สธ.ชี้ป่วยจะกลับมาพุ่ง หลังเลิกหลายมาตรการ
สธ.เตือนโควิดขาขึ้นเล็กๆ เข้าสู่อาฟเตอร์ช็อก คาดก.ย.นี้ยอดป่วยพีกสุด อาจพุ่งถึง วันละ 4 พัน เตือนอย่าเพิ่งผ่อนคลายหน้ากาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 พร้อมเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น กรมวิทย์เผย BA.4/BA.5 ในไทยเพิ่มขึ้น พบแล้ว 51% คาดเบียดตัวเก่าออกไปเร็วๆ นี้ ยังไม่พบความรุนแรงมากขึ้น ยืนยันสายพันธุ์ BA.2.75 ยังไม่พบในไทย แต่สั่งเฝ้าระวัง บอร์ดสปสช.ไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์จ่ายบริการโควิด รองรับเป็นโรคประจำถิ่น เริ่ม 4 ก.ค. ยันยังรักษาฟรีเหมือนเดิมแค่ปรับการจ่ายเงินให้ร.พ.เป็นไปตามสิทธิแต่ละกองทุน ไม่ใช่ลอยแพผู้ป่วย
ไทยติดพันธุ์BA.4/BA.5แล้ว 51%
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวการเฝ้าระวัง โควิด-19 สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ว่า การตรวจสายพันธุ์เบื้องต้นช่วงวันที่ 25 มิ.ย.-1 ก.ค. 2565 พบว่าเป็นโอมิครอน 100% สายพันธุ์ย่อยเป็น BA.1 จำนวน 10 ราย คิดเป็น 1.05% BA.2 พบ 447 ราย คิดเป็น 47.15% และ BA.4/BA.5 จำนวน 489 ราย คิดเป็น 51.58% เพิ่มขึ้นจาก 2 สัปดาห์ก่อนที่พบจากประมาณ 6.7% และ 44.3% คาดว่าอีกไม่นานจะครองพื้นที่การติดเชื้อในไทย ซึ่งขณะนี้พบเกือบทุกเขตสุขภาพ ยกเว้นเขตสุขภาพที่ 3, 8 และ 10 แต่เป็นการสุ่มตรวจตัวอย่าง เข้าใจว่าอาจมีในพื้นที่แล้ว ส่วนกทม.เป็นพื้นที่ตรวจพบมากที่สุด สำหรับสัดส่วนของ BA.4/BA.5 ยังเป็นผู้เดินทางจากต่างประเทศ 78.3% ส่วนในประเทศพบสัดส่วน 50.3%
นอกจากการตรวจเบื้องต้นแล้ว ยังนำจำนวนหนึ่งมาถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวและวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เวลา 1 สัปดาห์ บางส่วนจึงซ้ำกัน ซึ่งวันนี้น่าจะมี BA.4/BA.5 ในประเทศไทยประมาณพันราย แต่จำนวนไม่มีความหมาย เพราะต้องดูสัดส่วน ถ้าสัดส่วนเยอะกว่า ก็จะแพร่เร็วกว่าและจะเบียดสายพันธุ์เก่าออกไป ซึ่งสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างภายในประเทศทั้งหมด 175 ราย เป็น BA.4/BA.5 ประมาณ 35.8% เมื่อมาดูตัวอย่างการติดเชื้อของแต่ละกลุ่ม เช่นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 44 ราย พบ 29.5% กลุ่มที่ค่า CT ต่ำหรือติดเชื้อเยอะ 19 ราย พบ 29.5% และกลุ่มที่มีอาการรุนแรง 11 ราย พบ 36.4% จะเห็นว่าสัดส่วนไม่ได้แตกต่างกัน จึงยังไม่ปรากฏว่ามีความรุนแรงจาก BA.4/BA.5 เมื่อเทียบกับ BA.2 เดิม แต่เพียงในกลุ่มผู้ป่วยอาการรุนแรงมีเพียง 11 ราย ยังต่ำเกินไป จึงต้องขอเวลา โดยขอความร่วมมืออีกรอบให้ ร.พ.ที่มีคนไข้ใส่เครื่องช่วยหายใจ ปอดอักเสบ ส่งมาตรวจเพิ่มขึ้น ถ้าตัวอย่างมากขึ้น ตัวเลขทางสถิติก็จะแม่นยำมากขึ้น
“สรุปขณะนี้สายพันธุ์ BA.4/BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสัดส่วนเป็น 50% แล้ว และค่อยเบียดตัวเก่าออกไป ความรุนแรงข้อมูลยังไม่มากพอต้องติดตามต่อว่าคนใส่ท่อช่วยหายใจและปอดอักเสบ หรือเสียชีวิตมีสัดส่วน BA.4/BA.5 ต่างจากคนติดเชื้อทั่วไปหรือไม่ ย้ำว่ามาตรการส่วนบุคคลยังจำเป็น ใส่หน้ากาก ล้างมือเลี่ยงไปกิจกรรมสถานที่แออัด แม้เราไม่ได้บังคับกันแล้ว ก็ขอให้เป็นสุขนิสัยส่วนบุคคล ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูงมากพอ เรายังไม่มีวัคซีนรุ่นใหม่ ยังเป็น รุ่นเดิม ลักษณะสำคัญคือเมื่อเวลาผ่านไป ภูมิคุ้มกันจะลดลงและสู้กับสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้น้อยลง เป็นข้อสรุปค่อนข้างชัดเจนทั่วโลก” นพ.ศุภกิจกล่าว
ย้ำฉีดเข็มกระตุ้นสู้พันธุ์ใหม่
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า วิธีหนึ่งที่เรายังไม่มีวัคซีนใหม่ คือฉีดกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันยกสูงขึ้น ในการทดสอบภูมิคุ้มกันของเรา พบว่าถ้ากระตุ้นแล้วภูมิยกสูงมากพอจะช่วยต่อสู้เชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้ วันนี้เรามี BA.5 ในสต๊อก กำลังจะเพาะให้ได้มากพอ เพื่อทดสอบกับวัคซีนเข็มกระตุ้นว่าสู้ได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น ข้อแนะนำคือ คนได้แค่ 2 เข็มไม่พอ ต้องฉีดเข็มกระตุ้น คนฉีดเข็ม 3 นานแล้ว ภูมิคงตกระดับหนึ่งก็ต้องกระตุ้นให้ภูมิยกสูงขึ้นมาเพื่อสู้ BA.4/BA.5 ก็เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ อย่าเพิ่งตกใจเกินกว่าเหตุ เราอาจเห็นข้อมูลการนอนร.พ.มากขึ้น อาจมาจากติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะ BA.4/BA.5 อาจหลบภูมิได้บ้าง คนเคยเป็น BA.1 แล้วอาจเป็นซ้ำได้และเมื่อแพร่เชื้อเร็วขึ้นก็ติดง่ายขึ้น ก็อาจมีคนไปนอน ร.พ.เยอะขึ้น แต่สัดส่วนต้องดูว่า BA.4/BA.5 เป็นสาเหตุหรือไม่ หรือเป็นสัดส่วนที่เพิ่มไปตามจำนวนคนติดเชื้อ เพราะเมื่อติดเชื้อมากขึ้นก็มีคนอาการหนักมากขึ้นตามไปด้วย
เฝ้าระวังสายพันธุ์ BA.2.75
ด้านนพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เราเพาะเชื้อ BA.5 เรียบร้อย เชื้อมีความแข็งแรง ได้ทดสอบแล้ว 21 ตัวอย่าง แบ่งเป็นกลุ่มฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า 10 ตัวอย่าง และซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยไฟเซอร์ 11 ตัวอย่าง ผลจะออกวันศุกร์นี้ ส่วน BA.4 กำลังพยายามเพาะ เนื่องจากเชื้อที่ได้ยังไม่แข็งแรงพอ ตัวอย่างอีกกลุ่มของมหาวิทยาลัยเป็นเคสที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยไฟเซอร์แบบโลว์โดสอีก 2 กลุ่ม คือกลุ่มฉีดเข็มสามครบ 14 วัน 6 ตัวอย่าง และกลุ่มฉีดครบ 28 วันหลังเข็มสาม ผลทั้งหมดจะออกในสัปดาห์หน้า
เมื่อถามถึงสายพันธุ์ BA.2.75 ที่พบในอินเดีย อเมริกา อังกฤษ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สายพันธุ์ที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวัง (VOC LUM) มีประมาณ 6 สายพันธุ์ ซึ่งมี BA.4 และ BA.5 ด้วย แต่ BA.2.75 ยังไม่ได้รับการจัดอยู่ใน VOC LUM แต่ถ้าดูแล้วมีปัญหามากขึ้นก็อาจมีการจัดอันดับได้ แต่ข้อมูลใน GISAID ยังมีเพียง 60 กว่าตัวอย่าง ถือว่ายังน้อยเกินไป จึงอย่าเพิ่งกังวล ส่วนไทยเฝ้าระวังถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวไม่น้อยกว่า 500 ตัวอย่าง ถ้าโผล่มาก็จะจับได้ ตอนนี้ยังไม่มีในไทย แต่จะเฝ้าระวังต่อไป
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า เราพยายามพิสูจน์ว่า BA.4/BA.5 ที่แพร่เร็วขึ้นทำให้หนักขึ้นด้วยไหม ขอพิสูจน์ก่อน เบื้องต้นยังไม่เห็นจาก 11 รายที่จำนวนน้อย ก็ไม่ได้มีสัดส่วน BA.4 BA.5 ต่างจากคนทั่วไป ขอพิสูจน์อีกระยะ ถ้าได้ข้อมูลชัดว่า นอกจากติดเชื้อเพิ่มขึ้นและตัวเองยังทำให้เกิดรุนแรงขึ้นด้วย ก็จะทำให้คนไข้หนักนอนร.พ.เยอะขึ้นโดยปริยาย
ยังไม่มีใครตายจาก BA.4/BA.5
เมื่อถามถึงการตรวจสายพันธุ์ BA.4/BA.5 มีในกลุ่มผู้เสียชีวิตแล้วหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ยังไม่มี เนื่องจากการเสียชีวิตจะล่าช้ากว่า เพราะมีความพยายามในการช่วยดูแลรักษาชีวิต บางคนเป็นเดือนถึงค่อยเสียชีวิตหลังมีการติดเชื้อ ดังนั้น เราเคยเอาข้อมูลเสียชีวิตมาดูยังเป็น BA.2 จึงยังบอกไม่ได้ เพราะเป็นการติดเชื้อสมัยก่อน ตอนนี้เรากำลังเก็บไปข้างหน้า วันนี้หากเสียชีวิตก็ขอให้ส่งมาตรวจ เพราะสัปดาห์ที่แล้วยังส่งมาน้อย วันนี้ที่ประชุมอีโอซีขอความร่วมมือให้ส่งมาตรวจมากขึ้น หากส่งมาเป็น 100 ตัวอย่างข้อมูลก็จะชัดขึ้น ส่วนตัวอย่าง 11 รายพบว่า 9 รายมาจากต่างจังหวัด อีก 2 รายมาจากกทม. ซึ่งจริงๆกทม.เป็นพื้นที่หลักที่มี BA.4/BA.5 เยอะกว่า โดยภูมิภาคพบเพียง 15% แสดงว่าเป็น BA.2 เยอะ ก็เป็นไปตามธรรมชาติ จากต่างประเทศมากทม. และไปต่างจังหวัด ส่วนข้อมูลเรื่องของวัคซีนของทั้ง 11 รายยังไม่มี ก็จะขอข้อมูลมาให้เห็นมากขึ้น และต้องให้มีจำนวนมากขึ้นถึงจะตอบได้
คร.เตือน‘โควิด’ขาขึ้น
ด้านนพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ.แถลงสถานการณ์โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนว่า สถานการณ์โควิดทั่วโลกหลายประเทศพบรายงานเพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย บางประเทศรายงานเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่วนสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.4/BA.5 พบเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น BA.4 แอฟริกาใต้ พบ 64% ส่วน BA.5 อังกฤษ พบ 28% อเมริกา 25% ฝรั่งเศส 22% ออสเตรเลีย 21% และไทย 20% ใกล้เคียงทั่วโลก เพราะมีการผ่อนคลาย มีผู้เดินทางเข้ามา อาจพบติดเชื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมวัคซีนสูงทำให้การเสียชีวิตน้อย เช่น อังกฤษครอบคลุม 73% สหรัฐอเมริกา 67% ฝรั่งเศส 78% ออสเตรเลีย 84% การเสียชีวิตก็น้อย แต่แอฟริกาใต้ครอบคลุม 32% ผู้เสียชีวิตเริ่มเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ประเทศไทยวันนี้ผู้ป่วยปอดอักเสบพบ 677 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมาพบ 630 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 293 ราย ยังไม่พบเพิ่มขึ้นมา ยังทรงตัว อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะที่ปอดอักเสบจะมีอาการมากขึ้น ส่วนผู้เสียชีวิตรายงาน 18 ราย ถือว่าคงตัวแนวโน้มลดลงเล็กน้อยและเริ่มทรงตัว ผู้ป่วยรายใหม่ทรงตัว ผู้ป่วยที่เข้ารักษาในร.พ.ยังไม่เพิ่มขึ้นมาก ใกล้เคียงกับ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ผู้ป่วยอาการไม่มากอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าระบบ HI จากที่เคยลงมาเหลือ 1 หมื่นราย ก็เพิ่มมาเกือบ 1.5 หมื่นราย การลงทะเบียนรับยาผ่านระบบสปสช. ระบบผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จาก 1.91 แสนราย เป็น 2.07 แสนราย ถือว่าเยอะในสัปดาห์นี้
ภาพรวมรายสัปดาห์ช่วงวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. ผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจใกล้เคียงกับตัวเลขรายงานวันนี้ ผู้ป่วยรายใหม่ที่มาร.พ.สะสม 16,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคนต่อวัน ผู้เสียชีวิตสะสม 106 ราย ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 161 ราย แต่พบว่ายังเป็นกลุ่ม 608 ทั้งหมด เกือบ 50% ไม่ได้วัคซีน บางคนฉีดเข็มเดียว จึงไม่สามารถป้องกันอาการรุนแรง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้ อีกประมาณ 30% ฉีด 2 เข็มแต่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ป่วยรุนแรงต้องฉีดเข็มกระตุ้นด้วย โดยโรคเรื้อรังที่เสียชีวิตเยอะ คือโรคไตเรื้อรัง หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ และกลุ่มมะเร็ง อาจไม่ได้ฉีดวัคซีน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
จว.ท่องเที่ยวติดเชื้อพุ่ง
ผู้ป่วยปอดอักเสบและอัตราครองเตียงทั้งประเทศ 10.9% อยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าเกิน 50% ต้องเพิ่มจำนวนเตียง ซึ่งหลายจังหวัดปรับเตียงโควิดอาการหนักไปใช้โรคอื่น ทำให้เตียงโควิดลดลง หลายจังหวัดมีสัดส่วนการครองเตียงเพิ่มขึ้น เช่น กทม. ปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต แต่อัตราครองเตียง 20-30% ยังอยู่ในเกณฑ์รองรับได้” นพ.จักรรัฐกล่าวและว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กทม. ปริมณฑล จังหวัดใหญ่และท่องเที่ยวมีผู้ติดเชื้อและป่วยนอนรักษาเพิ่มขึ้น จึงต้องพิจารณาควบคุมการระบาดในบางส่วน อาจมีการเพิ่มเติมมาตรการป้องกันโรค เช่นสวมหน้ากากตลอดเวลา โดยเฉพาะการไปใช้พื้นที่มีคนจำนวนมาก มีการรวมกลุ่ม การใช้ขนส่งสาธารณะทุกประเภทต้องสวมหน้ากาก
“สรุปไทยพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยหนัก และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในเกณฑ์รองรับได้ในระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยที่เข้ารักษาในร.พ.ยังเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยเตียงระดับ 2-3 แม้การใช้เพิ่มขึ้น แต่ถูกนำไปใช้โรคอื่นด้วย หากครองเตียงสูงขึ้นกว่านี้อาจต้องเปลี่ยนกลับมาใช้ดูแลโควิด ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ ยาโมลนูพิราเวียร์ ยังมีมากพอรองรับเพียงพอ พบการระบาดในโรงเรียน สถานศึกษา เป็นคลัสเตอร์เล็กๆ หลายจังหวัด อาจแพร่ไปสู่ครอบครัว กลุ่ม 608 ได้ การป้องกันส่วนบุคคลสำคัญ ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา แม้เริ่มผ่อนคลายที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนส่งสาธารณะ ร่วมกิจกรรมคนมาก ไปสถานที่ปิด กิจกรรมที่เสี่ยงสูง เพื่อลดเสี่ยงรับและแพร่เชื้อต่อกลุ่ม 608 และต้องเร่งสร้างภูมิด้วย ย้ำว่าวัคซีนไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ สวมหน้ากากป้องกันได้ แต่วัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยหนัก ไม่ให้ใส่ท่อและเสียชีวิต” นพ.จักรรัฐกล่าว
คาดพีกก.ย.-ป่วย 4 พันต่อวัน
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่และเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2565 เป็นต้นไปถึงปี 2566 ซึ่งหลังจากการเกิดระลอกใหญ่ของโอมิครอนช่วงม.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะเกิดเวฟเล็กๆ เป็นอาฟเตอร์ช็อกตามมา จากการผ่อนคลายมาตรการ เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น เวฟเล็กแรกที่จะเจอคือ ช่วงสัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 35 หรือช่วง 10 สัปดาห์จากนี้ไปจนถึงก.ย.ที่จะเป็นช่วงพีกสุด ซึ่งขณะนี้การติดเชื้อเพิ่มขึ้นแล้ว ทำให้อาจมีผู้ป่วยไปรักษาในร.พ.เพิ่มขึ้น เราคาดการณ์จากมาตรการที่ยังคงเหมือนในมิ.ย.คือยังสวมหน้ากาก ตอนนี้เรามีป่วยเข้ารักษา 2 พันราย ต่อวัน คาดว่าก.ย.ไม่ควรจะเกิน 4 พันรายต่อวัน แต่ถ้าผ่อนคลายมาตรการกันหมด ไม่สวมหน้ากาก ก็อาจจะเกินจากนี้ได้ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยในช่วงเวลาใกล้ๆ อีกครั้ง แต่อาจไม่สูงเท่าโอมิครอนช่วงต้นปี เนื่องจากฉีดวัคซีนจำนวนมากแล้ว ส่วนผู้ป่วยอาการรุนแรงและเสียชีวิตก็จะมีการคาดการณ์ตัวเลขเพิ่มเติม
“ตอนนี้การติดเชื้อกำลังขึ้นแล้ว ไม่เกิน 10 สัปดาห์ไปจุดพีกของเวฟเล็กๆ นี้ คือ ก.ย. แต่หากผ่อนคลายมาก เดินทางมหาศาล ติดเชื้อมากๆ และไปเจอกลุ่ม 608 ป่วยมาก ก็จะเป็นเวฟใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบผ่อนหน้ากาก ตอนนี้มีสัญญาณแล้วรีบใส่ไว้ก่อน ส่วนการแจ้งเตือนยังคงระดับ 2 ซึ่งยังแนะนำให้ใส่หน้ากาก และช่วงระบาดมากๆ เป็นวงกว้าง ต้องรณรงค์ฉีดวัคซีน แม้ส่วนใหญ่ติดเชื้อไม่แสดงอาการและนอนที่บ้าน แต่กลุ่ม 608 เราไม่รู้จะรับเชื้อเมื่อไร จะให้สวมหน้ากาก เว้นระยะห่างตลอดเวลาก็ยาก ลูกหลานไปเยี่ยมก็พาเชื้อมาได้ จึงจำเป็นต้องใส่หน้ากากให้มากที่สุดเมื่ออยู่กับคนอื่นและไปฉีดวัคซีน” นพ.จักรรัฐกล่าว
ส่วนผู้ติดเชื้อจริงต่ำกว่าความเป็นจริง 10 เท่านั้น ถ้าเป็นระลอกแรกๆ เราเน้นผู้ติดเชื้อ แต่โอมิครอนการระบาดเยอะแต่ไม่รุนแรง เราฉีดวัคซีนไปเยอะมากแล้วกว่า 80% ในเข็มแรก เข็มกระตุ้นยัง 40% กว่า ฉะนั้น ถ้าฉีดเพิ่มขึ้นจะดีมากขึ้น สถานการณ์รายงานโรคจึงเน้นผู้ป่วยเป็นหลัก คือ รักษาใน ร.พ. เพื่อติดตามว่าระบบสาธารณสุขจะรองรับได้มากน้อยแค่ไหน การรายงานเราติดตามทั้งผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อในระบบลงทะเบียนรักษา สปสช. หลายคนติดเชื้อไม่มีอาการหรืออาการน้อย อาจไปซื้อฟ้าทะลายโจรหรือลงทะเบียนรับยาแล้วนอนอยู่บ้าน โดยไม่ได้เข้าระบบ ร.พ.เราอาจไม่ทราบ 100% แต่จะติดตามจากแนวโน้มผู้ป่วยใน ร.พ.เป็นหลัก คาดว่าเราต้องอยู่กับโควิด 19 การติดเชื้ออาจพบได้ขึ้นเรื่อยๆ
ติดเชื้อใหม่ต่ำ 2 พัน-เสียชีวิต 18
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,995 ราย เป็นผู้ป่วยในประเทศ 1,993 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 2 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,308,665 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้านแล้ว 2,148 ราย หายป่วยสะสม 2,308,070 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 24,818 ราย โดยมี ผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 677 ราย และมีผู้เสียชีวิต 18 ราย มีผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ATK เป็นบวก 1,609 คน โดยกทม. มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 1,484 คน
บอร์ดสปสช.ปรับเกณฑ์จ่ายโควิด
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงข่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ว่า บอร์ดสปสช.ได้พิจารณาและเห็นชอบ ข้อเสนอการปรับหลักเกณฑ์ แนวทางการจ่ายชดเชยบริการโควิด-19 กรณีปรับโรคโควิด -19 เป็นโรคประจำถิ่น ครอบคลุมเฉพาะหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งนี้ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 ก.ค.2565 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามมติครม.วันที่ 21 มิ.ย. 2565 ที่มอบหมายให้ สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรองรับการเดินหน้าไปสู่โรคประจำถิ่น โดยประชาชนยังได้รับการดูแลรักษาตามสิทธิสุขภาพที่มี
การปรับหลักเกณฑ์ แนวทางการจ่ายชดเชยบริการโควิด-19 กรณีปรับเป็นโรคประจำถิ่น คือ 1.การจ่ายชดเชยค่าบริการสำหรับคนไทยทุกสิทธิ ได้แก่ ค่าบริการฉีดวัคซีนโควิด ค่าบริหารจัดการศพ ค่าความ เสียหายจากการฉีดวัคซีนจะถูกยกเลิก แล้วปรับใช้สิทธิจากแต่ละกองทุนสุขภาพตามระบบปกติ ซึ่งสิทธิบัตรทอง หากเกิดความเสียหายหลังฉีดวัคซีนจะใช้มาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จ่ายชดเชยเบื้องต้น
2.ค่าบริการดูแลรักษากรณีผู้ป่วยนอก (OPSI) หรือเจอ แจก จบ ที่จ่ายให้หน่วยบริการจะยกเลิก เปลี่ยนเป็นจ่ายชดเชยผู้ป่วยนอกตามระบบปกติที่หน่วยบริการประจำ ซึ่งจะรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว แต่หากรับบริการนอกหน่วยบริการประจำ ยังมีรายการให้เบิกจ่ายเป็นกรณี ATK professional จ่ายตามจริงไม่เกิน 150 บาท และ RT-PCR จ่ายตามจริงไม่เกิน 900 บาท
กรณีผู้ป่วยในจากเดิมที่จ่าย On Top จากระบบ DRG ได้แก่ ค่าห้องตามระดับความรุนแรงของโรค ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระบวนการ/อุปกรณ์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และค่ายารักษาโควิด เปลี่ยนเป็นจ่ายตามระบบ DRG จากกองทุนผู้ป่วยในระดับเขต ยกเลิกการจ่าย On Top ค่าห้องและค่าอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนยารักษาโควิดยังเบิกจาก สธ.ได้ต่อไป
3.ค่ายานพาหนะส่งต่อตามระยะทาง จากเดิมที่รวมค่าทำความสะอาดอุปกรณ์ PPE จ่ายตามจริงไม่เกิน 500 บาท เปลี่ยนเป็นจ่ายเฉพาะค่าส่งต่อตามระยะทางกรมทางหลวงตามเดิม ยกเลิกการจ่ายค่า PPE และค่าทำความสะอาดฆ่าเชื้อพาหนะ
4.ค่าบริการฟอกเลือดผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จากเดิมครั้งละ 1,500 บาท ค่าชุด PPE จ่ายตามจริงไม่เกิน 1,000 บาทต่อครั้ง และค่ายานพาหนะส่งต่อรวมค่าทำความสะอาดจ่ายตามจริงไม่เกิน 500 บาท เปลี่ยนเป็นจ่ายเฉพาะค่าฟอกเลือดครั้งละ 1,500 บาท ยกเลิกการจ่ายค่า PPE และค่ารถส่งต่อกรณีผู้ป่วยนอก
5.ค่าบริการกรณีเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนโควิด เปลี่ยนเป็นค่าบริการผู้ป่วยนอกและค่าบริการผู้ป่วยในตามระบบปกติ ยา IVIG จ่ายตามระบบ VMI
ยันยังรักษาฟรีเหมือนเดิม
นพ.จเด็จกล่าวว่า บริการเจอ แจก จบ และแจก ATK ที่ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการยังมีบริการ แต่ปรับเป็นเฉพาะสิทธิบัตรทองเท่านั้น ส่วนสิทธิอื่นๆ เช่น ประกันสังคม ข้าราชการ อยู่ระหว่างการหารือของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าหลังปรับเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว จะให้มารับ ATK หรือยาที่ร้านยาได้ หรือไม่
“การปรับหลักเกณฑ์การจ่าย ไม่ใช่การลอยแพ ผู้ป่วยโควิดยังได้รับการรักษาไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนเดิมตามสิทธิของตนต่อไป อย่างสิทธิบัตรทอง เมื่อสงสัยหรือติดเชื้อ โควิด เข้ารักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกหรือโทร.ประสานร้านยาเพื่อรับยาตามโครงการเจอแจกจบที่ร้านยาได้ ร้านยาจะส่งยาให้ ไม่ต้องไปที่ร้านยา ไม่ต้องโทร.แจ้งสายด่วนสปสช. 1330 แต่หากมีข้อสงสัยว่าจะต้องทำอย่างไร โทร.มาสอบถามขั้นตอนได้ หรือหากอาการแย่ลง ต้องการหาเตียงก็โทรมาได้เช่นกัน” เลขาธิการสปสช. กล่าว