รอ‘อย.’ไฟเขียว ใช้โดสน้อยกว่า

สธ.เล็งฉีดเพิ่มกลุ่มทารก 6 ขวบขึ้นไป หากอย.ไฟเขียว วัคซีน เผยใช้โดสน้อยกว่า ปลัดสธ.คาดโควิดไทยพ้นระบาดใหญ่ตามแผน 1 ก.ค.นี้ ระบุยังติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ได้ แต่ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน รอองค์การอนามัยโลกประกาศก่อน ด้านกพท.ออกประกาศเข้ม 1 ก.ค. ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าไทยทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยระหว่างอยู่บนเครื่อง ศบค.เผยยอดป่วยใหม่ต่ำกว่า 2 พันอีกครั้ง เสียชีวิต 15 ราย กทม.ติดเชื้อเกินพันจังหวัดเดียว ขณะที่สมุทรปราการป่วยเกินร้อย 3 วันซ้อน‘ชัชชาติ’ ฉีดบูสต์เข็ม 5 รณรงค์คนกรุงฉีดเข็มกระตุ้น

ป่วยใหม่ต่ำ 2 พัน-ตาย 15 ราย
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า ผู้ป่วยรายใหม่ 1,735 ราย ลดต่ำกว่า 2 พันรายแล้ว ติดเชื้อสะสม 4,515,890 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,138 ราย หายป่วยสะสม 4,462,388 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย เสียชีวิตสะสม 30,607 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 30,607 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 12,375 ราย และอยู่ในร.พ. 10,520 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 610 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 286 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 9.7% ส่วนผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 1 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 15 ราย มาจาก 13 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา 3 ราย, สมุทรสาคร ขอนแก่น ยโสธร สกลนคร เชียงใหม่ ลำปาง ภูเก็ต สงขลา ยะลา ตราด สระแก้ว และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากกทม. ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 6 ราย หญิง 9 ราย อายุ 55-102 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 26 มิ.ย.65 ฉีดได้ 55,655 โดส สะสม 139,602,400 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 56,961,123 โดส คิดเป็น 81.9% เข็มสอง 53,131,864 โดส คิดเป็น 76.4% และเข็มสามขึ้นไป 29,509,413 โดส คิดเป็น 42.4% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,883,422 โดส คิดเป็น 46.3% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มแรกฉีดได้ 3,153,900 โดส คิดเป็น 61.2% และเข็มสอง 2,025,541 โดส คิดเป็น 39.3%

กทม.ติดเชื้อยังเกินพัน
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,181 ราย 2.สมุทรปราการ 129 ราย ซึ่งป่วยเกิน 100 ราย 3 วันติดกัน 3.ชลบุรี 50 ราย 4.ลพบุรี 27 ราย 5.ปทุมธานี 26 ราย 6.อุบลราชธานี 24 ราย 7.ขอนแก่น 21 ราย 8.ราชบุรี 18 ราย 9.สงขลา 16 ราย และ 10.สระแก้ว 15 ราย

ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาในร.พ.หลักหน่วยมี 32 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดเพิ่มเป็น 24 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ ตรัง ตาก นราธิวาส บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก มุกดาหาร ยะลา สตูล สมุทรสงคราม สระบุรี สุรินทร์ หนองคาย อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ เลย และแพร่

ชี้ไทยพ้นระบาดใหญ่ 1 ก.ค.
วันเดียวกัน ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ อ.เมือง จ.นนทบุรี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขับเคลื่อนโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น หลังวันที่ 1 ก.ค.2565 ว่า เรื่องของโรคประจำถิ่นคงต้องรอให้องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นผู้ประกาศ ส่วนประเทศไทยจะใช้ว่าเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) หัวใจสำคัญคือการระบาดใหญ่ในประเทศไทยคงไม่มีแล้ว และโรคลดความรุนแรงลง ระบบสาธารณสุขรองรับได้ และไม่ใช่ว่าหลังวันที่ 1 ก.ค.นี้จะไม่มีโรคแล้ว ก็จะมีเป็นคลื่นเล็กบ้างใหญ่บ้าง อาจเป็นคลัสเตอร์เล็ก ปานกลาง หรือใหญ่ แต่ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุม ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีระบบเฝ้าระวังและเตรียมการการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักและใส่ท่อช่วยหายใจ การฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง 608 ก็ต้องดำเนินการตลอดซึ่งก็ดีขึ้น ขณะนี้ฉีดสะสมเกือบ 140 ล้านโดสแล้ว ประชาชน 60 ล้านคนได้ฉีดเข็มแรกแล้ว

เพิ่มฉีดทารก 6 เดือนขึ้นไป
“บางทีเราก็หาคนฉีดไม่ค่อยได้ ต้องดูว่าจะทำอย่างไร ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่ามีคนไทย 16 ล้านคนอยู่นอกประเทศ บางทีอาจจะได้ฉีดอยู่ข้างนอกประเทศแล้ว อาจจะไม่ได้รายงาน เราพยายามทำตัวเลขให้ใกล้เคียงที่สุด นอกจากนี้กรมควบคุมโรคยังรายงานว่าสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปถึง 5 ปี ซึ่งจะมีการหารือเวลาและรูปแบบการฉีดที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นสถานพยาบาล เพราะเด็กเล็กต้องมีการตรวจติดตามอยู่แล้ว โดยมีการเตรียมวัคซีนไว้แล้ว หากได้รับการอนุมัติจาก อย.ก็จะฉีดในเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติมต่อไป” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

เมื่อถามย้ำว่าวันที่ 1 ก.ค.จะประกาศ เป็นระยะหลังการระบาดใหญ่ใช่หรือไม่ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ก็คงเป็นไปตามแผน อย่างที่บอกว่าไม่ใช่จะไม่มีโรค แต่จะมีการติดเป็นคลัสเตอร์บ้าง ไม่มีคลัสเตอร์ใหญ่ๆ คนติดเป็นล้าน เกิดคลัสเตอร์แล้วลดลงไป เช่นนี้ เป็นคลื่นเล็กๆ และโรคไม่รุนแรงอยู่ในการควบคุม คือความหมาย Post-Pandemic ของเรา ส่วนเรื่องสิทธิการรักษารัฐบาลก็ดูแล สิทธิกองทุนต่างๆ ก็ครอบคลุมอยู่แล้ว โดยจะหารือกันในเรื่องนี้ต่อไป

ชี้ยังไม่ชัด BA.4-BA.5 แพร่เร็ว
เมื่อถามถึงคนเริ่มกังวลถึงสายพันธุ์โอมิ ครอน BA.4 และ BA.5 เพราะขณะนี้อนุญาตให้ถอดหน้ากากตามความสมัครใจ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ไม่ได้เพิ่งเจอตอนนี้ สธ.โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการวางระบบเฝ้าระวังสายพันธุ์ โดยพบตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ก็ผ่านมา 3 เดือนแล้ว เคสก็เพิ่มขึ้นบ้าง ปัญหาที่เรากังวลว่า โรคแพร่เร็วจนเราควบคุมไม่ได้ใช่หรือไม่ และทำให้เกิดอาการหนักขึ้นจนมีคนป่วยหนักเข้าร.พ.มากหรือไม่ ซึ่งเราเฝ้าระวังอยู่ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีลักษณะนั้น อย่างต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ พบ BA.4/BA.5 แพร่เร็วกว่าโอมิครอนดั้งเดิม 1.3-1.4 เท่า แต่ประเทศอื่นในยุโรปก็บอกว่าแพร่ได้น้อยกว่า ดังนั้น เรื่องแพร่เร็วก็ยังไม่มีความชัดเจน แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวกับตัวเชื้ออย่างเดียว แต่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้วยที่ทำให้เกิดการแพร่เร็ว เราก็เฝ้าระวังว่าจะเกิดเช่นนั้นในประเทศไทยหรือไม่ จากการตรวจส่งสายพันธุ์ เราพบสัดส่วนประมาณ 40% โดยเจอในคนต่างชาติมากกว่าคนไทย นอกจากนี้ยังพบว่า BA.4/BA.5 ทำให้ภูมิต้านทานเชื้อลดลงบ้าง จึงแนะนำให้มาฉีดวัคซีนเพิ่มเติม

“บางคนคิดว่าฉีด 3 เข็มจะเพียงพอ แต่จริงๆ ถ้าถึงระยะเวลาที่แนะนำ คือ 4 เดือนควรมาฉีดซ้ำ เพราะวัคซีนเมื่อเราไปดูคนที่ป่วย BA.4/BA.5 ถ้าวัคซีนบูสเตอร์อาการเจ็บป่วยน้อยลงกว่าคนที่ไม่ได้ฉีด ก็ชัดเจนว่าวัคซีนยังได้ผลป้องกันหนักและเสียชีวิต” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ด้านนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ต้องรอทาง ไฟเซอร์และโมเดอร์นามาขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมเพื่อฉีดในกลุ่มอายุ 6 เดือนขึ้นไป ขณะนี้ยังไม่มีการมายื่นขอขยายอายุการฉีดเพิ่มเติม แต่หากยื่นเรื่องเข้ามาแล้วก็สามารถพิจารณาได้ทันที โดยขนาดที่ใช้ในกลุ่มอายุ 6 เดือนขึ้นไป จะมีขนาดน้อยกว่าวัคซีนที่ใช้ในเด็กอายุ 5-11 ขวบ

‘หมอยง’ชี้ BA.4/BA.5ไม่น่ากังวล
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายผ่านระบบออนไลน์ถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ว่าช่วง 3 สัปดาห์ของเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทางศูนย์ถอดรหัสพันธุกรรมผู้ป่วยโควิด-19 ในกรุงเทพฯ 206 ราย พบว่ายังเป็นสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.2 แต่ข้อมูลทั่วโลกพบ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนพ.ค.อยู่ที่ร้อยละ 3.7 เพิ่มขึ้นเดือนมิ.ย. เป็นร้อยละ 30 ประเทศไทยพบรายงานการเพิ่มขึ้นของ BA.5 ในเดือนพ.ค. จากร้อยละ 1.6 เป็นร้อยละ 8 ในเดือนมิ.ย. เป็นสัญญาณเตือนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ต้องกลัว เพราะยังไม่มีหลักฐานความรุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตที่เพิ่ม อีกทั้งการถอดรหัสพันธุกรรมในหลายประเทศมี แนวโน้มลดลง ความถูกต้องแม่นยำก็น้อยลง

ศ.นพ.ยงกล่าวต่อว่า ในเด็กติดเชื้อโอกาสเสียชีวิตต่ำมาก ข้อมูลเดือนม.ค.-เม.ย. 2565 ช่วงการระบาดของเชื้อโอมิครอน เด็กอายุ 0-14 ปี ที่ติดเชื้อ 2.3 แสนราย พบเสียชีวิต 41 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ความกังวลในเด็กไม่ได้อยู่ที่ภาวะโรค แต่เด็กจะเป็นตัวแพร่เชื้อไปสู่คนในครอบครัว จากการศึกษาวิจัยเด็ก 5-6 ขวบที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน จำนวน 350 ราย โดยเจาะเลือดตรวจพบว่าช่วงสายพันธุ์โอมิครอนมีเด็กติดเชื้อร้อยละ 27 หรือประมาณ 1 ใน 4 เทียบกับช่วงสายพันธุ์เดลตา มีเด็กติดเชื้อร้อยละ 7-8 เมื่อซักประวัติพบว่าครึ่งหนึ่งไม่แสดงอาการ ดังนั้น เด็กเหล่านี้ที่ติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อยมาก จึงมีความเสี่ยงจะแพร่เชื้อที่โรงเรียนและนำไปสู่ครอบครัว

คาดส.ค.ยอดป่วยจะสูง
“เดือนก.ค.คาดว่าจะเห็นยอดติดเชื้อที่สูงขึ้นจนถึงเดือนส.ค. ต้องเตรียมรับมือ จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงไปต่ำสุดช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. เพราะเป็นช่วงปิดเทอม และจะกลับสูงอีกทีช่วงเปิดเทอม เดือนม.ค. เป็นลักษณะจำเพาะของโรคทางเดินหายใจในเด็ก ส่วนอาการลองโควิดที่พูดกันมาก สำหรับผมรู้สึกเฉยๆ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้หลังติดเชื้อช่วง 3-6 เดือน อาการหลักๆ ที่เห็นคือเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมองมึนตื้อ หายใจไม่สะดวก ช่วงการระบาดของเชื้อเดลตาจะพบลองโควิดมากกว่าเชื้อโอมิครอน คาดว่าปีหน้าก็จะ ลดลง” ศ.นพ.ยงกล่าว

ศ.นพ.ยงกล่าวถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ว่าผู้ได้รับวัคซีนไป 3 เข็มแล้วติดเชื้อ การติดเชื้อถือเป็นการรับวัคซีนเข็มที่ 4 เป็นภูมิคุ้มกันลูกผสมที่ดี จึงไม่จำเป็นต้องฉีด เข็มที่ 4 หากจะฉีดขอให้รอไปหลัง 6 เดือน ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีน ซิโนแวค หรือ ซิโนฟาร์ม ซึ่งเป็นเชื้อตายไป 2 เข็มแรก จากนั้นรับแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 5 หรือไม่ เนื่องจากมีการพูดว่าไม่ควรนับรวมเชื้อตายนั้น ส่วนตัวไม่อยากให้ด้อยค่าวัคซีนเชื้อตาย เพราะมีผลวิจัยยืนยันเชื้อตายเป็นตัวปูพื้น ทำให้ร่างกายจำลองการติดเชื้อได้ดีควรนับรวม หากจะกระตุ้นเข็มที่ 5 ควรให้ห่างนาน 4-6 เดือน หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงค่อยว่ากัน สำหรับการติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 แม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วมีโอกาส เกิดได้แต่น้อย ดังนั้น จึงยังต้องป้องกันและระวังตัว

‘ชัชชาติ’โชว์ฉีดบูสต์เข็ม 5
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มกระตุ้น (บูสเตอร์โดส) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญและไปรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามระยะเวลาที่เหมาะสม

นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นการฉีดวัคซีน เข็มที่ 5 ไม่กังวล เพราะฉีดมา 4 เข็มแล้ว โดย 2 เข็มแรกฉีดวัคซีนซิโนแวค ส่วนเข็ม 3-4 ฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งเข็มที่ 4 ฉีดมาตั้งแต่เดือน พ.ย.64 ที่ร้านขายของชำในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนจากที่นั้นด้วย

เข็ม 5 – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เข้ารับการฉีดวัคซีน โควิด-19 เข็มที่ 5 (บูสเตอร์ โดส) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญและไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามระยะเวลาที่เหมาะสม ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.

“วันนี้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ฉีดบูสเตอร์โดส ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเจอคนเยอะ ไม่รู้สึกเลยว่าฉีด เบามาก” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวและว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญ โดยฉีดทุกๆ 4-6 เดือน แม้ว่าจะไม่ช่วยเรื่องติดโรคโควิด-19 แต่ช่วยลดอาการรุนแรงของโรคได้ จึงอยากให้ประชาชนมาฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากที่สุด เนื่องจากมีการเปิดประเทศแล้ว สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ และจะได้ไม่เป็นภาระกับบุคลากรทางการแพทย์

นายชัชชาติกล่าวถึงแผนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นว่า เบื้องต้นสั่งการให้ กทม.ทำแผนเชิงรุก เร่งฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสในชุมชนให้มากที่สุด สำคัญคือประชาชนต้องเข้ารับเข็มกระตุ้นหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 มาแล้ว 4 เดือน ย้ำว่า กทม.มีกำลังเพียงพอในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ส่วนรายงานตัวเลข ผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงไม่มีอะไร เหตุการณ์ปกติ และยังเฝ้าระวังโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ BA.4 และ BA.5 ต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติเลือกฉีด วัคซีนโมเดอร์นา เข็มที่ 5 แบบเต็มโดส ตาม คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากระยะเวลาการฉีดเข็มที่ 4 ห่างมาแล้วเกือบ 1 ปี

สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งแบบวอล์กอิน และจองคิวผ่านแอพพลิเคชั่น QueQ โดยให้บริการวัคซีนซิโนแวค วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า วัคซีนไฟเซอร์ และวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งรองรับได้ 2,000-3,000 คนต่อวัน และศูนย์บริการสาธารณสุขทั่ว กทม. กว่า 69 จุด

กพท.เข้มเข้าไทยต้องใส่แมสก์
ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อสร้างความเข้าใจและให้สายการบินปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างถูกต้อง ถึงมาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในการเดินทางทางอากาศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือกพท. ออกประกาศนักบิน หรือ NOTAM (โน-แทม) แจ้งสายการบินทั่วโลกถึงมาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในการเดินทางทางอากาศ เข้ามายังประเทศไทย โดยยังคงแนะนำให้ ผู้โดยสารสวมใส่หน้ากากอนามัยระหว่าง เดินทางในเครื่องบิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด

สำหรับเอกสารหรือเงื่อนไขต่างๆ ได้ยกเลิกการลงทะเบียน Thailand Pass เพื่อเข้าประเทศไทย ผู้โดยสารที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน สามารถเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องมีผลตรวจโควิด-19 เพิ่มเติม แต่หากมีอาการป่วย แนะนำให้ตรวจ Rapid Antigen Test (PRO-ATK) ส่วนผู้โดยสารที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนแล้วแต่ไม่ครบโดส จะต้องมีผลการตรวจ PRO-ATK หรือ RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อที่จะสามารถเข้าประเทศได้เช่นเดียวกับ ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

ขณะที่สายการบินจะต้องตรวจสอบเอกสารของผู้โดยสารระหว่างประเทศว่ามีเอกสารการรับวัคซีน หรือผลการตรวจ PRO-ATK หรือผลการตรวจ RT-PCR หรือไม่ หากผู้โดยสารไม่มีเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรค กรณีสายการบินต่างชาติสามารถส่งเอกสารรับรองลูกเรือว่าเป็นไปตามข้อกำหนด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ลูกเรือ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรคอาจตรวจสอบเอกสารอีกครั้งหนึ่ง

สธ.เปิด 2 ฟังก์ชันใหม่‘หมอพร้อม’
ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดตัวฟังก์ชัน “ประเมินภาวะ ลองโควิด” และ “ตรวจสุขภาพใจ” บนแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม”

นพ.โสภณกล่าวว่า สธ.พัฒนาแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เป็น Digital Health Platform ของประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านสุขภาพดิจิทัลแก่ประชาชน ปัจจุบันให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด การตรวจหาเชื้อโควิด การออกเอกสารรับรองโควิดมาตรฐานสหภาพยุโรป และออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล เป็นต้น โดยจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์และบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้สธ.เห็นว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิดที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ผู้ป่วยหลายคนรักษาหายแล้วยังเผชิญกับอาการป่วยที่หลงเหลือหรือภาวะ “ลองโควิด” ขณะที่บางส่วนได้รับผลกระทบทางจิตใจ จึงพัฒนาฟังก์ชันในหมอพร้อมเพิ่มเติมอีก 2 ฟังก์ชัน ได้แก่ 1.ประเมินภาวะลองโควิด พัฒนาโดยกรมการแพทย์ พร้อมชุดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับภาวะลองโควิดสำหรับประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะลองโควิด วิธีเตรียมรับมือ และแนวทางการดูแลตนเอง และ 2.ตรวจสุขภาพใจ พัฒนาโดยกรมสุขภาพจิต เพื่อเป็นเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น และ คัดกรองความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตที่ อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ โควิด-19 โดยทั้ง 2 ฟังก์ชันนี้จะให้บริการบนแพลตฟอร์มของหมอพร้อม ทั้ง LINE OA, แอพพลิเคชั่น และเฟซบุ๊ก

ประเมิน‘ลองโควิด-สุขภาพใจ’
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า กรมการแพทย์พัฒนาชุดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับภาวะลองโควิด เพื่อเป็นคำแนะนำการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาหายแล้วแต่ยังมีอาการหลงเหลืออยู่ พร้อมพัฒนาแบบประเมินสำหรับ ผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาหายตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป และมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นภาวะลองโควิด อาทิ ผมร่วง เจ็บหน้าอก ใจสั่น อ่อนเพลีย เหนื่อยเรื้อรัง ไอเรื้อรัง สมองล้า ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใด นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ โดยสามารถประเมินภาวะลองโควิดเบื้องต้นด้วยตนเองผ่าน “หมอพร้อม Chatbot” โดยระบบจะประเมินระดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น พร้อมให้ คำแนะนำในการดูแลตนเอง จะช่วยให้ประชาชนทราบถึงอาการผิดปกติและความรุนแรงหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษาโรคโควิด-19 ทั้งนี้ หากพบว่ามีอาการรุนแรงจะแนะนำให้ประเมินซ้ำอีกในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากวันที่ตรวจพบเชื้อ เพื่อติดตามอาการ และหากอาการดังกล่าวกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ควรพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอรับ คำปรึกษาและรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

พญ.อัมพรกล่าวว่า กรมสุขภาพจิต ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (UTC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาระบบ DMIND ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่จะช่วยประเมินและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตจากการสัมภาษณ์พร้อมใช้ข้อมูลใบหน้า เสียง และข้อความ ในการประเมินด้วยระบบ AI พร้อมให้คำแนะนำด้วยชุดข้อมูลความรู้ และเชื่อมโยงระบบกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือสำหรับกลุ่มเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตในระดับปานกลางและกลุ่มเสี่ยงระดับสูง โดยระบบ DMIND จะเชื่อมระบบกับ “หมอพร้อม” บนฟังก์ชันตรวจสุขภาพใจ ซึ่งประชาชนสามารถเรียกใช้งานฟังก์ชันได้บนหมอพร้อมแชทบอท หรือที่เมนูบริการอื่นๆ บน “หมอพร้อม” หรือเข้าถึงผ่านลิงก์ได้ที่ https://bit.ly/DMIND11

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน