ช่วย10.9ล้านคนนายกฯนัดสมช.ดันแผนพลังงานนมรร.-นมกล่องจ่อขึ้น50สตางค์

เริ่มโอนแล้ว เงินช่วยผู้สูงอายุ 10.9 ล้านคน กรมบัญชีกลางโอนให้ล็อตแรก 6 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่เม.ย.-ก.ย. เฉลี่ยรายละ 100-250 บาท ตามช่วงอายุ ขณะที่เบี้ยพิการเพิ่มเป็น 200 บาท ตรึงตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิ เริ่มต้น 17 บาท สูงสุด 42 บาท เด็กและผู้สูงอายุลดค่าตั๋ว 50% ส่วนนักเรียน นักศึกษา ลด 10% ถึง 31 ธ.ค. ด้านปัญหาปันกำไรโรงกลั่น นายกฯ นั่งเรียกประชุมสมช. 4 ก.ค.นี้ มีรมต.กระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดร่วมประชุมด้วย จับตาใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รีดโรงกลั่นโปะกองทุนน้ำมัน เลขาฯ สมช.แจงชงแผนรับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร 3 ระยะ ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ถึงปีหน้า พาณิชย์แจงราคาปาล์มขวดลงแล้ว 3-6 บาท อยู่ที่ 64-67 บาท มติ มิลค์บอร์ดให้ขึ้นราคานมดิบ 2.25 บาท ต่อลิตร จากที่สหกรณ์โคนมขอไป 3 บาท ชงครม.อนุมัติ ส่งผลให้นมโรงเรียน-นมกล่องจ่อขยับอีก 50 สตางค์

ตรึงค่าตั๋วรถไฟฟ้าถึง 31 ธ.ค.
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้โดยสารรถสาธารณะ จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมได้หารือร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัมปทาน เพื่อหาแนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยคงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร (เอ็มอาร์ที) สายสีน้ำเงิน หรือสายเฉลิมรัชมงคล ในราคาเดิม เริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุด 42 บาท พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ 50% และสำหรับนักเรียน นักศึกษา 10% ของอัตราค่าโดยสารบุคคลทั่วไป ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ซึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้โดยสารไปได้อีกระยะหนึ่ง

นายธนกรกล่าวว่า ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสารฯ สายเฉลิมรัชมงคล สายฉลองรัชธรรม และอัตราค่าโดยสารร่วม รวม 3 ฉบับ ตามนัยมาตรา 18 (13) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสาร วิธีการจัดเก็บค่าโดยสาร และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ตามวิธีการในสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยอัตราค่าโดยสารใหม่จะมีอัตราเริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุด 42 บาท โดยสถานีที่ 6, 9, 11 และ 12 ขึ้นไป จะมีอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 1 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

โอนเงินช่วยสูงวัย 6 เดือนแรก
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการกำหนดวันโอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนของกรมบัญชีกลาง ซึ่งจากเดือนก.ค.2565 เป็นต้นไป ทุกวันที่ 1 ของเดือน กรมบัญชีกลางโอนเงินฯ วงเงินซื้อสินค้า 200/300 บาท ส่วนลดค่าซื้อแก๊สหุงต้ม 100 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.2565) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประกอบด้วย ค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาทต่อเดือน ค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน ค่าโดยสารรถไฟฟ้า เอ็มอาร์ที, บีทีเอส, แอร์พอร์ตเรลลิงก์ และขสมก. 500 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาศัยอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล โดยวงเงินดังกล่าวไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และไม่สะสมในเดือนถัดไป

น.ส.รัชดากล่าวว่า ทุกวันที่ 15 ของเดือน กรมบัญชีกลางโอนเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 50/100 บาทต่อเดือน (ผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิตั้งแต่เดือน ต.ค.2564-ก.ค.2565) จะได้รับการโอนเงินเข้าบัตรฯ ตั้งแต่เดือน เม.ย-ก.ย.2565) ซึ่งถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้

ทุกวันที่ 18 ของเดือน กรมบัญชีกลางโอนเงินคืนค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เงินคืนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรฯ ที่ใช้น้ำประปาไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินคืนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท ส่วนเกินจาก 100 บาท ผู้ถือบัตรฯ เป็นผู้ชำระเอง) ซึ่งถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้

และทุกวันที่ 22 ของเดือน กรมบัญชีกลางโอนเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 ต่อเดือน สำหรับผู้ถือบัตรฯ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเงินเบี้ยความพิการ โดยถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้

“รัฐบาลอยู่ในขั้นตอนการเตรียมโอนเงินช่วยเหลือพิเศษแก่ผู้สูงอายุ 10.9 ล้านคน เป็นรายเดือน ระยะเวลา 6 เดือน เพิ่มจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เฉลี่ยรายละ 100-250 บาท ตามช่วงอายุ กรมบัญชีกลางคาดจะเริ่มการโอนในช่วงเดือนก.ค.นี้แน่นอน” น.ส.รัชดากล่าว

แจ้งลงทะเบียนช่วยค่าไฟ
นายจุมภฎ หิมะเจริญ ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟน.มีมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นมาตรการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากนโยบายสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ มติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2564 ได้ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 1 ปี คือช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประจำเดือนต.ค.2564 – ก.ย.2565 นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มจำนวนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้า จากเดิมรายละ 230 บาทต่อเดือนเป็น 315 บาทต่อเดือน โดยผู้มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือยังต้องชำระค่าไฟฟ้าปกติ หากมีการขยายเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กฟน.จะชี้แจงรายละเอียดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบต่อไป

สำหรับรายละเอียดขั้นตอนการรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงรูปแบบเดิม คือในกรณีที่เป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ยังไม่เคย ลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน ให้ลงทะเบียนตามช่องทางของหน่วยงานการไฟฟ้าที่ดูแลในพื้นที่ของท่าน เช่น หากเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี หรือสมุทรปราการ ลงทะเบียนผ่าน MEA ได้ที่ http://meagate1.mea.or.th/welfareregis แต่สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่

ยกปธบ.มะกันขอเอกชนร่วมมือ
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการหารือกับโรงกลั่น ขอความร่วมมือนำกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น มาช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนว่า เรื่องนี้ให้ทางบริษัทโรงกลั่นเขาคุยกันเอง โดยมีคณะกรรมการจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปร่วมเจรจา และเชื่อว่ากลุ่มโรงกลั่น จะพิจารณาและกำหนดทิศทางไปในทิศทางที่ดี เห็นได้จากเวลานี้ยังมีการเจรจากันอยู่ มิเช่นนั้นคงเลิกประชุมไปแล้ว ส่วนจะได้คำตอบเมื่อใดคงต้องรอ โดยคาดว่าภายในเดือนก.ค. ต้องเห็นผลอะไรออกมาบ้าง ทั้งนี้ยอมรับว่าการใช้มาตรการบังคับในตลาดเสรี เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่การใช้ความร่วมมือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แม้แต่ในอเมริกา ประธานาธิบดียังใช้การขอความร่วมมือไปถึงผู้ประกอบการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดทางโรงกลั่นยังไม่ได้ข้อยุติ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า มีเรื่องของข้อกฎหมาย ที่เราจะรวบรวมเพื่อถามคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยต้องดูความสมัครใจของโรงกลั่นด้วย ขณะที่บางกลุ่มมีข้อเสนอว่าควรใช้กฎหมายบังคับ เนื่องจากมีเรื่องของการถือหุ้นในบริษัทมหาชน

“บริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจไม่ได้ทำเพื่อกำไรสูงสุดอย่างเดียว ต้องคำนึงถึงสังคมและชุมชนด้วย เพราะปัจจัยเหล่านี้นำไปใช้อธิบายกับผู้ถือหุ้นได้ เรื่องใดที่อยู่ในระดับที่เหมาะ ควรทำได้อยู่แล้ว เพราะเป็นนโยบายของแต่ละบริษัทที่ประกาศเป็นบริษัทที่ยังยั่งยืนและมีธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นธรรมดาของบริษัทที่ดี การจะยั่งยืนอยู่ได้ ไม่ใช่ตัวเองจะร่ำรวยอยู่คนเดียว ต้องดูพวกบริโภคและคนรอบข้างไปด้วยกันได้” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

ต่อข้อถามว่ามาตรการของรัฐบาลจะเป็นการขอบริจาค แทนการออกกฎหมายกับโรงกลั่นใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า “ไม่เคยขอใคร เขาจะบริจาคก็บริจาค เราไม่ได้เที่ยวไปขอใคร อยากให้เข้าใจ เดี๋ยวจะหาว่าไปบังคับ แต่ให้เขาพิจารณาเองว่าจะช่วยในรูปแบบไหน”

4 ก.ค.ถกปมปันกำไรโรงกลั่น
ขณะที่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการกำหนดแผนระยะสั้น หลังนายกฯ ได้มอบหมายให้เตรียมการรับมือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารว่า เรื่องนี้จะนำเสนอในที่ประชุมสมช.ในวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะเชิญหน่วยงานในสมช. รวมทั้งรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดมาหารือ เพื่อประเมินสถานการณ์ กำหนดแผนการเตรียมความพร้อมในอนาคตแต่ก็จะมีการเตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยโดยเฉพาะปัญหาเรื่องพลังงาน ที่ไปกระทบกับเรื่องโลจิสติกส์หรือการขนส่งเป็นหลัก กระทบเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ราคาทุกอย่างสูงขึ้น กระทบเรื่องเงินเฟ้อ โดยจะนำเสนอนายกฯ เพื่อรับทราบและเสนอแผน ซึ่งประเมินสถานการณ์แล้วว่าจะกระทบตามห้วงเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ข้างหน้าอย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เตรียมการรองรับ ซึ่งอาจตั้งกลไกพิเศษเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจก็เป็นได้

เมื่อถามว่า แผนระยะเร่งด่วนจะใช้เวลา กี่เดือน พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า เชื่อว่าภายใน 3 เดือนจะมีผลกระทบแน่

เมื่อถามว่า มีข้อถกเถียงเรื่องการดึงกำไรจากโรงกลั่นน้ำมัน ระหว่าง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ จะใช้พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ชี้ขาดหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ขอให้รอฟังหลังการประชุมในวันที่ 4 ก.ค. โดยในที่ประชุมจะมีคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาเรื่องนี้

5 เดือนส่งออกได้ 12.9%
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการดูแลราคาสินค้าว่า กรณีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขอปรับขึ้นราคานั้น กรมการค้าภายใน (คน.) อยู่ระหว่างการพิจารณา กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เห็นใจผู้ประกอบการอย่างยิ่งเพราะมีต้นทุนสูงขึ้นจริง แต่ คน.ได้ขอความร่วมมือให้ช่วยตรึงราคาออกไปก่อนเพื่อลดภาระผู้บริโภค โดยต้องพยายามคุยกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

ส่วนการส่งออกทุกหมวดยังมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ 1.หมวดเกษตร 21.5% มูลค่า 3,167 ล้านดอลลาร์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 81.4%, ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง 25.3% โดยมีสินค้ามังคุด สับปะรด ทุเรียน และลำไยอบแห้งเป็นสินค้าดาวรุ่ง ข้าว ขยายตัว 24.7% คาดว่าจะส่งออกได้มากกว่าปีก่อน โดย 5 เดือนขยายตัว 23.2% ทำรายได้ราว 1,452 ล้านดอลลาร์ ตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ แคเมอรูน และเยเมน

2.หมวดอุตสาหกรรมการเกษตร ขยายตัว 32.7% มูลค่า 2,143 ล้านดอลลาร์ ได้แก่ น้ำตาลทรายขยายตัว 171% อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป 19.1 อาหารสัตว์เลี้ยง 25.5 และ 3.หมวดอุตสาหกรรม 4.2% มูลค่า 18,729 ล้านดอลลาร์ ได้แก่ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ ขยายตัว 141% โดยตลาดส่งออกที่ขยายตัวสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ตลาดเอเชียใต้ 55.7% แคนาดา 45.3% ตะวันออกกลาง 37.9% สหรัฐอเมริกา 29.2% และละตินอเมริกา 22.5%

นายจุรินทร์กล่าวว่า การส่งออกขยายตัวดีมาก 5 เดือนแรกโต 12.9% ทำเงินเข้าประเทศแล้ว 4 ล้านล้านบาท เป็นผลจากมาตรการส่งเสริมการส่งออกของพณ. มีการส่งออกผลไม้ไปจีนผ่านทางอากาศและทางเรือทดแทนทางบกได้สำเร็จ ผลสำเร็จจากการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 ที่ทำรายได้มากกว่า 6 หมื่นล้านบาท มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ มินิเอฟทีเอ รวมทั้งตลาดโลกมีความต้องการอาหารมากขึ้น ขณะที่การผลิตทั่วโลกยังขยายตัว รวมทั้งเงินบาทที่อ่อนค่ายังทำให้สินค้าไทยแข่งขันราคาได้ดี โดยในช่วง 7 เดือนที่เหลือคาดว่าการส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งปีจะขยายตัวเกินเป้าที่ 4-5% ทำรายได้รวมเกินเป้าหมาย 9 ล้านล้านบาทแน่นอน โดยยังเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทำให้จีดีพีเติบโตดี และได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดทำแผนการส่งออกเชิงรุกและลึก เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกช่วง 7 เดือนที่เหลือ ซึ่งขณะนี้กรมได้จัดส่งแผนกลับมาแล้วและจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อเร่งรัดการส่งออกต่อไป

แต่ขาดดุลการค้าทะลุ 2 แสนล.
นายจุรินทร์เปิดเผยถึงตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ค.2565 ว่า มีมูลค่า 25,509 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 10.5% การนำเข้ามีมูลค่า 27,383 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24.2% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,874 ล้านดอลลาร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากนับช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.2565) การส่งออกมีมูลค่า 122,631 ล้านดอลลาร์ 12.9% นำเข้ามูลค่า 127,358 ล้านดอลลาร์ 20.2% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 4,726 ล้านดอลลาร์ หรือ 213,834 ล้านบาท

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวถึงภาวะดุลการค้าในช่วงเดือนพ.ค.ว่า สาเหตุที่เดือนพ.ค.ไทยขาดดุลการค้าราว 74,518 ล้านบาท เนื่องมาจากราคานำเข้าสินค้าวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการนำเข้าภาพรวมลดลง ซึ่งเป็นการขาดดุลในรูปของมูลค่าการค้าเท่านั้น

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดี คน.เปิดเผยถึงราคาน้ำมันปาล์มขวดว่า ขณะนี้ราคาจำหน่ายปลีกเริ่มทยอยปรับลดลงแล้ว 3-6 บาท คือปรับขวดละ 70 บาท เหลือขวดละ 64-67 บาท ตามต้นทุนที่ปรับลดลง โดยห้างสรรพสินค้าทุกห้างได้ให้ความร่วมมือปรับลดราคาลงแล้ว นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้ายังเตรียมที่จะจัดโปรโมชั่นลดราคาข้าวสารบรรจุถุงเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้บริโภค

ถึงคิว‘นม’ขอขึ้น 3 บาท/ลิตร
ขณะที่นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศเดินทางมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อรอรับฟังความคืบหน้าของคณะกรรมการโคนม และผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ในประเด็นการขอปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบ 3 บาท/ลิตร จากปัจจุบันเกษตรกรขายอยู่ที่ราคา 17.50 บาท/ลิตร

นายนัยฤทธิ์กล่าวว่า เกษตรกรขอมิลค์บอร์ดปรับราคาน้ำนมดิบขึ้น 3 บาท/ลิตร หลังต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าพลังงาน ที่เพิ่มขึ้น กำหนดค่ากลางให้ปรับเพิ่มได้ที่ราคา 2.25 บาท/ลิตร ในที่ประชุมคณะกรรมการในส่วนอุตสาหกรรมยังเห็นต่าง หากปรับราคานมดิบของเกษตรกรขึ้น อุตสาหกรรมก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุน

ในส่วนของ พณ.ให้ความเห็นว่าเบื้องต้นราคาน้ำนมดิบน่าจะปรับเพิ่มเป็น 19.75 บาท/ลิตร และที่สุดนมกล่อง นมโรงเรียนจะปรับขึ้นตาม ไม่เกินกล่องละ 50 สตางค์

มติมิลค์บอร์ดให้ขึ้น 2.25 บาท
ต่อมา นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ภายหลังมิลค์บอร์ด มีมติให้ปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบอีก 2.25 บาท/ลิตร เป็นราคาที่เกษตรกรน้ำนมดิบจะอยู่ที่ 19.75 บาท/ลิตร จากเดิมราคาปรับครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 ที่ราคา 17.50 บาท/ลิตร เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยง แปรผันตามราคาน้ำมัน พลังงาน และปุ๋ย ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน มาเรียกร้องให้มีการปรับราคาขายขึ้น ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหลังจากนี้ อ.ส.ค.ในฐานะเลขานุการที่ประชุมมิลค์บอร์ดจะรวบรวมมติที่ประชุมมิลค์บอร์ด เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาปรับราคาน้ำนมดิบให้กับเกษตรต่อไป

“การพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบ 2.25 บาท/ลิตรนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหลังจากนี้ พณ. จะต้องพิจารณาปรับเพิ่มราคานมยูเอชที ที่สุดแล้วก็กระทบประชาชนผู้บริโภค และที่กังวลมากที่สุดอีกอย่างคือกระทบราคานมโรงเรียน ที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อให้นักเรียนได้กินนมทุกคน รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณในการจ่ายค่านมโรงเรียนเพิ่มขึ้น นมพาณิชย์ที่ขายในห้องตลาดก็ต้องปรับขึ้นตาม อย่างน้อย 0.48 บาท/กล่องยูเอชที ยังไม่รวมต้นทุนผู้ประกอบการผู้ผลิตนมพาณิชย์ ดังนั้นราคานมพาณิชย์ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า 0.50 บาท/กล่องยูเอชทีแน่นอน” นายสมพรกล่าว

แจงสิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันเฟส 4
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. ระบบเป๋าตังได้เปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ส่วนขยาย เข้าจองสิทธิ์ ร่วมโครงการได้ โดยประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 1-4 แล้ว ให้กดรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบนแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ และใช้สิทธิคงเหลือต่อได้ จำนวนสิทธิ์ของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ส่วนขยาย เพิ่มอีก 1.5 ล้านสิทธิ รวมเป็น 3.5 ล้านสิทธิ เนื่องจาก 2 ล้านสิทธิ์เดิมถูกจองไปหมดแล้ว แต่ยังเหลือกรอบวงเงินอยู่ 5,500 ล้านบาท พร้อมกันนี้ได้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการดำเนินโครงการ จากเดิมเดือนพ.ค. เป็นเดือนต.ค.2565 โดยกำชับให้ททท.เน้นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองให้มากขึ้น

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า หลังเปิดให้ประชาชนรายใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ 1-4 เริ่มลงทะเบียนได้ในวันที่ 27 มิ.ย. จากนั้นให้จองโรงแรมได้วันที่ 1 ก.ค. และวันที่ 8 ก.ค. เริ่มเข้าพัก เปิดให้ลงทะเบียนค่าตั๋วเครื่องบิน โดยเป็นตั๋วที่จองและออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. ส่วนการปิดให้จองโรงแรมวันสุดท้ายคือวันที่ 23 ต.ค. จากนั้นวันที่ 31 ต.ค. เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางและสิ้นสุดโครงการ และวันที่ 5 พ.ย. เป็นวันลงทะเบียนตั๋วเครื่องบินวันสุดท้าย

สตูลจัดโปรขายน้ำมันพืช
จากกรณีที่สินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันต่างทยอยกันขึ้นราคา ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นั้น วันเดียวกัน นางสายช่อ อังศุพานิช พาณิชย์จังหวัดสตูล กล่าวว่า ขณะนี้มีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาสูงขึ้น ทั้งปัจจัยการผลิต ปัจจัยด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างจังหวัด และปัจจัยจากสถานการณ์สงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งมีผลกับสินค้าที่นำเข้ามาจากทั้ง 2 ประเทศด้วย เช่น ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ปุ๋ยเคมี เกิดการขาดช่วง ในการนำเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามกลไกการตลาดเมื่อความต้องการเท่าเดิมแต่สินค้ามีน้อยลง จึงต้องมีการปรับราคาสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ที่เป็นต้นทุนในการผลิตของสัตว์ ทำให้ราคาหมูเป็นปัจจุบัน กิโลกรัมละ 100-110 บาท เมื่อปรับขึ้นทำให้หมูชำแหละราคาต้องปรับตาม ราคาตลาดจำหน่ายกิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง ราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 68-70 บาท

ในส่วนของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล ได้จัดทีมลงพื้นที่ติดตามสำรวจราคาสินค้าทุกวัน อาทิ ราคาน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง ข้าวสาร น้ำมันเชื้อเพลิง และแก๊สหุงต้ม ทั้งที่ตลาดสดและห้างโมเดิร์นเทรด และพื้นที่ต่างอำเภอ เดือนละ 1-2 ครั้ง ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่พบผู้ประกอบการรายใดฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าจนทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลือประชาชนลดผลกระทบค่าครองชีพ ด้วยการออกให้บริการจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด ร่วมกับโครงการออกหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชนของจังหวัดสตูล โดยครั้งถัดไปจะให้บริการในวันที่ 21 ก.ค. ในพื้นที่อ.เมือง โดยจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง จำนวน 1,400 ขวด ขวดละ 50 บาท

เบนซินลด 60 สตางค์
วันเดียวกัน พีทีที สเตชั่น และบางจาก ได้ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลง 60 สตางค์/ลิตร ส่งผลให้ราคาเบนซินอยู่ที่ 51.96 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.55 บาท, อี 20 อยู่ที่ 43.44 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 44.28 บาท พรีเมียม แก๊ส โซฮอล์ 95 อยู่ที่ 50.04 บาท ยกเว้น อี 85 ปรับลงลิตรละ 40 สตางค์ อยู่ที่ 37.14 บาท มีผลวันที่ 2 ก.ค.2565 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

ขณะที่กลุ่มดีเซลทุกชนิด คงเดิม โดยดีเซล บี7, บี10, บี20 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียม บี7 อยู่ที่ 46.36 บาท

ขออีก5บาท – ร้านขายข้าวแกงภายในตลาดประชานิเวศน์ เขตจตุจักร กทม. ปิดป้ายขอขึ้นราคาอีก 5 บาท เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นทั้งเนื้อสัตว์ วัตถุดิบ และเครื่องปรุงทุกอย่างต่างพาเหรดขึ้นราคา เมื่อวันที่ 1 ก.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน