พาณิชย์กล่อมห้าง-ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังช่วยตรึงราคาสินค้า ถกสมาคมข้าวถุง-โรงสี ประสานห้างจัดโปรข้าวราคาถูก ช่วยประชาชน ยันน้ำมันปาล์มขวดเริ่มปรับราคาลงแล้ว รมว.พลังงาน หยิบธรรมาภิบาล ลุ้นโรงกลั่นสมัครใจยอมให้ปันกำไรโปะกองทุนน้ำมันที่ขาดทุนสะสมแล้วกว่าแสนล้านบาท ช่วยคลี่คลายภาระวิกฤตน้ำมันแพง ยันสัปดาห์นี้รู้ผล ด้านโรงกลั่นรอตีความกฎหมาย ชี้ต้องออกกติกาให้ชัดเจนรองรับ ขณะที่ปตท.ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้แตะ 103-104 ดอลลาร์/บาร์เรล พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กรมธุรกิจพลังงาน แจงจ่ายนำเข้าน้ำมันดิบทะลุ 4.91 แสนล้านบาท เหตุการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 5 เดือน เพิ่มขึ้น 12.4% เฉลี่ย 152.69 ล้านลิตร/วัน อ่วมอีก วันนี้แก๊สหุงต้ม เริ่มคิดราคาใหม่ ถัง 15 ก.ก. ขึ้นราคาอีก 15 บาท จาก 363 เป็น 378 บาท
ยก‘ธรรมาภิบาล’รีดโรงกลั่น
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวถึงการปันกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นของ 6 โรงกลั่น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาทว่า น่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ โดยยังไม่มีการเสนอตัวเงินช่วยเหลือเข้ามา ต้องรอผลการเจรจาของคณะทำงานกับโรงกลั่นว่า จะเป็นรูปแบบใด และยังไม่ทราบว่าจำเป็นต้องออกกฎระเบียบรองรับหรือไม่ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการนำเงินส่งเข้ากองทุน แต่เป็นความสมัครใจของโรงกลั่น ภายในกรอบเวลาช่วยเหลือ 3 เดือน
“โดยส่วนตัว เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายมีธรรมาภิบาลที่ดี ไม่เพียงดูแลกำไรสูงสุด แต่เข้าใจถึงปัญหาของ ประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการ อยู่แล้วด้วย แต่เรื่องนี้ โรงกลั่นจะทำในรูปแบบใด อย่าไปกำหนดหรืออย่าบังคับ วิธีการทำ รวมถึงไม่ว่า จะเป็นบางรายหรือทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการโรงกลั่นต่างชาติในไทยจะสมัครใจให้ความช่วยเหลือราคาพลังงานในช่วงวิกฤต ประเทศไทยน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมีข้อกังวลต่อสถานะการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะติดลบถึง 2 แสนล้านบาทภายในสิ้นปี 2565 นั้น นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องการบริหารสภาพคล่องของกองทุนและรัฐบาล โดยรัฐยังยืนยันอุดหนุนราคาดีเซลในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของราคาจริงตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนความคืบหน้าการกู้เงิน 20,000 ล้านบาทก้อนแรกจากสถาบันการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องของกองทุน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้
สิ้นก.ค.มีทางออกแน่
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวย้ำว่า ราคาดีเซลตลาดโลกที่ลดลง ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำไปลดราคาขายปลีกดีเซล ในประเทศได้ทันที แต่ช่วยลดภาระการอุดหนุนของกองทุนได้ระดับหนึ่งที่ยังอุดหนุนอยู่ 50% ยังไม่ลดการอุดหนุนเหลือ 25% แต่กองทุนจะปรับเพดานราคาขึ้นเป็น 36 บาท/ลิตรหรือไม่ ต้องรอดูสัปดาห์นี้ว่าผลการเจรจาผู้ประกอบการโรงกลั่นมีการตอบรับออกมาอย่างไรด้วย ถ้าโรงกลั่น ไม่ตอบรับ แล้วสภาพคล่องของกองทุนยังมี ก็ไปต่อได้ เชื่อว่าสิ้นเดือนก.ค.นี้มีทางออกแน่นอน
บีบเหลือ 2 ทางเลือก
ด้านนายชวลิต ทิพพาวนิช ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ล่าสุดมีรูปแบบความร่วมมือให้เลือก 2-3 แนวทาง ที่จะปฏิบัติได้ แต่น่าจะมีความชัดเจนขึ้นเร็วๆ นี้ โดยเรื่องนี้เข้าใจและเห็นใจ ต้องดูแลทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลายภาคส่วน เพราะราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจริง จึงมีการพิจารณารายละเอียดหลายประเด็น ขณะเดียวกันโรงกลั่นที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นที่บริษัทก็ต้องดูแล เพราะฉะนั้นทางออกต้องยอมรับกันได้ ต้องใช้เวลาพิจารณาหารือกันสักระยะหนึ่งระหว่างภาครัฐและโรงกลั่น สุดท้ายข้อสรุปจะเป็นอย่างไร ต้องแจ้ง ผู้ถือหุ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทางเลือกนั้นเป็นข้อยุติ จากนี้ไปอีก 6 เดือน ผลประกอบการของบริษัทจะเป็นอย่างไรไม่มีใคร ซึ่งยอมรับ ว่าขณะนี้เป็นภาวะยากลำบากที่รอไม่ได้ แต่ข้อกังขาที่หลายฝ่ายระบุว่าโรงกลั่น มีกำไรเยอะแยะ ก็มีคำถามว่าจริงหรือไม่ และมีกำไรทุกโรงหรือไม่ เพราะโรงกลั่นแต่ละแห่งมีลักษณะโครงสร้างทางธุรกิจและการบริหารจัดการไม่เหมือนกัน ดังนั้นการใช้กฎข้อเดียวกับทุกโรงกลั่น ก็จะมี ผลกระทบไม่เท่ากัน เรื่องนี้มีรายละเอียดมาก สิ่งที่อยากได้มากที่สุดคือแนวทางปฏิบัติออกมาเป็นข้อตกลงเดียวกันและใช้ได้กับทุกโรงกลั่น ซึ่งก็คงจะลำบาก”
ถกเครียด 2 วันติด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานเจรจาแบ่งเป็นหลายกลุ่ม โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. มีการหารือกันในช่วงเย็น เนื่องจากคณะทำงาน บางส่วนต้องมีการประชุมชี้แจงงบประมาณกระทรวงพลังงานต่อคณะกรรมาธิการด้านพลังงาน ที่รัฐสภา จึงเริ่มประชุมเจรจากันตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00-23.00 น. แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป และทำให้ต้องมีการเจรจากันต่อ ในช่วงเช้าวันที่ 30 มิ.ย.
รายงานข่าวจากผู้ประกอบการธุรกิจ โรงกลั่นน้ำมัน เปิดเผยว่ากรณีภาครัฐขอความร่วมมือให้ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC , บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เร่งสรุปแนวทางนำส่งเงินกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตน้ำมันแพงนั้น ขณะนี้ ทั้ง 6 โรงกลั่นยังอยู่ระหว่างพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐ ถึงแนวทางดำเนินการเพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยเบื้องต้นมองว่า ภาครัฐควรจะต้องออกระเบียบ กติกา หรือ ข้อกฎหมายขึ้นมารองรับการดำเนินให้เกิดความชัดเจน และตอบข้อสงสัยของทุกฝ่ายได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา หรือปัญหาฟ้องร้องตามหลัง
โรงกลั่นรอตีความกฎหมาย
ขณะเดียวกันการเก็บส่วนต่างจากกำไรค่าการกลั่น อาจใช้กฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาดำเนินการได้ แต่ก็ต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาข้อฎหมายต่างๆ ให้ถี่ถ้วน และน่าจะต้องมีการออกกฎหมายลูกขึ้นมารองรับด้วย ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาดำเนินการสักระยะ ดังนั้น ตามแผนเดิมที่ภาครัฐต้องการให้ทั้ง 6 โรงกลั่น เริ่มดำเนินการนำส่งส่วนต่างค่าการกลั่นเข้าสู่กองทุน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ค.-ก.ย.นั้น อาจจะต้องขยับระยะเวลาดำเนินการออกไปจนกว่าการพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ มา รองรับการดำเนินการจะแล้วเสร็จ
แนวโน้มราคาแก๊สยังพุ่ง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมิน แนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในช่วง ที่เหลือของปีนี้จะทรงตัวในระดับสูงที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลบวกลบ หรือราคาเฉลี่ยทั้งปี อยู่ที่ 103-104 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกพลังงานโดยรวมของไทยทั้งน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ แก๊สเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น แนวทางรับมือที่ดี คือทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานจาก ต่างประเทศในช่วงที่ราคาแพง ขณะที่ทุกธุรกิจ ในกลุ่ม ปตท.ได้ทำประกันความเสี่ยง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไว้รองรับแล้ว
ส่วนในปี 2566 คาดว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ หากไม่มีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น ปัญหาสู้รบระหว่างประเทศมหาอำนาจ และการคว่ำบาตรรัสเซียที่ไม่รุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าจะมีซัพพลายน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้น หลังกลุ่ม ประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เตรียมทยอยปรับเพิ่มกำลัง การผลิตน้ำมันเดือนละ 6 แสนบาร์เรล/วัน คาดว่าถึงสิ้นปีนี้น่าจะมีซัพพลายน้ำมันดิบป้อนเข้าสู่ตลาดอีก 3 ล้านบาร์เรล/วัน
นำเข้าน้ำมันดิบทะลุ 4.9 แสนล้าน
ด้านน.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวัน 5 เดือนแรกของปี 2565 (ม.ค.-พ.ค.) อยู่ที่ 152.69 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.4% เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวโดยเฉพาะจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโต ต่อเนื่อง ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันดิบขยายตัว ตาม โดย 5 เดือนนำเข้า 22,496 ล้านลิตร หรือ 937,101 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 6.7% คิดเป็นมูลค่านำเข้า 491,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่นำเข้ามูลค่า 256,530 ล้านบาท คิดเป็น 91.8% หรือเพิ่มขึ้น 235,409 ล้านบาท เนื่องจากระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
แก๊สหุงต้มขยับถังละ 378 บาท
รายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ราคาแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ได้ปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัม (ก.ก.) ละ 1 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกขนาดถัง 15 ก.ก. ปรับขึ้นอีก 15 บาท อยู่ที่ 378 บาท/ถัง 15 ก.ก. จากปัจจุบันอยู่ที่ 363 บาท ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน เป็นประธาน โดยรัฐยังช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อแก๊สหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท/คน/ 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.2565 ขณะที่น้ำมันดีเซลในประเทศยังคงตรึงราคาขายปลีกอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดาน 35 บาท/ลิตร ตามที่ครม.กำหนด
กองทุนเจ๊งพุ่ง 102,586 ล้าน
“จากข้อมูล ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2565 กองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 102,586 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 65,202 ล้านบาท เป็นบัญชีแก๊สหุงต้มแอลพีจี ติดลบ 37,384 ล้านบาท มีเงินฝากเป็นสภาพคล่องของกองทุน 3,310 ล้านบาท โดยขณะนี้กองทุนชดเชยราคาขายปลีกอยู่ที่ 10.77 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดานที่ 35 บาท/ลิตร จากราคาจริงจะอยู่ที่ประมาณ 45.71 บาท/ลิตร
พาณิชย์ถกห้างใหญ่คุมราคา
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้า ภายใน (คน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. คน.ได้ประชุมกับห้างค้าส่งค้าปลีกและ ร้านสะดวก อาทิ แม็คโคร, บิ๊กซี, ท็อปส์, ฟู้ดแลนด์, เซเว่นอีเลฟเว่น, ลอว์สัน, ซีเจ เอ็กซ์เพรส และแม็กซ์แวลู เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า พบว่าภายหลังจากที่มี การผ่อนคลายมาตรการลง ทำให้มีการจับจ่าย ใช้สอยเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 10%-20% โดยในแหล่ง ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือมีนักท่องเที่ยวพักอาศัยจะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40%-50%
สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทุกห้างยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์จัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน นอกจากนี้ คน.ได้ขอความร่วมมือตรึงอัตราค่าธรรมเนียม ต่างๆ ในช่วงนี้ และสำหรับราคาจำหน่ายปลีก จะต้องไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้มี การปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน
นายวัฒนศักย์กล่าวถึงกรณีข้าวสารบรรจุถุง ที่มีกระแสข่าวว่าจะปรับขึ้นราคาก่อนหน้านี้ คน.ได้ประชุมกับสมาคมผู้ประกอบการ ข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. โดยทุกฝ่ายยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาทั้งในส่วนผู้ประกอบการข้าวถุง และโรงสี ในฐานะผู้แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร นอกจากนี้จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหมุนเวียนแต่ละยี่ห้ออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจะได้จัดให้มีจุดจำหน่ายข้าวถุงราคาประหยัด ทั่วประเทศร่วมกับกรมการค้าภายในอีกด้วย
ปาล์มขวดเริ่มปรับลดราคา
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งและค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ผู้แทนจำหน่ายสินค้าหลายรายการได้แจ้งขอปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกสินค้าจำนวนหลายรายการ ประกอบด้วย ผู้แทนจำหน่ายเบียร์ลีโอ ปรับขึ้นราคาขายปลีก อีก 10-20 บาทต่อลัง (จำนวน 12 ขวด) หรือเพิ่มขึ้น 1-2 บาทต่อขวด ตามราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนน้ำอัดลม 3 ยี่ห้อได้แก่ เป๊ปซี่, โค้ก และอาเจบิ๊กโคล่า ขวดขนาดเล็ก ปรับขึ้นราคา ขวดละ 2 บาท คือปรับจาก 10 บาท เป็น 12 บาท นอกจากนี้ น้ำปลา ตราปลาหมึก ซอสปรุงรสอาหารตราภูเขาทอง และซอสปรุงรสง่วนเชียง ก็ปรับขึ้นราคาด้วย
สำหรับน้ำมันปาล์มบรรจุขวดนั้น ขณะนี้ ราคาผลปาล์มสดได้ปรับลดลง 4 บาท/ก.ก. เหลือ 8 บาท/ก.ก. แต่ราคาปาล์มขวดยังไม่ลดลงราคายังทรงอยู่ที่ขวดละ 70 บาท ซึ่งความเป็นจริง ควรปรับลดราคา 5 บาท/ขวด ลงมาอยู่ที่ 65 บาท/ขวดตามต้นทุน ทั้งนี้อยากให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแลเรื่องนี้ให้มีการปรับราคาขายส่งปาล์มขวดลง เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วย ส่วนบรรดาร้านค้า ส่งขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งเร่งซื้อปาล์มขวด มาขาย เนื่องจากแนวโน้มราคากำลังลดลง
ขณะที่ นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เบียร์ลีโอ ถือเป็นเบียร์ ยอดนิยมที่มีการปรับราคาช้าที่สุดในตลาด ขณะที่ต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานและวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เบียร์ลีโอจะปรับขึ้นราคาขายปลีกและขายส่งดังนี้ ขวดใหญ่ (620ml) ปรับขึ้น 12 บาทต่อลัง หรือเท่ากับปรับขึ้น 1 บาทต่อขวด, ขวดเล็ก (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลัง หรือเฉลี่ยขวดละ 0.75 บาท, กระป๋องยาว (490ml) ปรับขึ้น 11 บาทต่อลัง หรือ 0.90 บาทต่อกระป๋อง และกระป๋องสั้น (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลังหรือกระป๋องละ 0.75 บาท โดยบริษัทขอยืนยันว่าไม่มีนโยบาย ในการปรับลดปริมาณสินค้าอย่างแน่นอน
สำหรับราคาขายปลีกเบียร์ลีโอจะเพิ่มขึ้นลังละ 12 บาท และถาดละ 18 บาท ทำให้ราคาเบียร์ลีโอขวดใหญ่จะอยู่ที่ขายส่ง 616 บาทต่อลัง ขายปลีก 626 บาทต่อลัง และ 59 บาทต่อขวด ส่วนกระป๋องเล็กอยู่ที่ขายส่ง 750 บาทต่อถาด ขายปลีก 762 บาทต่อถาด และ 39 บาทต่อกระป๋อง
มาม่ายังตื๊อขอขึ้นราคา
ด้านนายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากต้นทุนผลิตยังปรับตัว สูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากนี้จะเข้าสู่ภาวะขาดทุน ดังนั้นแนวทาง ที่จะแก้ปัญหาได้ต้องคุยกับกระทรวงพาณิชย์ ต่อไป คาดว่าอีกไม่นานราคามาม่าจะปรับราคาขึ้นอย่างแน่นอน อาจเป็นซองละ 7 บาท โดยเชื่อว่าผู้บริโภคน่าจะรับราคาดังกล่าวได้