กก.หวั่นหาร500 กับดักล้มกม.ลูก โฆษกชี้ไร้นัยยะ ‘บิ๊กตู่’ปรับลุกส์

‘บิ๊กตู่’ ปรับลุกส์โชว์ผลงาน โฆษกรัฐบาลยันไร้นัยยะการเมือง ‘เสี่ยหนู’ ประชุมทีมโคราชคึกคัก จัดทัพผู้สมัคร ส.ส.สมัยหน้า ‘สุชาติ ภิญโญ’ ส.ส.เพื่อไทยโผล่ร่วมวง ปชป.ลั่นพร้อมสู้เลือกตั้ง เต็มรูปแบบ เพื่อไทยรุมซัด ‘ประยุทธ์’ ดูถูกประชาชน หวังใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์หาร 500 สืบทอดอำนาจ ก้าวไกลหวั่นเป็นกับดักการเมือง มุ่งล้มกระดานกฎหมายลูก ฝ่ายค้านนัด 11 ก.ค.จัดขุนพลถล่มซักฟอก เพื่อไทย-ก้าวไกลย้ำล็อกเป้าขยี้ ‘3 ป.’

‘บิ๊กตู่’ปรับลุกส์ไม่เกี่ยวการเมือง
เมื่อวันที่ 9 ก.ค.นายธนกร วังบุญ คงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นำเสนอกลยุทธ์ 3 แกนหลักเพื่อสร้างอนาคตประเทศ โดยปรับภาพลักษณ์ใหม่ในการสื่อสารถึงประชาชน ถือว่ามีนัยยะทางการเมือง หรือเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ว่า ไม่มีนัยยะทางการเมืองอะไร เป็นการนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยเห็นที่นายกฯ มีบุคลิกจริงจังเวลาทำงาน แต่เมื่ออยู่ในช่วงปกติก็เป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดีและตลก

ช่วงที่นายกฯ ลงพื้นที่พบประชาชน จะเป็นกันเองพูดคุยสนุกสนาน ทำให้ประชาชนเข้าถึงตัวนายกฯ ได้ใครขอถ่ายรูปก็ได้ถ่ายทุกคน อยู่บนรถยังสั่งให้หยุดเพื่อลงมาทักทายกับประชาชน ทั้งที่ไม่ได้มีการนัดหมายกันไว้ อยากให้ดูในสาระสำคัญที่สื่อผ่านคลิป มากกว่ารูปแบบภาพลักษณ์ของนายกฯ ว่าเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค การเมืองใด และเมื่อไหร่ นายธนกรกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่สามารถก้าวล่วงหรือตอบแทนนายกฯ ได้ แต่สิ่งที่นายกฯ อยากเร่งดำเนินการในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 8-9 เดือน ก่อนครบวาระคือทำงานให้กับประชาชน เพราะประเทศประสบวิกฤตหลายอย่าง ทั้งปัญหาพลังงาน ปัญหาอาหาร ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยนายกฯ วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ตนคิดว่าเวลาที่เหลืออยู่ไม่ใช่เพื่อเตรียมการไปสู่การเลือกตั้ง แต่นายกฯ มองแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ลำบาก และให้อยู่ดีกินดี

‘หนู’บุกโคราช-ส.ส.เพื่อไทยโผล่
วันเดียวกัน ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 4.0 เขตสุขภาพที่ 9 นครชัยบุรินทร์ ที่โรงแรมสบายโฮเทล อ.เมือง จ.นครราชสีมา

จากนั้น นายอนุทินได้ประชุมทีมโคราช หารือเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ประกอบด้วย นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.). นาย อภิชา เลิศพชรกมล นายพรชัย อำนวยทรัพย์ นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีกหลายคน อาทิ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายอดุลย์ อยู่ยืน นายมานิตย์ จันทรวราพร นายมนัส ศรีบงกช และนายนรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล เป็นต้น

บุกโคราช – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ประชุมทีมโคราช เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งมี นายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย มาร่วมหารือด้วย ที่จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

นอกจากนี้ ยังมีนายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ ก่อนหน้านี้โหวตเห็นด้วยร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 มาร่วมหารือด้วย

สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า จ.นครราช สีมา มีส.ส.จำนวน 16 คน เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีจำนวน 14 คน ถือเป็นจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ ที่มีส.ส. ได้ 33 คน

‘สุวัจน์’รอศาลรธน.ชี้สูตรปาร์ตี้ลิสต์
ที่สำนักงานพรรคชาติพัฒนาและศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมที่ทำการพรรค ได้พบปะเจ้าหน้าที่ บุคลากรสำนักงาน สมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ทีมโคราชชาติพัฒนา โดยมี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ผู้อำนวยการพรรคและหัวหน้าศูนย์รักจริงไม่ทิ้งกัน นำทีมต้อนรับ

นายสุวัจน์ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติในมาตรา 23 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้ใช้สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 500 หารว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่รัฐสภาอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายลูกเลือกตั้งให้จบสิ้นทั้ง 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อเสร็จแล้วต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาอีกครั้งถึงความถูกต้องต่างๆ ก็จะเกิดความชัดเจนทางกฎหมาย และเป็นบรรทัดฐานที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับว่าควรเป็นอย่างไร

วันนี้ต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศการ เตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง เพราะตอนนี้สภาหรือรัฐบาลอยู่มา 3 ปีจะครึ่งแล้ว เหมือนการนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญมาก เป็นการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนถ่ายของสถานการณ์วิกฤตประเทศ ทั้งจากปัญหาโควิด-19 ที่ผ่านมา การสู้รบรัสเซีย-ยูเครนที่ก่อผลกระทบเรื่องน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคแพง ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สาธารณะ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นผลกระทบ ซึ่งประชาชนคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องนำไปสู่ทางออกการเมือง สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้

แนะปรับยุทธศาสตร์กันเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากใช้สูตร 500 หาร พรรคใหญ่ พรรครัฐบาล จะได้เปรียบ หรือไม่ นายสุวัจน์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ หรือมีกฎหมายอะไรต่างๆ ควรทำให้เกิดความรู้สึกว่ากฎเกณฑ์อะไรที่เกิดขึ้นเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ควรมีกฎเกณฑ์อะไรที่เกิดข้อสงสัยเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ ต้องให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรม เพื่อให้ผลประโยชน์ทุกอย่างตกอยู่ที่ บ้านเมือง

การเมืองคือการเข้ามาอาสาให้กับประชาชน ทุกอย่างจะต้องเป็นธรรมและต้องแฟร์กับทุกฝ่าย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สิทธิใช้เสียงแล้วทุกคนยอมรับในสิ่งที่ประชาชนได้ตัดสิน

สำหรับพรรคชาติพัฒนา ขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งบัตรสองใบ มี ส.ส.เขตเลือกตั้ง 400 มี ส.ส.บัญรายชื่อ 100 คน เชื่อว่าทุกอย่างเมื่อไม่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็น่าเพียงพอ บางทีมุมมองและความคิดอาจจะแตกต่างกันได้ แต่ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะคิดว่าหาร 100 หรือหาร 500 ท่านได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็เป็นเรื่องที่ต้องไปปรับยุทธศาสตร์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎกติกา แต่สำคัญที่สุดกฎกติกาต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความรู้สึกว่าอยากเข้าสู่สนามเลือกตั้งแล้วเมื่อประชาชนตัดสินมาแล้วทุกคนต้องยอมรับ เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ ไม่เกิดเดดล็อกทางการเมือง

ปชป.พร้อมสู้เลือกตั้งเต็มรูปแบบ
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ใช้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 ถือเป็น กระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อมติเสียงข้างมากออกมาเช่นนั้นก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา หากฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ มีการวินิจฉัยความชอบของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญออกมาเป็นเช่นไรก็ยุติและน้อมรับผลคำวินิจฉัย

ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าการลงมติของสมาชิกรัฐสภา มีใบสั่งจากฝ่ายบริหารนั้น นายราเมศกล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่มีใครสั่ง ส.ส. ทุกคนมีเหตุและผลเพื่อนำไปสู่การลงมติทั้งสิ้น การทำหน้าที่ของ ส.ส.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าทุกประเด็นที่ถกเถียงกันมีหลักการกระบวนการต่างๆ ระบุไว้ค่อนข้างรัดกุม เพียงแต่ในทุกกระบวนการที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ผลออกมาเป็นเช่นใดทุกฝ่ายต้องยอมรับของผลที่จะเกิดขึ้น สำคัญที่สุดการเลือกตั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น การเตรียมการเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรค การเมืองให้แล้วเสร็จ จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย อาจไม่มีสิ่งไหนดีที่สุดหรือถูกใจใครที่สุด และในส่วนของพรรคพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ

พท.ฉะนายกฯใช้ไม่ได้-ไล่ลาออก
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์เห็นด้วยกับสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อหารด้วย 500 เพราะทำงานง่ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต้องมีใบเสร็จก็ชัดเจน หากพล.อ.ประยุทธ์เป็นลูกผู้ชายต้องยอมรับความจริง ที่นายกฯ พูดว่าทำงานง่าย ถ้าอย่างนั้นทำไมต้องเอาบัตรเลือกตั้งสองใบด้วย ทำไมไม่เอาบัตรเลือกตั้งใบเดียว และการหาร 500 คำนวณยาก ซับซ้อนกว่าการหารด้วย 100 เสียอีก ทำแต่เรื่องยากๆ ที่พูดว่าง่ายเหมือนพูดไปอย่างนั้น ไม่มีเหตุผลรองรับ

“ที่มีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า พล.อ. ประยุทธ์ยอมเอาหาร 500 เพราะกลัวพรรคเล็กพรรคจิ๋วไม่โหวตให้ช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เชื่อว่าเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ถ้าท่านจะเอาระบบประเทศมาลงทุนเพื่อแลกกับเสียงโหวตแบบนี้อย่ามาอยู่เป็นผู้นำประเทศเลย ขาดความรับผิดชอบ เป็นคนที่ใช้ไม่ได้” นายสุทินกล่าว

ขอกติกาชัดเจน-เป็นธรรม
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และพรรคการเมืองผ่านการพิจารณาวาระ 3 จากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามขั้นตอนการพิจารณาพ.ร.ป. ต้องส่งให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าการออกกฎหมายเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ พรรคเพื่อไทยก็จะส่งคำร้องประกบไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกกต.ให้พิจารณาเหตุผลที่เราเห็นว่าเป็นการออกกฎหมายโดยไม่ชอบ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างคำร้องในรายละเอียดประเด็นหลักคือการร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ อาจทำให้การประกาศใช้กฎหมายล่าช้าออกไป ดีกว่าปล่อยให้กฎหมายที่สังคมคลางแคลงประกาศใช้ออกไป แต่ไม่ว่ากติกาจะออกมาแบบไหนพรรคเพื่อไทยพร้อมสู้การเลือกตั้ง ขอให้ได้กติกาที่ชัดเจนเป็นธรรมกับทุกพรรค และเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งพรรคครอบครัวเพื่อไทยเพื่อแก้เกมสูตรหาร 500 นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในกลุ่มส.ส.ด้วยกันเองเท่านั้น ยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้คงต้องรอความชัดเจนของพ.ร.ป.ทั้งสองฉบับให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยมาคิดกันว่าจะจัดทัพสู่การเลือกตั้งอย่างไร

อย่าเพิ่งฝันใช้ 500 หาร
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่ายืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องมีคนไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอนหลังจากกฎหมายผ่านรัฐสภาวาระ 3 รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ขณะที่รัฐสภาต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาและองค์กรอิสระตามมาตรา 132 โดยอัตโนมัติ เพื่อพิจารณาว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขั้นตอน ดังกล่าวยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่าเพิ่งไปคิดล่วงหน้า เราไม่รู้ว่าผลการพิจารณาจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะไม่ค่อยมั่นใจในระบบกฎหมายประเทศนี้เท่าที่ควร

“ส่วนพรรคเพื่อไทยไม่วิตกกังวล เราเตรียมพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะหาร 100 หาร 500 หรือจะหารด้วย 1,000 เราต้องพร้อมว่าจะทำงานอย่างไร สิ่งที่เป็นกำแพงให้เราคือประชาชน ส่วนที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงการตั้งใหม่เพื่อรองรับส.ส.บัญชีรายชื่อหากต้องหารด้วย 500 นั้น ผมมองว่ายังไม่ถึงจุดนั้น ต้องรอดูสถานการณ์ก่อน เราอาจจะลุยเอาส.ส.เขตให้ได้มากที่สุด ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อขึ้นอยู่กับประชาชนจะเลือกมากน้อยแค่ไหน สู้ด้วยพรรคเดียวก็คล่องตัวอยู่เหมือนกัน” นายสมคิดกล่าว

ดูถูกปชช.-รอวัดผลเลือกตั้ง
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีพล.อ.ประยุทธ์แถลงการณ์กลยุทธ์ 3 แกน สร้างอนาคต ทำประเทศเดินหน้าใน 2 ปีว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่มา 8 ปี ผ่านงบไป 12 ครั้ง ใช้เงินไป 28.5 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจทรุด ทุจริตฟู กู้เก่ง แต่บริหาร ไม่เป็น ทำประเทศล้มเหลวแทบทุกด้าน อย่าว่าแต่ขอเวลาอีก 2 ปีเลย 8 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์พังแทบทุกมิติ อยู่ในสภาพประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม พอจวนตัวเห็นสัญญาณจะไม่ได้ไปต่อ เผชิญวิกฤตศรัทธา ก็ออกมาสร้างเรื่องให้ความหวังเรื่องใหม่กลบเรื่องเก่าที่ทำไม่สำเร็จไปเรื่อยๆ เฉพาะเรื่องคนจนจะหมดประเทศ 8 ปี พูดมากี่ครั้งไม่เคยทำได้สำเร็จ ประชาชนที่ไหนจะไปเชื่อ

วาระสุดท้ายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ อะไรผ่านมาก็คว้าไว้หมด ขนาดยอมเสียทรงจนถูกตั้งคำถามว่า ไปแทรกแซงเปลี่ยนสูตร คำนวณส.ส.จากหาร 100 เป็นหาร 500 เพื่อประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของตัวเองหรือไม่ การบริหารประเทศแบบลอกคนอื่นแต่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ลอก ยิ่งทำให้ ล้มเหลว เห็นประชาชนเชื่อมั่นพรรค การเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลก็พยายามลอกตามทุกอย่าง

“พล.อ.ประยุทธ์อย่าดูถูกประชาชนว่าถ้าใช้สูตรหาร 500 จะทำให้ตัวเองได้กลับมาสืบทอดอำนาจต่อ รอดูการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งได้เลย” นายอนุสรณ์กล่าว

ก้าวไกลอ้างยังหนุนหาร 100
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคก้าวไกลแสดงจุดยืนว่าต้องการหาร 100 แต่กลับไปโหวตหาร 500 ทั้งพรรค ว่าเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน พรรคก้าวไกลยืนยันชัดเจนว่าตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ จะต้องมีกฎหมายลูก สิ่งที่เรายื่นในกฎหมายลูกคือสูตรที่เห็นด้วยกับการหารด้วย 100 เนื่องจากเป็นเจตจำนงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้ ถึงจะมีข้อถกเถียงอยู่บ้างว่ายังมีรัฐธรรมนูญมาตราอื่นที่จะต้องคิดคำนึงถึงก็ตาม

นี้คือประเด็นแรกที่ยืนยันว่าเราเห็นด้วยในการหาร 100 แต่ตอนยื่นกฎหมายลูกของ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.ก้าวไกล ได้เสนอว่าหากใช้ 100 หารปกติ จะทำให้การคิดคำนวณอาจมีผลคลาดเคลื่อน จึงได้เสนอว่า ให้ใช้วิธีการคำนวณโดยใช้จุดทศนิยม 6 ตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้คะแนนใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และทางพรรคก็สนับสนุน ฉะนั้นจุดยืนของเราไม่ได้เปลี่ยน และยืนยันได้ว่ายังเห็นด้วยกับสูตรการหาร 100 แต่อาจมีรายละเอียดที่เห็นแตกต่างกันในเชิงการคำนวณเท่านั้นเอง

ส่วนคำถามที่ 2 เหลือแต่เพียงว่าเห็นควรในสูตร 500 ของนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ หรือเห็นควรในสูตรหาร 100 ของนายปกรณ์วุฒิ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่สนับสนุนสูตรหาร 100 ของนายปกรณ์วุฒิเป็นหลัก

โวยเกมสืบทอดอำนาจ
ทางด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่แท้จริงที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองในการสืบทอดอำนาจต่อไป การเปลี่ยนจากระบบคู่ขนาน ที่หาร 100 มาเป็นระบบสัดส่วนผสมที่หาร 500 จะมีปัญหาในการคำนวณอย่างแน่นอน เพราะเป็นการหาร 500 แบบครึ่งบกครึ่งน้ำ จึงชัดเจนว่า เป็นการทำทุกวิถีทางให้ตัวเองได้เป็น นายกฯ ต่อ นอกจากนี้ การหาร 500 น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการวางกับดักทางเมืองไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกังวล

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตว่าการหาร 500 จะทำให้พรรคก้าวไกลได้เปรียบ นายชัยธวัชกล่าวว่า ตอนนี้หลายฝ่ายชอบอ้างว่าพรรคก้าวไกลได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งนี้ เพราะเราเคยเสนอระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม แต่น่าจะต้องเลิกพูดได้แล้ว เพราะสิ่งที่เราเสนอแพ้ไปแล้ว เราจึงเสนอกฎหมายลูกล้อไปกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข และยึดที่รัฐธรรมนูญ เป็นหลัก ไม่ใช่การยึดผลประโยชน์ของใครเป็นตัวตั้ง สุดท้ายระบบการเลือกตั้งนี้จะกลายเป็นลูกผสม ที่ไม่ดีกับใครเลย

“สำหรับทิศทาง และเป้าหมายการเลือกตั้งครั้งหน้าและต่อๆ ไปของพรรคก้าวไกลคือการขยายส.ส.เขต ให้มากที่สุด และให้มากกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นจึงไม่ใช่ผลประโยชน์ของเรา เพราะเราต้องการเป็นพรรคหลักที่จัดตั้งรัฐบาลในอนาคต จึงมองไปที่ส.ส.เขต และพรรคก้าวไกลไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจะเป็นพรรคบัญชีรายชื่อ ส่วนการสร้างระบบการเลือกตั้งที่ดี คือการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาร่างรัฐ ธรรมนูญ” นาย ชัยธวัชกล่าว

หวั่นเป็นกับดัก-มุ่งล้มกระดาน
ต่อข้อถามว่าพรรคก้าวไกลมองว่าระบบเลือกตั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องระบบเลือกตั้ง ต้องมีหลักคิดว่าแบบใดจะดี และสอดคล้องกับการเมืองของแต่ละที่ แต่ระบบที่ครึ่งๆ กลางๆ นี้ หากนำมาใช้แล้วมีปัญหา จะไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ยังไม่นับว่าระหว่างทาง ชะตากรรมของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. … ฉบับนี้จะเป็นอย่างไร จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง หรือทำให้การเลือกตั้งล่าช้าหรือไม่ ทั้งยังทำให้การยุบสภามีปัญหา

“เราจึงกังวลว่า การถกเถียงเรื่องระบบเลือกตั้ง สุดท้ายจะเป็นหมากให้เดินไปสู่อย่างอื่นหรือไม่ เช่น การล้มกระดาน เพราะเป็นความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน และมีเจตนาที่จะยืดเยื้อการพิจารณาร่างพ.ร.ป. ออกไปหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยการใช้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์ระหว่างนี้มากำหนดเกมกันใหม่ว่าจะเดินกันอย่างไรในฝ่ายของรัฐบาล” นายชัยธวัชกล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายใดได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างพรรค การเมือง นายชัยธวัชกล่าว แน่นอนว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์คือ คสช. หรือกลุ่มแกนนำที่สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร ดังนั้นฝ่ายประชาธิปไตยต้องตั้งหลักว่าจะรวมพลังอย่างไรให้ดีที่สุดเพื่อเปลี่ยนขั้วรัฐบาลให้ได้ในอนาคต ส่วนร่าง พ.ร.ป.นี้ยังไม่จบ และยังไม่ถึงบทสรุปของมัน เป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น

‘พีระวิทย์’เชื่อ 500 เป็นไปไม่ได้
นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรักธรรม (ท.ธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่า การใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อโดยใช้ 500 หารทำได้ง่ายกว่าการใช้ 100 หาร ว่า ไม่ทราบและไม่ขอออกความคิดเห็น เนื่องจากตนลงมติใช้สูตรหารด้วย 100 เพราะคิดว่าทำได้ง่าย เด็ก ป.1 ก็รู้ แต่ 500 ตนยังไม่ทราบเลยว่าจะคำนวณอย่างไร

ตนมองดูแล้วการใช้สูตร 500 หารไม่ง่ายและอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ หากเป็นบัตรเลือกตั้งใบเดียวก็โอเค เพราะคำนวณได้ง่าย แต่นี่เป็นบัตรสองใบ และรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วว่าหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง ซึ่งชัดเจนว่าเลือกส.ส.สองประเภทก็สิทธิ์ละหนึ่งเสียง บัญชีรายชื่อหนึ่งเสียง เขตอีกหนึ่งเสียง โดยเขตเมื่อได้คะแนนสูงก็ชนะเลย แต่บัญชีรายชื่อมี 100 คน ไม่ได้มี 500 ตนจึงเลือกที่จะโหวตหารด้วย 100 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะสมมติไม่ได้ ต้องเอาเรื่องจริงมาคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าสูตร 500 หาร พรรคเล็กจะมีหวังจริงหรือไม่ เพราะ ส.ส.บัญชีรายชื่อมีแค่ 100 ที่นั่ง นาย พีระวิทย์ กล่าวว่า “มันก็ยาก ไม่ว่าจะ 100 หรือ 500 พรรคเล็กยังมีความหวังน้อย และมีโอกาสน้อยที่จะได้ส.ส.พรรคละหนึ่งคน สู้เอาเวลาไปขยัน หรืออย่างผมก็ปลีกตัวมาลงส.ส.เขตเลย 30,000-40,000 คะแนนได้ แบบนี้ชัวร์กว่า” เมื่อถามว่า หมายความว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะลงส.ส.เขตแต่อยู่พรรคเดิมใช่หรือไม่ นายพีระวิทย์ กล่าวว่า ย้ายพรรค ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะไปพรรคไหน แต่คาดว่าน่าจะไปกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.)

พรรคกล้าเตือนแตกแบงก์ส่อผิด
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่าการหารด้วย 500 จะทำให้คนรุ่นใหม่ทางการเมือง มีโอกาสเข้าสู่การเมืองได้ ทำให้มีพรรคเฉพาะกิจ เฉพาะด้านเกิดขึ้น ทั้งพรรคด้านเศรษฐกิจ ด้านกีฬา ด้านสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเมื่อเข้าไปทำการเมืองจริง จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีการตรวจสอบกันได้จริง ประชา ธิปไตยจะมีการพัฒนา แต่หากกลับไปใช้สูตรเดิมที่ผ่านมา ทราบดีว่ามีบทเรียนอะไรเกิดขึ้น จะกลายเป็น ส.ส.ทำการเมืองคล้ายกับนักการเมืองท้องถิ่น

ยืนยันว่าพรรคกล้าพร้อมกับกติกาที่จะออกมา และคิดว่าแนวทางนี้น่าจะไปได้ดี ทำให้พรรคสามารถจะเป็นเวทีให้กับคนรุ่นใหม่ได้ ซึ่งภายหลังจากที่มีการประกาศ สูตรหาร 500 มีคนสมัครเข้าพรรคเพื่อแสดงเจตจำนงลงสมัคร ส.ส.ในเขตพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก

“สูตรหาร 100 เคยเกิดขึ้นแล้ว กลายเป็น ส.ส.ต้องลงไปทำการเมืองคล้ายกับนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่การเมืองที่สู้ในระดับชาติ ที่มากกว่านั้นคิดว่าสูตรหาร 500 ไปได้ ทำให้การเมืองเปลี่ยน เราเคยลองมาแล้วทั้งสูตรหาร 100 ทั้งบัตรเลือกตั้งใบเดียวแบบหาร 500 แต่ครั้งนี้เป็นบัตรสองใบหาร 500 ผมว่ามันคือวิวัฒนาการทางการเมือง” นายอรรถวิชช์ กล่าว

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจใช้วิธีแตกแบงก์ ตั้งพรรคใหม่เพื่อสู้หาร 500 นั้น เรื่องนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากเป็นกรรมการบริหารอยู่พรรคหนึ่ง แล้วไปจัดตั้งพรรคการเมืองอีกพรรค จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องไปแตกแบงก์พัน เป็นพรรคแบบไหน ก็ต่อสู้แบบนั้น มีโอกาสชนะได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เทคนิค แต่ขอว่าต้องมีความชัดเจนของเป้าหมาย ว่าต้องการต่อสู้กับใคร

พท.เปิดตัวผู้สมัครส.ส.กทม.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ก.ค. พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 21 เขตก่อน จากที่คาดว่าจะมีส.ส.ทั้งหมด 33 เขต เนื่องจาก กกต.ยังแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถเปิดตัวผู้สมัครได้ครบทุกเขต เพราะยังมีโอกาสที่จะสลับตัวบุคคลระหว่างเขตได้อีก โดยผู้สมัครที่เปิดตัวครั้งนี้ จะเป็นบุคคลที่ได้รับการการันตีว่าได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นที่แน่นอนแล้ว มีทั้งบุคคลหน้าเก่าซึ่งเป็น ส.ส.เขตอยู่แล้ว และบุคคลหน้าใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ จบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจากสถาบันต่างประเทศ

ที่น่าจับตาคือจะมีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมืองคนใหม่คือ นายสุธนพจน์ กิจธนาภิทักษ์ นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะลงสมัครแทนนายการุณ โหสกุล ส.ส.ของพรรคคนปัจจุบัน ที่ชัดเจนว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยแล้ว นอกจากนี้อาจมีโอกาสเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตสายไหมคนใหม่แทน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.ของพรรคคนปัจจุบัน ซึ่งจะไม่อยู่ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา หากผู้สมัครตอบรับก็พร้อมเปิดตัวในวันดังกล่าว

ย้ำล็อกซักฟอก‘3ป.’
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีอีก 10 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน ที่จะเริ่มวันที่ 19-22 ก.ค.และลงมติวันที่ 23 ก.ค.ว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการอภิปรายแล้ว โดยเตรียมผู้อภิปรายไว้ ทั้งสิ้น 18 คนหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้อภิปรายเปิด และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จะเป็นผู้สรุปญัตติ ซึ่งพรรคจะพุ่งเป้าไปที่ 3 ป. และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล มั่นใจมีทีเด็ดแน่นอนแต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด อยากให้รอฟังการอภิปราย

ด้านนายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การเตรียมตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคก้าวไกล ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ได้จำนวนคนที่จะอภิปรายชัดเจนแล้ว ส่วนระยะเวลาการอภิปราย แต่เดิมพรรคฝ่ายค้านคาดว่าจะได้เวลา 40 ชั่วโมง แต่ในการหารือกับวิปทั้ง 3 ฝ่าย สรุปว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้เวลา 45 ชั่วโมง เวลาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้การอภิปรายมีความเข้มข้น หนักแน่นมากขึ้น และอาจมีน้ำหนักที่จะนำไปสู่การชี้ให้เห็นว่านายกฯ และรัฐบาลนี้มีความผิดพลาดทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริต และการผิดจริยธรรมอย่างไรบ้าง

ฝ่ายค้านนัดจัดขุนพล 11 ก.ค.
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการซักซ้อมสัปดาห์สุดท้าย โดยรัฐมนตรีที่เป็นเป้าหมายของเรายังคงเป็น 3 ป. บวกรัฐมนตรีจาก 2 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย กับพรรคประชาธิปัตย์

พรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดสรรเวลาการอภิปรายให้แต่ละพรรคเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากเวลาทั้งหมด 45 ชั่วโมง พรรคก้าวไกลได้เวลาอย่างน้อย 11 ชั่วโมง และใช้ผู้อภิปราย 13-14 คน โดยในวันจันทร์ที่ 11 ก.ค. จะมีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อจัดลำดับการอภิปรายว่า ใครก่อน หรือใครหลัง รวมถึงการกำหนดธีมให้สอดรับกันทุกพรรค เพื่อส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลให้มากที่สุด

กกต.คาดใช้สิทธิ์ซ่อมลำปาง 70%
วันเดียวกัน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ไปสังเกตการณ์การรับมอบบัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่ศาลาประชาคมอำเภอเกาะคา ที่ว่าการอำเภอสบปราบ และสังเกตการณ์จัดหน่วยเลือกตั้ง ที่วัดหลวงสบปราบ

นายอิทธิพรให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำร้องเรื่องการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีเพียงการให้ข่าวและเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ตรวจการเลือกตั้งและชุดเคลื่อนที่เร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่แล้วมีเรื่องร้องเรียน 12 คำร้อง

“การเลือกตั้งเขต 4 ลำปาง เมื่อครั้งมี.ค.2562 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 77% การเลือกตั้งซ่อมเมื่อเดือนมิ.ย.2563 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 67% และการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 10 ก.ค. กกต.คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 70% จึงขอให้ประชาชน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต 4 ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยตรวจสอบหน่วยเลือกตั้ง เพื่อง่ายต่อการไปใช้สิทธิ์และประหยัดเวลา โดยสามารถตรวจสอบได้จากจดหมายแจ้งชาวบ้านและแอพพลิเคชั่นสมาร์ตโหวต ที่สำคัญอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะที่หน่วยเลือกตั้ง ยังคงยึดตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 10 ก.ค. 2565 เวลา 08.00-17.00 น. ผู้สมัครรับเลือกตั้งมี 3 รายคือ หมายเลข 1 นายเดชทวี ศรีวิชัย พรรคเสรีรวมไทย, หมายเลข 2 นายพลพงศ์ พงษ์สุพัฒน์ พรรคพลังสังคมใหม่, หมายเลข 3 นายวัฒนา สิทธิวัง พรรคเศรษฐกิจไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน