มติสว.ฉลุย-ส่งต่อครม. ลงโทษละเมิดทางเพศ โดยผู้ทำผิดต้องยินยอม ผู้เชี่ยวชาญ2คนอนุมัติ
กฎหมาย‘ฉีดไข่ฝ่อ’ ผ่านสภาแล้ว วุฒิสภาลงมติเอกฉันท์ เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิด ซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ในวาระ 2-3 ตามร่างที่กมธ.วิสามัญฯเสนอ ส่งต่อให้ครม.พิจารณาประกาศใช้ สาระสำคัญ มาตรา 21 เพิ่มมาตรการลงโทษฉีดยาให้ไข่ฝ่อ ลดฮอร์โมนเพศผู้กระทำผิด ป้องกันก่อเหตุซ้ำ ทั้งฆาตกรรม ข่มขืน ละเมิดทางเพศเด็ก แม้ถูกปล่อยตัวออกไปใช้ชีวิตในสังคมแล้ว ส.ว.อภิปรายทั้งหนุนและต้าน หวั่นละเมิดสิทธิ ไม่มีแพทย์กล้าฉีดให้แน่ กมธ.แจงยาที่ใช้ลดฮอร์โมนต้องฉีดทุก 3 เดือน ยันต้องให้ผู้กระทำผิดสมัครใจฉีด มีผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวช และสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อย 2 คน เห็นชอบ จากนี้แพทยสภาจะออกกฎหมายรองรับ
เมื่อเวลา 12.52 น. วันที่ 11 ก.ค ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. ประธานกมธ. รายงานว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีจำนวน 43 มาตรา กมธ.แก้ไข 12 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การเพิ่มมาตรการติดตามผู้กระทำความผิดทางอาญาเกี่ยวกับเพศหรือการใช้ความรุนแรง เช่น การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดทางเพศเกี่ยวกับเด็ก การทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ที่แม้จะถูกจำคุกพ้นกำหนดโทษ ได้รับการปล่อยตัวสู่สังคมแล้ว แต่มีผู้กระทำความผิดส่วนหนึ่งมีแนวโน้มทำผิดซ้ำในรูปแบบเดิมอีก จึงต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยกำหนดให้มีทั้งมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ และมาตรการคุมขังฉุกเฉิน ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่อาจเกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ ในส่วนมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด จะมีมาตรการทางการแพทย์สามารถให้ยากดฮอร์โมนเพศชาย (ฉีดให้ฝ่อ) แก่ผู้กระทำผิด หากเห็นว่า มีความจำเป็นต้องใช้ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช และอายุรศาสตร์อย่างน้อย 2 คน เห็นพ้องกันและได้รับความยินยอมจากผู้กระทำผิด และให้นำผลการใช้มาตรการทางการแพทย์ดังกล่าว เป็นเงื่อนไขพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ หรือให้ผู้กระทำผิดได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ส.ว.อภิปรายร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมาตรา 21 เรื่องมาตรการทางการแพทย์ที่เปิดช่องให้ฉีดยาลดฮอร์โมนเพศแก่ผู้กระทำผิด โดยมีส.ว.ให้ความสนใจอภิปรายหลายคน ส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังติดใจว่าจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ อาทิ พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า การฉีดยาให้ฝ่อถือเป็นความลำบากของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ คงไม่มีแพทย์คนใดทำให้แน่ หากจะทำได้แพทยสภาต้องไปออกหลักการในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้รองรับไว้ก่อน รวมถึงมาตรา 21 ระบุอีกว่า การฉีดให้ฝ่อจะกระทำได้ หากผู้กระทำผิดหรือเว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น อยากทราบคำว่า “กฎหมายระบุไว้เป็นอย่างอื่น” คืออะไร เพราะเหมือนเขียนแบบตีเช็คเปล่า เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดถูกฉีดยา แม้ไม่ยินยอมก็ตาม
ขณะที่นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ส.ว.อภิปรายว่า การฉีดยาดังกล่าวไม่ได้หมายถึงทำให้ไข่ฝ่อ แต่เป็นยาลดฮอร์โมนทางเพศ หลายคนบอกไม่ได้อยากทำผิด แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เวลาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงอยากให้ช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ ส่วนข้อสงสัยว่า ผู้กระทำความผิดต้องยินยอมให้ฉีดจึงจะกระทำได้ แล้วจะมีคนยินยอมให้ฉีดหรือไม่นั้น เชื่อว่ามีคนยินยอม โดยคนที่ยินยอมให้ฉีดคือ คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้รวมถึงถ้ายินยอมให้ฉีดจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลง
ขณะที่นายสุรชัย ประธานกมธ. ชี้แจงว่า ข้อกังวลถึงวิธีการรักษาด้วยรูปแบบอื่นนั้น ไม่ใช่การใช้วิธีการรุนแรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ป่วยอย่างที่อภิปรายกัน แต่ต้องเป็นวิธีการที่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่กำหนดไว้ว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คน ต้องเห็นพ้องต้องกัน และต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ และสาขาอายุรศาสตร์ อย่างน้อยสาขาละ 1 คน จึงไม่ต้องกังวล และการจะดำเนินการทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย
ด้านพล.อ.นพ.ไตรโรจน์ ครุทเวโช ส.ว. ในฐานะกมธ. ชี้แจงเสริมว่า ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาคือ ยาลดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อกดการสร้างฮอร์โมน์ที่ต้องฉีดทุก 3 เดือน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ทำให้ไข่ฝ่อจริงหรือไม่ แต่ต่อไปจะมียากินที่ขณะนี้พบว่า ช่วยลดพฤติกรรมผิดปกติได้ ส่วนกรณีที่ยังไม่มีการออกกฎหมายรองรับให้แพทย์ฉีดยาให้ฝ่อนั้น เชื่อว่าหลังกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ทางแพทยสภาจะไปออกกฎหมาย เพื่อรองรับกฎเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป
ในที่สุดที่ประชุมลงมติเห็นชอบในมาตรา 31 ตามที่กมธ.เสนอ ด้วยคะแนน 137 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
ภายหลังที่ประชุมอภิปรายครบทั้ง 43 มาตราแล้ว เวลา 17.10 น. ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 145 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 2 เสียง ขั้นตอนต่อไป ส่งร่างพ.ร.บ.นี้ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา