แม่ฮ่องสอนสะพานพังพะเยาท่วมบ้านนับร้อยดอยเชียงใหม่ดินสไลด์มรสุมถล่ม44จว.ทั่วไทย

อุตุฯ เตือนรับมือพายุโซนร้อน ‘ชบา’ ในทะเลจีนใต้ขณะที่มรสุมจากพม่า ทำให้ฝนตกหนักทั่วเหนือ-อีสาน ส่วนที่แม่ฮ่องสอนฝนถล่มทั้งคืน น้ำป่าซัดถนนขาด สะพานพัง ต้นสนยักษ์โค่นล้มขวางถนนก่อนถึงบ้านห้วยโป่ง จนท.ระดมเร่งช่วยเหลือ พะเยาก็อ่วม ฝนตกต่อเนื่องตลอด 2 วัน น้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนที่ภูกามยาวนับร้อยหลัง ถนนสายพะเยา-ป่าแดดก็ท่วม ไร่นาเสียหายบริเวณกว้าง ชาวบ้านขนของหนีน้ำอลหม่าน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน ตลอดช่วงคืนวันที่ 30 มิ.ย. จนถึงวันที่ 1 ก.ค. โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ทำให้น้ำในลำห้วยต่างๆ ไหลลงสู่ลำน้ำห้วยแม่สะมาดที่มีความยาวหลายสิบกิโลเมตร ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชี่ยวกราก พัดเศษกิ่งไม้ รวมทั้งพวกสวะลงมาทับถมปิดกั้นทางน้ำไหลบริเวณคอสะพานคอนกรีตลำห้วยแม่สะมาด 1 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 340-341 ข้างร้านลาบเป็ดชายทุ่ง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จนสะพานขาด รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้

เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงจังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังดำเนินการวางแผนแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน

เมื่อเวลา 04.00 น. นายเรืองฤทธิ์ ผลดี ปภ.แม่ฮ่องสอน ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนว่า ขณะนี้น้ำแม่สะมาดท่วมถนน 108 ทำให้บริเวณสะพานข้ามแม่สะมาด-บ้านผาบ่องเหนือ ต.ผ่าบ่อง อ.เมือง ถูกตัดขาด รถไม่สามารถสัญจรได้ ส่วนที่บ้านห้วยโป่งมีต้นสนขนาดใหญ่หักโค่นล้มขวางทางหลวง 108 บริเวณก่อนถึงบ้านห้วยโป่งกานเล็กน้อย การจราจรติดขัด โดยขณะนี้ทางปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วนแล้ว ส่วนผู้ที่จะเดินทางไปจ.เชียงใหม่ ขอแนะนำให้ใช้เส้นทาง ทางหลวง 1095 สายแม่ฮ่องสอน-ปาย ที่ยังสามารถใช้การได้

นายสุนทร กันทมาลา นักอุตุนิยมวิทยาปฏิบัติการ สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 07.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ถึงเวลา 06.00 น. วันที่ 1 ก.ค. 65 เกิดฝนตกหนักและต่อเนื่อง วัดปริมาณน้ำฝนได้ 110.5 ม.ม. ถือว่าเป็นฝนตกหนักทางวิชาการและส่งผลกระทบต่อประชาชนจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองและในเขตอ.เมืองโดยรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 1 ก.ค. นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน, นายพงษ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน, นายอำนวย มาเมือง ผอ.แขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอนเดินทางไปตรวจสอบบริเวณจุดสะพานขาด ที่บ้านผาบ่อง ซึ่งมีรถบรรทุกสินค้าจากเชียงใหม่ และรถยนต์ส่วนตัวของประชาชนทั่วไปที่จะเดินทางเข้ามายังจ.แม่ฮ่องสอนติดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก รวมถึงรถบัสโดยสารประจำทางสายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และ สายกทม.-แม่ฮ่องสอน ต้องติดตรงจุดดังกล่าว และประชาชนยังไม่สามารถข้ามไปมาได้

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เปิดเผยว่า สถานการณ์เหตุอุทกภัยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทางจังหวัดและปภ. กำลังรอรับการรายงานความเสียหายจากทุกอำเภอที่ประสบเหตุอุทกภัย เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือ เบื้องต้นทางปภ.จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วย อส. และหน่วยทหารในพื้นที่ลงไปช่วยเหลือราษฎรที่ประสบเหตุแล้ว

ฤทธิ์น้ำป่า – สะพานข้ามลำห้วยแม่สะมาด บริเวณบ้านผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ถูกน้ำป่าซัดขาดหลังเกิดพายุฝนถล่มอย่างหนักในพื้นที่ ทำให้เส้นทางสัญจรถนนสายแม่ฮ่องสอน-ขุนยวมถูกตัดขาด เมื่อวันที่ 1 ก.ค.

ด้านนายอำนวย มาเมือง กล่าวว่า สะพานที่ขาดเป็นการขาดบริเวณกลางสะพานเนื่องจากถูกน้ำป่าในลำน้ำแม่สะมาดพัดเศษกิ่งไม้และท่อนไม้ รวมถึงต้นไม้ในป่าขนาดใหญ่มากระแทกกับเสาสะพาน ทำให้สะพานขาดระยะ 1 ช่วงสะพาน ยาวประมาณ 12 เมตร การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ทางศูนย์สะพาน จ.พิจิตรจะนำสะพานเบลีย์มาเชื่อมเพื่อให้ยานพาหนะสามารถสัญจรไปมาในเบื้องต้น ขณะนี้รถบรรทุกสะพานพร้อมช่าง กำลังเดินทางจากจ.พิจิตรมายังแม่ฮ่องสอน คาดว่าจะถึงช่วงค่ำวันนี้ และจะเริ่มประกอบสะพานตลอดทั้งวันทั้งคืน และคาดว่าจะสามารถเปิดเส้นทางหลวงหมายเลข 108 ตอน 346+200 บ้านผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ได้ในวันที่ 2 ก.ค. ช่วงเวลาค่ำ

นายกรัณย์พล แสงทอง ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน อันเนื่องมาจากฝนตกหนัก ทางอธิบดีกรมป่าไม้สั่งการหน่วยในพื้นที่ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมป่าไม้ ให้เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยเป็นการเร่งด่วน ล่าสุดตนเดินทางมาตรวจสอบสะพานที่ถูกน้ำป่ากัดเซาะจนล่ม ไม่สามารถใช้การได้ บริเวณทางเข้าสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่หน่วยป่าไม้มาให้การช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่อไป

สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอนวัดปริมาณน้ำฝน ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จ.แม่ฮ่องสอน อ.เมือง วัดได้ 110.5 ม.ม. และ อ.แม่สะเรียง 4.7 ม.ม.

นายทะนง ณีรากรณ์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ ห้องปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำหลาก-ดินถล่ม สำนักวิจัย พัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ขอแจ้งข้อมูลการเตือนภัยวันที่ 1 ก.ค. 2565 เวลา 04.12 น. เตือนภัยอพยพ (สีแดง) ด้วยปริมาณน้ำฝนบ้านไมโครเวฟ ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ปริมาณฝนสะสม 12 ชั่วโมง 133.5 มิลลิเมตร ปริมาณฝนสะสม 15 นาที 3.5 มิลลิเมตร และให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ระวังพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มไว้ด้วย

เมื่อเวลา 11.00 น. นายภูพิชิต ช่วยบำรุง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา รายงานว่า วันที่ 30 มิ.ย. ต่อเนื่องวันที่ 1 ก.ค. บริเวณดอยม่อนล้าน มีฝนตกหนักเบาสลับกันต่อเนื่องเป็นเวลา 2 คืน 2 วัน ทำให้เกิดดินสไลด์ในพื้นที่ พบก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงขวางเส้นทาง พิกัด 532592-2147184 นอกจากนี้ยังเกิดดินสไลด์ทับเส้นทาง พิกัด 533127-2146995 เสาไฟฟ้าหัก 1 ต้น บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 12 ขณะนี้ในพื้นที่ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง

ทางอุทยานฯประสานผู้นำชุมชน ทางหลวงชนบท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอพร้าว และองค์กรปกครองท้องถิ่น ร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดฝนตกต่อเนื่องตลอด 2 วันที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าไหลหลากล้นอ่างห้วยแก้ว-ห้วยติ้ว ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติศรีนครินทร์ราชชนนี และหลายหมู่บ้าน ในเขตต.ห้วยแก้ว ประกอบด้วย บ้านห้วยแก้วหลวง-บ้านป่าคา-บ้านป่าสัก-บ้านจำบอน-บ้านม่วงคำ หมู่ 1-3-14-17 ต.ห้วยแก้ว ไร่นาพืชผลทางการเกษตรเสียหาย และน้ำยังไหลเอ่อท่วมถนนสายพะเยา-ป่าแดด ต.ห้วยแก้ว บริเวณตั้งแต่หน้าที่ว่าการอำเภอภูกามยาว ไปถึงบิเวณปากทางเข้าบ้านม่วงคำ ระยะทาง 1 ก.ม. น้ำไหลล้นเอ่อท่วมถนนสูง 50 ซ.ม. ถึง 1.50 เมตร รถที่สัญจรผ่านไปมาต้องใช้ความระมัดระวัง

ด้านนายเตียง ฟูแสง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว กล่าวว่า หลังจากฝนตกต่อเนื่อง 2 วันทำให้น้ำล้นสปิลเวย์อ่างห้วยแก้ว-ห้วยติ้ว ไหลเข้าท่วมพื้นที่หมู่บ้านในเขตตำบลห้วยแก้ว บ้านเรือนราษฎร โรงเรียน เรือกสวน ไร่นา เสียหายหลายหมู่บ้าน มีบ้านห้วยแก้วหลวง-บ้านป่าคา-บ้านป่าสัก-บ้านจำบอน-บ้านม่วงคำ หมู่ 1-3-14-17 ต.ห้วยแก้ว กว่า 100 หลังคาเรือน และพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายและน้ำยังล้นเข้าร่วมถนน สายพะเยา-ป่าแดด ลึกกว่า 1 เมตร ทำให้รถสัญจรไปมาต้องใช้ความระมัดระวัง จึงประสานตำรวจ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยของตำบลห้วยแก้วมาช่วยปิดกั้นเส้นทางและกระจายรถเพื่อความปลอดภัย

สำหรับน้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนและพื้นที่ทางการเกษตร ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีน้ำไหลล้นเข้าท่วมขนาดนี้

วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนฉบับที่ 6 เรื่องพายุโซนร้อน ชบา (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 2 ก.ค. 2565) ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 1 ก.ค. 65 พายุโซนร้อน “ชบา” มีศูนย์กลางอยู่ที่ ละติจูด 17.9 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 2-3 ก.ค. 65 โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

อนึ่ง ช่วงวันที่ 1-2 ก.ค. 65 ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 ก.ค. 65

จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้ วันที่ 1 ก.ค. 2565 ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จ.กาญจนบุรี และราชบุรี ภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

วันที่ 2 ก.ค. 2565 ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จ.อุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 3 เรื่อง ดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2565) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันแล้วพายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 2-3 ก.ค. ประกอบกับช่วงวันที่ 30 มิ.ย.-2 ก.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้นั้น

กรมชลประทานกำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรณีฝนตกหนักหรือลมกระโชกแรงจนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ที่สำคัญให้ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ เพื่อลดความเสียหายที่จะ เกิดขึ้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบ๊กโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที

สำหรับปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 41,125 ล้านลบ.ม. (54% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 34,960 ล้านลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อน สิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 9,738 ล้านลบ.ม. (39% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 15,133 ล้านลบ.ม.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน