คุมมาตรฐานสุขอนามัย สปสช.จ่ายแล้ว1.5แสนล. ค่ารักษาโควิดคนไทย3ปี ถกเลิกแจกเอทีเค4กค.

กรมอนามัยบังคับ ‘กุ๊ก-คนครัว’ ในร้านอาหารต้องใส่หน้ากาก เพื่อให้เป็นมาตรฐานสุขอนามัย ย้ำต้องไม่ถอยหลังไปสู่จุดเดิม ต้องอร่อยควบคู่สะอาด ด้านสปสช.เปิดตัวเลข 3 ปีจ่ายค่ารักษาโควิดพุ่ง 1.5 แสนล้าน บอร์ดสปสช.นัดถกจันทร์ 4 ก.ค.นี้ยกเลิกแจกเอทีเค ระบุรักษาโควิดหลังพ้นระบาดใหญ่ให้ตามสิทธิเดิม อย.อนุมัติยาฉีด ‘Evusheld’ ป้องกันโควิดกลุ่มอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป เน้นกลุ่มที่มีภูมิบกพร่อง คนป่วยโรคไต เปลี่ยนถ่ายไต ย้ำไม่ได้นำมาแทนวัคซีน เผยครม.อนุมัติให้จัดหาแล้ว 2 แสนโดส ศบค.พบป่วยใหม่ 2.5 พัน เสียชีวิตอีก 14 ราย

ป่วยโควิดเกิน 2 พันอีก-ตาย 14
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า ผู้ป่วยรายใหม่กลับมาเพิ่มมากกว่า 2 พันรายอีกครั้ง คือจำนวน 2,569 ราย ติดเชื้อสะสม 4,520,220 ราย เฉพาะระลอกตั้งแต่ 1 ม.ค.65 รวม 2,296,785 ราย หายป่วยเพิ่ม 1,984 ราย หายป่วยสะสม 4,466,557 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 14 ราย เสียชีวิตสะสม 30,634 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,029 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI, CI 12,476 ราย และอยู่ในร.พ. 10,553 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 665 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 300 ราย แนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลือง สีแดงอยู่ที่ 9.8% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 14 ราย มาจาก 11 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ยโสธร แพร่ จังหวัดละ 2 ราย, กทม. ปทุมธานี นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ พิจิตร สระบุรี และนครนายก จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากภาคใต้ ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 4 ราย หญิง 10 ราย อายุ 8-86 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 28 มิ.ย.65 ฉีดได้ 56,689 โดส สะสม 139,682,145 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 56,969,704 โดส คิดเป็น 81.9% เข็มสอง 53,147,716 โดส คิดเป็น 76.4% และเข็มสามขึ้นไป 29,564,725 โดส คิดเป็น 42.5% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,892,718 โดส คิดเป็น 46.4% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ปี เข็มแรกฉีดได้ 3,158,684 โดส คิดเป็น 61.3% และเข็มสอง 2,035,182 โดส คิดเป็น 39.5%

ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,649 ราย 2.ขอนแก่น 93 ราย 3.สมุทรปราการ 91 ราย 4.ชลบุรี 59 ราย 5.กำแพงเพชร 55 ราย 6.สุรินทร์ 47 ราย 7.ชุมพร 31 ราย 8.นนทบุรี 31 ราย 9.เชียงใหม่ 30 ราย และ 10.ร้อยเอ็ด 28 ราย

ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาในร.พ.หลักหน่วยมี 36 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดลดลงเหลือ 11 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชัยนาท ตรัง ตราด นครราชสีมา นราธิวาส พังงา พิจิตร ระนอง ลำปาง และแม่ฮ่องสอน

สธ.ย้ำไปตปท.ควรสวมแมสก์
ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย ยังอยู่ในการควบคุมได้ แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยกำลังรักษาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยพบ ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในพื้นที่กทม. ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอำเภอเมือง ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิด และเริ่มมีสัญญาณพบผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง แต่ยังเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ดังนั้นจึงต้องเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคประจำตัว รวมทั้งพิจารณาใช้ยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (LAAB) ในกลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เพียงพอจากการฉีดวัคซีน สำหรับผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว ได้ให้จังหวัดติดตามข้อมูลและเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาภูมิคุ้มกันตามแนวทางที่กำหนด เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตและค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังแนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองตลอดเวลา และมารับวัคซีนตามกำหนด ซึ่งป้องกันการติดเชื้อได้ในระดับหนึ่ง และหากติดเชื้อจะช่วยลดความเสี่ยงอาการรุนแรงได้อย่างมาก ส่วนผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศทุกคน แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้คนจำนวนมาก เว้นระยะห่างหรือหลีกเลี่ยงการร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมากที่ไม่ได้สวมหน้ากาก เมื่อกลับจากต่างประเทศแล้วให้สังเกตอาการตนเอง และตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วย หากพบว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จำเป็นต้องสวมหน้ากากขณะอยู่ใกล้ชิดผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 หรือเมื่อไปสถานที่ปิด หรือมีคนจำนวนมาก

ให้‘กุ๊ก-คนครัว’สวมแมสก์
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้แม้จะมีประกาศให้สวมหน้ากากอนามัยตามความสมัครใจแบบมีเงื่อนไข โดยแนะนำให้ใส่หน้ากากเมื่อไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงกลุ่มเสี่ยง 608 ที่เสี่ยงติดเชื้อมีอาการรุนแรง ผู้ติดเชื้อและสัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเราออกประกาศแบบนี้เพื่อให้เป็นทางเลือก ให้การใส่หน้ากากไม่ถูกตีตรา เราต้องการสร้างสมดุล 2 เรื่องคือ ยังเตือนผู้คนที่มีความเสี่ยงให้สวมหน้ากากได้อยู่ และคุ้มครองสิทธิของคนอยากสวมหน้ากากไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติว่า ป่วยหรือไม่ ถ้าป่วยไม่ให้เข้าสถานที่ หรือถูก บูลลี่ว่าป่วย การออกมากลางๆ แบบนี้จึงเป็นแบบสมัครใจและมีเงื่อนไข จะช่วยให้เปลี่ยนผ่านระยะนี้ไปได้

นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในสถานประกอบการร้านอาหารต่างๆ ผู้ให้บริการใกล้ชิดแก่ลูกค้า รวมถึงพนักงานครัวที่จัดเตรียมวัตถุดิบและประกอบปรุงอาหาร ยังต้องสวมหน้ากากเพื่อป้องกันด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เรากำหนดให้ใส่หน้ากากด้วยเงื่อนไขของโรคโควิด-19 แต่ตอนนี้เวลาเปลี่ยนผ่านเราจะกำหนดให้เป็นสุขอนามัยและสุขลักษณะของร้านตามปกติ ซึ่งได้เพิ่มเรื่องการสวมหน้ากากลงในข้อกำหนดและคำแนะนำเกี่ยวกับสุขลักษณะของสถานที่สะสมอาหารหรือสถานที่ทำอาหารของกรมอนามัยแล้ว เหมือนการกำหนดให้สวมหมวกคลุมผม ผ้ากันเปื้อน และหากต้องสัมผัสอาหารโดยตรงก็ต้องใส่ถุงมือ

“ถ้าเราเชื่อและพยายามพาสังคมไปแบบนี้ โรคติดต่อทางเดินหายใจและโรคติดต่อทางเดินอาหารก็จะลดลง เพราะใส่หน้ากาก ล้างมือ ทำความสะอาดเช็ดโต๊ะกันมากขึ้น เราพยายามยกระดับเพื่อให้สุขภาพดี การบริการนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศ” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

เมื่อถามว่าเมื่อผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อาจจะทำให้กลับไปมีพฤติกรรมตามเดิม จะคงการรักษาสุขอนามัยของร้านอาหารต่างๆ ต่อไปอย่างไร นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า คงดำเนินการ 2 ทางคือ 1.เมื่อยกระดับถึงจุดหนึ่งเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ขณะเข็นมักหมดแรง เราต้องหาไม้หมอนมาหนุน ไม้หมอนสำคัญคือมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเป็นตัวนำ และ 2.มาตรการที่เป็นการส่งเสริมให้คนที่ทำดี ได้รับการยอมรับ สองส่วนนี้สำคัญที่เราจะดำเนินการ หากไปดูต่างประเทศเวลาร้านอาหารเจอหนูตัวหนึ่งเขาสั่งปิดไว้ก่อนแล้วให้ร้านยืนยันรับรอง (Declare) แต่บ้านเราเจอหนูวันรุ่งขึ้นเปิดเลย ก็มีข้อสงสัยว่าตกลงหยิบหนูออกแล้วทุกอย่างเหมือนเดิมหรือไม่ แต่เมืองนอกต้องคลีนทั้งหมดแล้ว Declare

“ตอนนี้เชื่อว่าช่วงผ่านสถานการณ์โควิดคนและผู้ประกอบการเริ่มคุ้น แต่อย่าย้อนกลับไป คือ จะต้องมีกฎหมายมาค้ำซึ่งจะกำหนดมาตรฐานไว้ และอีกส่วนคือพลังของผู้บริโภคที่จะบอกว่าร้านไหนสะอาดหรือไม่สะอาด ร้านไหนสะอาดก็ต้องอุดหนุน ร้านไหนไม่ สะอวดก็ให้คำชี้แนะ ถ้าร้านไหนมีปัญหา ผู้บริโภคไม่ไปอุดหนุน ร้านก็ปรับโดยอัตโนมัติ แต่ที่ผ่านมาเราเจอปัญหาเราเลือกแต่อร่อยแต่ไม่สะอาด หากสังเกตหลายร้านไม่สะอาด แต่บางทีอร่อย ซึ่งไม่รู้อร่อยจากอะไรก็ตาม แต่เรายังไปอุดหนุน ผู้ประกอบการก็จะรู้สึกว่าปัจจัยสะอาดไม่มีความจำเป็น แต่เราต้องทำให้อร่อยควบคู่กับสะอาดก็จะขับเคลื่อนไปได้” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

รักษาตามสิทธิหลังพ้นระบาด
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หลังจากที่ไทยพ้นการระบาดใหญ่ของโควิด-19 (Post-Pandemic) ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ทำให้การรักษาพยาบาลของประชาชนจะกลับสู่ภาวะปกติคือ เมื่อมีการเจ็บป่วยก็ให้รักษาพยาบาลตามสิทธิรักษาเดิมที่มีอยู่ ไปใช้บริการในสถานพยาบาลใกล้บ้าน หากเห็นสมควรว่าจะต้องส่งตัวต่อตามระบบ ร.พ. จะประเมินและส่งต่อเอง เนื่องจากถือว่าการป่วยโควิด ต่อไปจะเหมือนกับการเจ็บป่วยแบบไข้หวัดธรรมดา

“เดิมการระบาดของโควิด ช่วงแรกมีประชาชนป่วยมาก ทำให้หน่วยงานรัฐต้องระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชน ทำให้เมื่อป่วยโควิด สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ หรือการเกิด Hospitel แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ก็ต้องมีการปรับระบบ เพราะโรคไม่ได้รุนแรงเหมือนเดิมอีกต่อไป” ทพ.อรรถพรกล่าว

จ่ายรักษาโควิดแล้ว 1.5 แสนล.
ทพ.อรรถพรกล่าวต่อว่า สำหรับค่ารักษาพยาบาลจากโควิด-19 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน ใช้งบประมาณมากกว่า 150,000 ล้านบาท และในการประชุมบอร์ด สปสช.ในวันที่ 4 ก.ค.นี้ เตรียมพิจารณาเรื่องการแจกชุดตรวจ ATK ในร้านขายยาว่าสมควรยกเลิกหรือขยายต่อหรือไม่ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค การตรวจ ATK ให้ทำต่อเมื่อมีอาการป่วยเท่านั้น ไม่ต้องตรวจบ่อยครั้งเหมือนในอดีต

อนุมัติยา Evusheld ฉีด 12 ปี
นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.อนุมัติขึ้นทะเบียนยา “Evusheld” ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ยา Evusheld เป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ใช้เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 แต่ไม่ได้ใช้สำหรับการรักษาแต่อย่างใด และไม่ได้นำมาใช้แทนที่การสร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน โดยยานี้สามารถใช้ได้ในกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 40 ก.ก. สำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้ควรแจ้งข้อมูลเบื้องต้นกับแพทย์ เช่น ประวัติการแพ้ยา ประวัติการรักษาโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร รวมถึงประวัติการได้รับวัคซีน เป็นต้น ทั้งนี้ ยา Evusheld ได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้วจากทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกามาก่อนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Evusheld เป็นแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวสองชนิดได้แก่ tixagevimab และ cilgavimab ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉินสำหรับป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 ก.ก. ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนธ.ค.2564 และยุโรปเมื่อเดือนมี.ค.2565 โดยมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องปานกลางถึงรุนแรงที่อาจตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนโควิดได้ไม่ดี หรือคนที่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน หรือไม่ยอมฉีดวัคซีน ส่วน สธ.ได้ศึกษาความคุ้มค่า พบว่า Evusheld สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 การป่วยหนักและเสียชีวิตในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยล้างไต ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องภูมิคุ้มกันของตนเอง ในระยะเวลา 6 เดือน แต่มีความคุ้มค่าในผู้ป่วยล้างไตมากที่สุด ส่วนการจัดซื้อยาดังกล่าวจะใช้โควตาจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าบางส่วนเปลี่ยนมาเป็นแอนติบอดีดังกล่าว

คร.ชี้ติดเชื้อต่ำกว่าเป็นจริง
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีระบุว่าสถานการณ์โควิดในไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อจริงสูงกว่ารายงาน 10 เท่าว่า ข้อมูลทั่วโลกที่รายงาน ผู้ติดเชื้อยืนยัน 550 ล้านคน แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริง มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขอาจจะมากกว่านี้ 4-5 เท่า หรือบางคนบอกว่าเยอะกว่านี้ก็บอกว่าอาจจะมากกว่ารายงาน 7-8 เท่า ตอนนี้ติดเชื้อกี่คนไม่มีความจำเป็นต้องไปหา การประมาณการว่าติดเชื้อจริงมากกว่ากี่เท่า ไม่ใช่ประเด็น เพราะสิ่งที่เราสนใจคือสถานการณ์ควบคุมได้ไหมที่จะเข้าสู่หลังการระบาด Post-Pandemic การระบาดมากขึ้นหรือลดลง รวมถึงเราดูจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยอาการหนักใส่ท่อช่วยหายใจ จะสะท้อนผู้ติดเชื้อในภาพรวมและระบบสาธารณสุขว่ารองรับได้หรือไม่

“ขณะนี้วิเคราะห์ข้อมูลอัตราป่วยตาย โควิดอยู่ที่ 0.07 ใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้ตรวจทุกวันเช่นกัน อัตราตายอยู่ที่ 0.1% และคิดว่าโควิดอัตราตายน่าจะต่ำกว่านี้ เพราะผู้ติดเชื้อไม่มีอาการก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย ถ้าดูสถานการณ์ตอนนี้ความรุนแรงของโรคก็น้อยกว่าหลายโรคแล้ว แต่แนวโน้มการติดเชื้อทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น แต่ไม่เร็วมากนักเหมือนกับช่วงเดลตาหรือโอมิครอนใหม่ๆ เพราะสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็ผ่อนคลายมาตรการ ไม่ได้ใส่หน้ากาก แต่ในคนไทยเรายังใส่อยู่เมื่ออยู่ในที่ชุมชนคนจำนวนมาก และเรายังรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่ง 2 มาตรการนี้จะเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมสถานการณ์หลังผ่านระยะ Post-Pandemic” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวว่า กรณีมีการตื่นตระหนกเมื่อมีการรายงานพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ต่างๆ ขอย้ำว่า ถึงเจอแต่กราฟขึ้นๆ ลงๆ ได้ ขณะนี้กำลังพิจารณาจุดสมดุลของฐานต่ำสุดเทียบกับช่วงการระบาดของสายพันธุ์ เดลตา ซึ่งมีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 300-400 รายต่อวัน ปอดอักเสบ 800-900 รายต่อวัน เสียชีวิต 20-30 รายต่อวัน หากตัวเลขอยู่ระดับนี้ แลกกับการที่เราสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ คิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะพอยอมรับได้ แต่เราพยายามดูแลให้มีผู้ป่วย และเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

สำหรับคำแนะนำประชาชนในการปฏิบัติตัวหลังพ้นการระบาดใหญ่ (post-pandemic) คือ 1.การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม 608 เนื่องจากในจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน ส่วนใหญ่ยังเป็นคนกลุ่มนี้ คนทั่วไปยังแนะนำทุก 4 เดือน ยกเว้นว่าจะมีการศึกษาและมีคำแนะนำออกมาเพิ่มเติม ส่วนที่คนกังวลว่าวัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ได้นั้น วัคซีนทุกตัวแม้ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อลดลง แต่ประสิทธิภาพในการลดการป่วยหนัก ลดการเสียชีวิตนั้นไม่ได้ลดลง จึงขอเชิญชวนให้ไปฉีด 2.การสวมหน้ากากอนามัยถือว่ายังมีประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่รวมกับคนหมู่มาก

จ่อแก้สัญญาแอสตร้าฯ
นพ.โอภาสกล่าวถึงแนวทางการให้ยาฉีด Evusheld เพื่อป้องกันโควิด หลังจากอย.อนุมัติใช้ว่า ครม.อนุมัติให้จัดหา 2 แสนโดส เมื่ออย.อนุมัติให้ใช้สำหรับป้องกันในกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันสร้างไม่ดี จะใช้ตัวนี้เป็นวัคซีนสำเร็จรูปในการให้ประชาชน ก็ปรึกษาว่าจะให้ใช้ในกลุ่มเป้าหมายใด ซึ่งคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบและเสนอศบค.เห็นชอบไปแล้วให้นำมาใช้ในผู้ป่วยโรคไต เปลี่ยนถ่ายไต ซึ่งผลศึกษามีความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ แต่ก็มีข้อเสนอว่าอยากให้ใช้ในกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีด้วย ก็จะตั้งคณะทำงานมาหารือร่วมกันว่าจะระบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนอย่างไร และประสาน สปสช.ข้อมูลคนฟอกไตจะเอาไปฉีดให้ครบถ้วน นอกจากนี้ เนื่องจากเป็น ยาใหม่ จะเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยในการศึกษากลุ่มอื่นด้วย

“การนำมาใช้นั้นขณะนี้ผ่านความเห็นชอบ ศบค. ครม.แล้ว ส่วนงบประมาณที่ใช้เนื่องจากเป็นเงินกู้ แต่ไม่ได้ใช้เงินเพิ่ม โดยใช้เงินที่ซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าซึ่งมีความต้องการใช้วัคซีนลดลงก็จะขอเปลี่ยนมาเป็นตัวนี้แทนไม่ต้องเพิ่มเงิน ซึ่งสภาพัฒน์เป็นเจ้าของเงินกู้ก็ให้ความเห็นชอบแล้ว นำเข้าครม.แล้ว โดยขั้นตอนต่อไปกรมจะเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สธ.เห็นชอบ เพื่ออนุมัติให้กรมไปลงนามแก้ไขสัญญา” นพ.โอภาสกล่าว

เมื่อถามถึงการฉีดวัคซีนโควิดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบมี 2 บริษัท คือ ไฟเซอร์ และ โมเดอร์นา ซึ่ง อย.ขอให้ผู้นำเข้ามายื่นทะเบียนกับ อย. เพิ่มเติม หากอนุมัติก็ฉีดได้ ซึ่งไฟเซอร์ฉีดในเด็กเล็กเรียกว่าฝาสีแดง โดยโดสลดลงขนาดกว่าของเดิมเป็น 10 เท่า ก็เหมาะกับการฉีดเด็กเล็ก ซึ่งเราติดต่อไฟเซอร์แล้วว่าขอแก้ไขสัญญาที่ส่งไฟเซอร์เดิมปี 65 จำนวน 30 ล้านโดส จะขอเป็นตัวนี้เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเจรจา และขออนุมัติจากท่านรองนายกฯ เห็นชอบต่อไป

‘ตู่’ปลื้มต่างชาติชมไทยคุมโควิด
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิด FTI EXPO 2022 : SHAPING FUTURE INDUSTRIES FOR STRONGER THAILAND ที่จ.เชียงใหม่ ว่า หลายประเทศชื่นชมประเทศไทยสามารถบริหารจัดการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตนนั่งฟังก็เก็บไว้ในใจที่ต่างชาติชื่นชม เพราะเขาก็เจอสถานการณ์หนักกว่าเรา แต่ทำไม่ได้แบบเรา สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วในประเทศไทยคือความร่วมมือ ไม่ใช่ตนทำคนเดียวแต่เป็นความร่วมมือของทุกคน ตนได้เจอกับทูต ผู้นำประเทศหลายประเทศและผู้ลงทุน ต่างมั่นใจในประเทศไทย ดังนั้นทำอย่างไรให้ประเทศไทยและอาเซียนเป็นดินแดนแห่งความสงบสุข มีเสถียรภาพ ไม่มีสงครามความขัดแย้ง เป็นแหล่งอาหารของโลก ใครจะเป็นอะไรก็ว่าไป แต่เราไม่อดตาย และเราต้องรักษาดุลอำนาจให้ได้ พร้อมให้ความสำคัญสิทธิมนุษยชนแม้มีความขัดแย้งพอใจบ้างไม่พอใจบ้างขอร่วมมือกันต่อไป

“วันนี้ดีใจที่เห็นหลายคนยังไม่ถอดหน้ากากอนามัยซึ่งตอนให้ใส่ไม่อยากใส่ และพอให้ถอดไม่อยากถอด แล้วแต่ท่าน บังคับคงไม่ไหว ถ้าไม่อยากเป็นก็ขอให้ใส่ ไม่ต้องกลัวจะถูกบูลลี่ว่ายังใส่หน้ากาก เพราะคนพูดติดไปเยอะแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘ตรีนุช’สั่งเข้มดูแลเด็กเล็กในร.ร.
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายกฯเป็นห่วงนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจะติดเชื้อโควิด-19 นั้น ตนสั่งการให้ต้นสังกัดของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกำชับไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงเรียน โดยตรวจวัดอุณหภูมินักเรียนก่อนเข้าโรงเรียนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อความไม่ประมาทและลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อโควิด-19 ในโรงเรียน มีการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยในห้องเรียน ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ จัดอาหารปรุงสุกใหม่ และสถานศึกษาต้องหมั่นทำความสะอาดโรงเรียนสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้สังเกตอาการของบุตรหลานของตนเองก่อนพามาโรงเรียน ครูต้องสังเกตอาการของเด็กนักเรียนในห้องเรียน ถ้าพบเด็กติดเชื้อให้ปฏิบัติตามแผนเผชิญ เหตุป้องกันโควิด-19 ในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้เด็กนักเรียนอายุ 5-18 ปี ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ และกระทรวงศึกษาธิการประสานกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องในการจัดส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำนวยความสะดวกกรณีผู้ปกครองมีความประสงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึง ส่วนกลุ่มเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้ การเฝ้าระวังนอกจากที่สถานศึกษาแล้ว ต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง เพื่อไม่ให้ติดโรคและแพร่เชื้อสู่บุตรหลานด้วย” น.ส.ตรีนุชกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน