นายกฯยํ้าอย่าตระหนก สธ.เฝ้ารับมือระบาดซํ้า ติดเชื้อทะลุ2พัน5วันรวด
นายกฯ สั่งสธ.เฝ้าระวัง โอมิครอนสายพันธุ์ BA.4-BA.5 ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าแพร่เชื้อได้รุนแรงมากขึ้น แม้องค์การอนามัยโลกเตือนภัยเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล หลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น กำชับจัดระบบเฝ้าระวังทั้งผู้ป่วยหนักและสายพันธุ์ย่อย จี้เร่งฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเข็มบูสต์ ป่วยโควิดทะลุหลักสองพัน 5 วันติด ป่วยเพิ่มอีก 2,378 ราย ตาย 17 ยังเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวมากสุด 39 จังหวัด กลับมาระบาดหนัก ส่วนใหญ่มีอาการ กทม.ผู้ป่วยยังพุ่งมากสุด 1.7 พันราย
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบ ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 2,378 ราย เป็นหลัก 2 พันวันที่ 5 รวมติดเชื้อสะสม 4,514,155 ราย หายป่วย 1,834 ราย สะสม 4,460,250 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 17 ราย สะสม 30,592 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,313 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 12,834 ราย และอยู่ในร.พ. 10,479 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 601 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 290 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 9.4% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ ส่วนผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 2 ราย
ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 12 ราย หญิง 5 ราย อายุ 46-95 ปี อายุเฉลี่ย 62 ปี โดยเป็น ผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100% มาจาก 15 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย, นครปฐม ยโสธร นครราชสีมา เชียงใหม่ แพร่ พะเยา ปัตตานี นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี จังหวัดละ 1 ราย

ดนตรีในสุสาน – บรรยากาศกิจกรรมดนตรีในสวน ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 มิ.ย. วงสะล้อซอซึง ‘แสนละเมา’ ธวัช เมืองเถิน จากเชียงใหม่ โชว์แสดงที่สวนสุขสำราญ (สุสานวัดดอน) สมาคมแต้จิ๋ว เขตสาทร กทม.
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 25 มิ.ย. 2565 ฉีดได้ 123,907 โดส สะสม 139,546,745 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 56,957,270 โดส คิดเป็น 81.9% เข็มสอง 53,123,978 โดส คิดเป็น 76.4% และเข็มสามขึ้นไป 29,465,497 โดส คิดเป็น 42.4% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,867,761 โดส คิดเป็น 46.2% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มแรกฉีดได้ 3,152,216 โดส คิดเป็น 61.2% และเข็มสอง 2,020,447 โดส คิดเป็น 39.2%
ด้านกรมควบคุมโรค (คร.) รายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,704 ราย 2.สมุทรปราการ 123 ราย 3.อุบลราชธานี 66 ราย 4.ปทุมธานี 33 ราย 5.นครสวรรค์ 27 ราย 6.ชลบุรี 24 ราย 7.พิษณุโลก 23 ราย 8.กาฬสินธุ์ 22 ราย 9.สกลนคร 20 ราย และ 10.ฉะเชิงเทรา 19 ราย
ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาใน ร.พ.หลักหน่วยมี 39 จังหวัด ขณะที่ 15 จังหวัดไม่มีรายงานผู้ป่วย ได้แก่ ชัยนาท ชัยภูมิ ตาก นครราชสีมา นราธิวาส น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา พัทลุง สมุทรสงคราม สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกการกลายพันธุ์ของเชื้อ โควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ติดตามเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4, BA.5 อย่างใกล้ชิด แม้องค์การอนามัยโลก จะจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีความสามารถในการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้น หลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ามีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสธ. ได้จัดระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยหนักและสายพันธุ์ย่อยต่อเนื่อง รวมทั้งเน้นฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ ป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็ขอให้ประชาชนปฏิบัติตนตามข้อแนะนำด้านสุขอนามัย
สธ.ห่วงสงเสริมการขายกัญชา
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณี ผลการดำเนินงานภายหลังการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดกลิ่นและควันกัญชาเป็นเหตุรำคาญและประกาศกรมอนามัยเกี่ยวกับการนำกัญชามาปรุงอาหาร ว่า สธ. เน้นย้ำหลักการปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์และไม่ใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม จึงมีการออกประกาศเรื่องกลิ่นและควันออกมา เนื่องจากห่วงเรื่องการนำไปจัดส่งเสริม การขาย การปาร์ตี้กัญชา ตามขั้นตอนคือเมื่อพบว่าผู้สูบจะตักเตือน
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า พบว่ามีการแจ้งเรื่องเข้ามาว่ามีผู้สูบใกล้ผู้อื่นจะมีกระบวนการตรวจเตือน แต่ยังไม่จับกุม หลังจากที่มีการช่วยกันรณรงค์ว่าแม้ปลดล็อกกัญชาแล้วแต่ไม่ใช่เพื่อการสันทนาการ ก็ไม่พบใครสูบในที่สาธารณะเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เราย้ำคือ หากไม่จำเป็นไม่ควรใช้กัญชา ส่วนการใช้กัญชาเพื่อปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยผู้บริโภคหลายคนก็ทราบว่าร้านไหนใส่กัญชาเพราะบางคนจะมีอาการคอแห้งๆ ในความเป็นจริง ร้านอาหารสามารถทำเมนูให้อร่อยได้โดย ไม่ต้องใส่กัญชา ส่วนร้านที่จะใส่กัญชาก็ต้องมีป้ายเตือนลูกค้า ใส่กัญชาในปริมาณที่ เหมาะสม ปลอดภัย และไม่ขายให้เด็กและหญิงตั้งครรภ์ให้นมบุตร
“กรมอนามัยมีทีมลงไปตรวจสอบตามร้านอาหาร พบว่าร้านได้แจ้งกับลูกค้าว่าใส่กัญชา แต่ในส่วนของความเชื่อที่ว่าใส่กัญชาแล้วลูกค้าติดใจรสชาติมากขึ้นแต่ไม่แจ้งลูกค้าถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค ร้านต้องติดป้ายเมนูกัญชา ซึ่งเราได้รับรายงานมาประปราย โดยหน่วยงานในพื้นที่ 2 หน่วย คือ 1.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.การสาธารณสุข และ 2.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ร่วมภาคส่วนอื่น เช่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ที่ต้องไปสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ให้เกิดขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการใช้ในทางไม่เหมาะสม หรืออันตราย ไม่ใช่เฉพาะกัญชาแต่เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องควบคุมการใช้เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว