมีเนื้อหาพอสมควร รับรองว่าไม่เอาแต่น้ำ เราเอาแต่เนื้อๆ เราพยายามจะบริหารเวลาให้กระชับที่สุดอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นไปตามยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน ที่ฝ่ายค้านตั้งไว้ นายประเสริฐกล่าวว่า เรามั่นใจว่าครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือนได้ เมื่อดูจากข้อมูลแล้วมีหลายเรื่องหลายอย่าง โดยเฉพาะพุ่งตรงไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถยื่น ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดต่อได้ โดยหลังจากอภิปรายจบก็จะยื่น ป.ป.ช.ต่อ

มั่นใจนายกฯไม่ใช่‘ประยุทธ์’อีก
นายประเสริฐกล่าวว่า มั่นใจผลการอภิปรายครั้งนี้จะสั่นคลอนรัฐบาลได้อย่างแน่นอน และถ้าไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ในการอภิปรายครั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับฟังการอภิปราย จะนำข้อมูลที่ได้รับไปตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ มั่นใจว่าหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายกฯ จะไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน และเมื่อผ่านการอภิปรายไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องเจอศึกหนักวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี ที่จะครบช่วงปลายเดือน ส.ค. ซึ่งเรื่องนี้เราเตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความไว้แล้วในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเชื่อว่างานประชุม เอเปกที่พล.อ.ประยุทธ์ หมายมั่นจะเป็น เจ้าภาพให้ได้นั้น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด

ข้องใจไม่ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึง กทม.ออกประกาศพื้นที่ชุมนุมสาธารณะในกรุงเทพฯ ทั้ง 7 แห่งว่า การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกทางการเมือง เป็นเรื่องที่ดี บ้านเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รัฐบาลไม่ต้องกังวล หากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็บังคับใช้กฎหมายได้อยู่แล้ว แต่ที่พรรคกังวลคือการคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ถ้าจะคุมโรคระบาด สถานการณ์โควิดก็คลี่คลาย เตรียมถอด แมสก์ เปิดผับ เปิดบาร์ แต่การที่รัฐบาลคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจหวังคุมคนไม่ให้ออกมาแสดงออกทางการเมือง เพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลเอง และยังทำลายบรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว ทำลายบรรยากาศบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

เสรีฝากบางพรรคอย่าดูถูกปชช.
ที่ จ.ลำปาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลงพื้นที่ตลาดไหล่หิน อ.เกาะคา เพื่อช่วยนายเดชทวี ศรีวิชัย หาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง โดยกล่าวย้ำกับชาวบ้านว่าอย่าเลือกผู้แทนที่ซื้อเสียงเข้ามา เพราะหากเข้ามาได้ ก็จะไปยกมือหนุนเผด็จการ สนับสนุนการแจกกล้วยทำลายประชาธิปไตย การที่บางพรรคส่งผู้สมัครที่มีตำหนิ ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้ง มาลงสมัครอีกครั้ง เป็นการตบหน้าประชาชน แทนที่จะเลือกคนดีมาให้ชาวบ้านเลือกใหม่

“ตอนนี้ผมเตรียมตั้งรับไว้หมดแล้ว เตรียมคนเตรียมฝ่ายกฎหมายเอาไว้ ฝากไปยังผู้สมัครบางราย หากยังต้องการชนะด้วยวิธีเดิมๆ ถือเป็นการดูถูกประชาชน และท่านอาจจะไม่มีอนาคตอีก และขอฝาก ผู้ที่เป็นมือเป็นไม้กระทำความผิด ต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

เย้ยไม่มีใครอยากปกป้อง‘ประยุทธ์’
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า หากผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกตั้ง จะเป็นอีก 1 เสียงที่จะโหวตคว่ำ พล.อ.ประยุทธ์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้ ซึ่งส่วนตัวยังสงสัยอยู่ว่าการอภิปรายครั้งนี้ ยังจะตั้งองครักษ์พิทักษ์ประยุทธ์กันอีกหรือ ไหนบอกว่าชี้แจงได้ทุกเรื่อง ไม่มีแผลให้โจมตีแล้วจะกลัวอะไร ตนอยากรู้เหมือนกันว่าใครจะเสนอหน้ามาเป็นองครักษ์อีก เพราะที่ผ่านมาพวกองครักษ์ก็โดนไปหมด ตั้งแต่นาย เสกสกล อัตถาวงศ์ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ นายสิระ เจนจาคะ คราวนี้จะมีใครโผล่มาอีก

“ดูสภาพ พล.อ.ประยุทธ์ตอนนี้แล้ว คงไม่มีใครอยากจะปกป้องอีก นอกจากพวกหิวกล้วยจนหน้ามืด อย่าห่วงแต่ปากท้องตัวเองจนลืมความเดือดร้อนชาวบ้าน อยู่มา 8 ปีเคยแก้อะไรได้บ้าง ตอนนี้ทุกคนรู้สึกเหมือนกันคือ แค่ พล.อ.ประยุทธ์ออกไป ชาวบ้านก็หายจนแล้ว” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยกล่าว

อดีตเลขาสมช.อัด‘ตู่’หมดสภาพ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้สมช.ดูแลความมั่นคงอาหาร และพลังงานว่า แม้สมช.จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในทุกมิติ แต่เป็นเพียงเจ้าภาพเพื่ออำนวยการเท่านั้น อย่างเรื่องพลังงาน และอาหาร สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องราคาแพง ส่งผลต่อค่าครองชีพ จึงต้องแก้ที่ราคา เจ้าภาพมีอยู่แล้ว หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งหลาย โดยเฉพาะหมวก 2 ใบที่ พล.อ.ประยุทธ์ รับผิดชอบอยู่ นั่นคือประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องช่วยกันสุมหัว เชิญภาครัฐภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม มาหามาตรการที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อสั่งการในระดับรัฐบาล ซึ่งมีนายกฯ เป็นหัวหน้าอีก

“ดังนั้น เรื่องนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ คือตัว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ให้สมช.มารับผิดชอบ เรื่องนี้มันจึงผิดฝาผิดตัวไปหมด ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไร้ประสิทธิภาพในการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่สามารถบูรณาการรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกันได้ จึงมีภาพคนที่เกี่ยวข้องเกี่ยงหน้าที่รับผิดชอบ จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องส่งเรื่องนี้มาให้สมช.หน่วยงานที่อยู่ภายใต้ตัวเอง มันจึงกลายเป็นการรวมศูนย์เพื่อความมั่นคงของตัวเองไป ไม่ใช่ความมั่นคงของประเทศชาติ” พล.ท.ภราดรกล่าว

เวทีถอดรหัส-จี้ล้มรัฐราชการ
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดเสวนา “ถอดรหัสผู้ว่าฯ กทม. สู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ” โดยมีนายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายสันติสุข กาญจนประกร ผู้ก่อตั้ง We’re All Voters ร่วมเสวนา พร้อมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไขกุญแจปลดล็อกท้องถิ่น หยุดรัฐราชการรวมศูนย์

นายยุทธพรกล่าวว่า การเลือกตั้งคือความหวังของประชาชน ตัดสินอนาคตของตัวเอง ที่ผ่านมากระแสการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการพูดถึงมาตลอด แต่มีคนขัดขวางไม่เห็นด้วย และถูกกลไกรัฐกดทับ ปัญหาเกิดจากโครงการรัฐรวมศูนย์อำนาจ ทัศนคติต่อการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ขณะที่รัฐธรมนูญ 2560 คือ กับดักกระจายอำนาจ และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน คือจุดใหญ่สำคัญที่ไม่สามารถปลดล็อกได้ เพราะได้กำหนดโครงการรัฐแบบรวมศูนย์อำนาจว่าต้องมีส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น และผู้ว่าฯ ต้องมาจากกระทรวงมหาดไทย สิ่งเหล่านี้ เราต้องปลดล็อกก่อนจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ

เปิดแมสก์ – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ถอดแมสก์ออกวิ่งจากสวนลุมพินี ไปตรวจก่อสร้างบริเวณแยกลำสาลี และพูด คุยทักทาย ‘ลุงถั่ว’ นายเชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าของผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ

ยก‘ชัชชาติ’ทำงานไม่มีวันหยุด
ด้านนายจตุพรกล่าวว่า ตนได้ยินมานานแล้วเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ เราต้องการเปลี่ยนแปลง กล้าออกแบบ ตนหวังว่าจะเดินไปสู่ความสำเร็จ อย่าดูถูกประชาชนว่าไม่รู้ ถ้าให้ก็อย่าให้เพียงบางจังหวัด แต่ควรเกิดขึ้นทุกจังหวัด ซึ่งกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกทม.เลือกผู้ว่าฯ ได้เอง ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า เข้ามาแล้วทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ประชาชน เพราะผู้ว่าฯ ที่มาจากประชาชนทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด แตกต่างจาก ผู้ปกครองที่มาจากกลไกราชการ แม้กระทั่งตัวนายกฯ ก็ยึดถืออำนาจการทำงานแบบราชการ 1 เดือน ทำงาน 15 วัน ขณะที่ปัญหาประชาชนไม่เคยมีวันหยุด ประเทศที่มีผู้นำมีวันหยุดประเทศนั้นจะหาความเจริญได้ยาก เพราะการพัฒนาความเจริญก้าวหน้ามาแซงกันในช่วงวันหยุด

ทั้งนี้ เราต้องสังคายนาปฏิรูปหรือปฏิวัติเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งระบบ เพราะรัฐธรรมนูญที่มาจากปลายกระบอกปืน ไม่เอื้อต่อการจะเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะได้วางกลไกและกับดักต่างๆ มากมาย หากไม่เปลี่ยนแปลงใหญ่ การผลักดันให้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ทั้งประเทศก็ไม่มีวันเกิดขึ้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้

ยื่น 5 พันชื่อหนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ
ขณะที่นายวิโรจน์กล่าวว่า ระบบราชการรวมศูนย์เป็นปัญหาหลัก เพราะส่วนกลางไม่ไว้ใจประชาชน ต่อให้มีการเลือกตั้ง ก็เหมือนการปาหี่ สุดท้ายส่งผู้มีอิทธิพลลงไปควบคุม ซึ่งความแตกต่างของผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้ง เมื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชนมักถูกมองว่าเป็นบุญคุณ แต่เมื่อมีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องแก้ปัญหาและทำงานเพื่อประชาชน หากทำไม่ได้ก็ต้องคืนตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นระบอบที่ยุติธรรม เพราะประชาชนเลือกคนแบบไหนก็จะได้การบริหารแบบนั้น และคนที่ไม่ถูกเลือกก็ทำหน้าที่ตรวจสอบแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของกิจกรรม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายประกร อารีกุล ผู้แทนคณะก้าวหน้า กล่าวให้กำลังใจเครือข่าย และรับมอบ 5,000 รายชื่อสนับสนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ “ปลดล็อกท้องถิ่น” จากนายสมโชติ มีชนะ เครือข่ายใต้มูฟออน และนายนันทพงศ์ ปานมาศ เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย

สั่งไม่ฟ้อง‘เพนกวิน’ดูหมิ่นศาล
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีอย่างเด็ดขาดของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ในคดีของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาดูหมิ่นศาล กรณีโพสต์วิจารณ์ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงวันที่ 2 ธ.ค.2563 โดยอัยการวินิจฉัยว่าคดีนี้ พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาเป็น ผู้โพสต์ข้อความตามที่ถูกกล่าวหา

เนื้อหาคำวินิจฉัยที่เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ ระบุว่า คดีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำให้การของ พ.ต.ต.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ทำการสืบสวนและทำรายงานผลการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” ให้การยืนยันว่า IP Address ที่ใช้โพสต์ข้อความดังกล่าวนั้น มีผู้ใช้งานในเวลาเดียวกัน 232 ราย แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ลงชื่อเข้าใช้งานและหมายเลข IP Address ของบัญชีดังกล่าวได้ เนื่องจาก ผู้ให้บริการเป็นของ Facebook ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ

ประกอบกับบัญชีเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว มีผู้ดูแลเพจหลายคน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นบัญชีของผู้ใดบ้าง จึงไม่สามารถยืนยันว่าบัญชีใด เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว และมีความเกี่ยวข้องกับ ผู้ต้องหาอย่างไร พยานหลักฐานไม่พอพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้ต้องหา

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่นายพริษฐ์ เริ่มทำกิจกรรมทางการเมือง ถูกกล่าวหาดำเนินคดีจากการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น ไปรวมแล้ว 55 คดี ในจำนวนนี้มี 12 คดีที่สิ้นสุดไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคดีที่มีอัตราโทษปรับ และเป็นคดี 112 จำนวน 23 คดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน