ผลแล็บยืนยัน-เร่งหากลุ่มเสี่ยงสลดดช.6ขวบติดโควิดเสียชวต
ไม่ได้ฉีดวัคซีน-เกิดภาวะ‘มิส-ซี’
‘ฝีดาษลิง’โผล่ไทย สธ.ยันเจอป่วยรายแรก เป็นหนุ่มไนจีเรียเดินทางมาภูเก็ตผลตรวจแล็บยืนยัน เร่งสอบสวนติดตามค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันด.ช. 6 ขวบที่ปทุมธานีเสียชีวิตจากโควิด กรมควบคุมโรคระบุเกิดจากภาวะอักเสบในหลายอวัยวะแทรกซ้อนซ้ำ ที่หัวใจและปอด อาการรุนแรงจนเสียชีวิต อีกทั้งไม่ได้ฉีดวัคซีน กรมวิทย์เผยคนใกล้ชิดหนุ่มตรังป่วยบีเอ.2.75 ทั้ง 4 รายตรวจแล้วไม่ติดเชื้อ ส่วนคนป่วยฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว ทำให้อาการไม่รุนแรง ศบค.พบป่วยใหม่ 2.6 พัน เสียชีวิต 23 ราย
ไทยเจอป่วยฝีดาษลิงรายแรก
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากร.พ.เอกชนแห่งหนึ่งในจ.ภูเก็ต ว่า พบผู้ป่วยสงสัยโรคฝีดาษวานร จึงส่งทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค กองระบาดวิทยาและสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่สอบสวนโรค ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ภูเก็ต ในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2565 พบว่า ผู้ป่วยราย ดังกล่าว เป็นเพศชาย สัญชาติไนจีเรีย อายุ 27 ปี มีประวัติเดินทางมาจากประเทศไนจีเรีย ให้ข้อมูลการป่วยว่าเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อนมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก มีผื่นแดง ตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง เริ่มจากอวัยวะเพศลามไปใบหน้า ลำตัว แขน เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อก่อโรค เบื้องต้นผลการตรวจ PCR พบเชื้อ Monkeypox virus โดยห้องปฏิบัติการที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (TRC-EIDCC) และต่อมายืนยันโดยห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ช่วงบ่ายวันที่ 19 ก.ค. 65
“ทีมสอบสวนควบคุมโรครวบรวมข้อมูลการสอบสวน ทั้งข้อมูลอาการทางคลินิก ข้อมูลระบาดวิทยา และข้อมูลห้องปฏิบัติการเข้าพิจารณาในคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติในช่วงบ่ายวันที่ 21 ก.ค. ผลสรุปว่าเป็นผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานรที่พบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยได้ประสานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต เพื่อมอบหมายเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อดำเนินการติดตามและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมพร้อมประเมินความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในพื้นที่รับผิดชอบอย่าง เข้มข้น” นพ.โอภาสกล่าว
วอนอย่าตื่นตระหนก-ยันคุมได้
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า องค์การอนามัยโรค (WHO) ไม่ได้ประกาศให้โรคฝีดาษวานรเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง พร้อมกันนี้กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้โรคฝีดาษวานรอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อเฝ้าระวัง ตามที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เรื่องชื่อและอาการสําคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2565 ที่ผ่านมา จึงขอให้ประชาชนทำความเข้าใจกับธรรมชาติของโรคนี้ อย่าตื่นตระหนก และมั่นใจได้ว่าสธ.มีความพร้อมในการรับมือโรคฝีดาษวานร ทั้งมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคอย่างเข้มงวด
“กรมควบคุมโรคได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กรณีโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.2565 เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาเคยคัดกรองและส่งตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคจำนวน 19 ราย ซึ่งผลตรวจพบว่าไม่เป็นฝีดาษวานร ทั้งนี้การเฝ้าระวังผู้ป่วยฝีดาษวานร ที่คลินิกนิรนาม คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คลินิกโรคผิวหนังและโรงพยาบาล ยังมีการตรวจคัดกรองและรายงานโรคตามนิยามผู้ป่วยสงสัยทุกราย โรคฝีดาษวานรเป็นโรคติดต่อต้องเฝ้าระวัง ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งแพร่โรคได้จากการสัมผัสโดยตรงกับผื่น ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนองจากผู้ป่วย จึงขอให้ประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการสงสัยโรคฝีดาษวานร เช่น ตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองที่ผิวหนังตามตัว และไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น”
ส่วนสถานการณ์โรคฝีดาษวานรทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ค. 2565 จำนวนผู้ป่วยยืนยันทั่วโลก 12,608 ราย พบผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 66 ประเทศ ประเทศที่มีผู้ป่วยสูง 5 ลำดับแรก ได้แก่ สเปน 2,835 ราย เยอรมัน 1,859 ราย สหรัฐอเมริกา 1,813 ราย อังกฤษ 1,778 ราย และฝรั่งเศส 908 ราย
ดช. 6 ขวบดับเซ่นโควิด
นพ.โอภาส กล่าวถึงกรณีข่าวเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อายุ 6 ขวบ ติดเชื้อ โควิด-19 ป่วยหนักและเสียชีวิตจากภาวะ MIS-C หรือการอักเสบหลายอวัยวะ ไม่มีประวัติฉีดวัคซีนโควิดว่า จากการตรวจสอบกับหน่วยงานในพื้นที่ ข้อมูลเบื้องต้นเป็นเด็กชาย อายุ 6 ขวบ 8 เดือน เรียนชั้น ป.2 บ้านพักอยู่ จ.ปทุมธานี ถูกวินิจฉัยโรคโควิด-19 มีอาการไข้ น้ำมูกถ่ายเหลว อ่อนเพลีย รักษาที่สถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนส่งตัวมารับการรักษา ต่อที่ ร.พ.ปทุมธานี เนื่องจากมีอาการซึม มือเท้าเย็นและช็อก เมื่อวันที่ 19 ก.ค. แพทย์รักษาอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจาก ผู้ป่วยรายนี้เกิดภาวะอักเสบในหลายอวัยวะ หรือภาวะ MIS-C ทั้งที่หัวใจและปอดส่งผลทำให้อาการรุนแรง เสียชีวิต สอดคล้องกับประวัติเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะ MIS-C กรมควบคุมโรคขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวอย่างยิ่ง
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สถานการณ์ของ โควิด-19 ในประเทศไทย ในระยะนี้เป็นการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.5 แพร่เชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่มีการคลุกคลีใกล้ชิดกันตลอด เมื่อเด็กติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายได้เอง แต่ยังมีส่วนน้อยมากที่สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะการอักเสบในหลายอวัยวะ หรือ MIS-C ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ซึ่งเป็นการอักเสบที่อวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือช็อก ดังนั้น หากบุตรหลานมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว เหนื่อย ซึม ตัวเย็น เรียกไม่รู้สึกตัว ภายหลังมีการติดเชื้อ โควิด-19 แนะนำให้ผู้ปกครองรีบพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
“ภาวะ MIS-C ในเด็กป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน เราต้องระวังแต่อย่าตื่นตระหนก เพราะไม่ได้เกิดบ่อยในเด็กที่เป็นโควิด หากเด็กได้รับการฉีดวัคซีนครบจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อและป่วยน้อยลง กรณีที่ป่วยอาการจะไม่รุนแรง จึงเชิญชวนให้นำบุตรหลานไปฉีดวัคซีน ที่มีทั้งไฟเซอร์และซิโนแวค ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนให้กับทุกกลุ่มวัยและทุกคน สามารถรับการฉีดได้ที่สถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมให้บริการได้ตลอดทุกวัน เมื่อเด็กทุกคนได้รับวัคซีนแล้วจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทั้งกับตนเองและผู้อื่นที่เป็นสมาชิกในครอบครัว และครูนักเรียนในโรงเรียน” นพ.โอภาสกล่าว
ป่วยBA. 2.75 ไม่พบปอดอักเสบ
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.2.75 ที่จ.ตรัง ว่า เป็นการตรวจพบจากการเฝ้าระวังป้องกันสายพันธุ์ตามปกติ ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้พบว่ามีความผิดปกติอะไร แต่เป็นรอบการสุ่มตรวจสายพันธุ์ตามปกติ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.ตรัง ตรวจเบื้องต้นแล้วพบว่าไม่เข้ากับสายพันธุ์ BA.4 หรือ BA.5 ที่มีในไทย จึงต้องส่งถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว พบว่าเป็นสายพันธุ์ BA.2.75 จึงรายงานไปยังกรมควบคุมโรคเพื่อสอบสวนโรคต่อไป พร้อมรายงานไปยังฐานข้อมูล GISAID เพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ส่วนอาการของผู้ติดโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 ที่จ.ตรัง 1 รายนั้น ยังไม่มีอาการที่แตกต่างไปจากสายพันธุ์อื่นๆ
เมื่อถามว่า BA.2.75 แตกต่างจาก BA.4/BA.5 อย่างไร มีแนวโน้มจะมาทดแทน หรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดมากนัก เพราะในอินเดียที่มีการระบาดของ BA.2.75 จำนวนมาก เป็นเพราะที่อินเดียไม่มีสายพันธุ์ BA.4/BA.5 มากนัก จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ BA.2.75 ระบาดมากก็ได้ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอีกสักระยะ
เผยติด BA.2.75 ฉีดแล้ว 3 เข็ม
นพ.ชัยรัตน์ ลำโป นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวตรวจพบและเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่ วันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยวันที่ตรวจเจอการติดเชื้อด้วย ATK นั้นไม่มีอาการอะไรมาก แค่เจ็บคอ ไอ ไม่มีปอดอักเสบ ตรวจสอบประวัติพบว่ามีโรคประจำตัว คือ โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน ได้รับยารักษาตามอาการ มีประวัติการรับวัคซีนโควิด 3 เข็ม คิดว่าการรับเข็มกระตุ้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ไม่มีอาการรุนแรง ส่วนการสอบสวนโรค คนที่สัมผัสใกล้ชิดมีทั้งหมด 4 ราย ไม่มีใครติดเชื้อดังนั้นชาวตรังไม่ต้องกังวล
ป่วยใหม่พุ่งเกิน 2.6 พัน-ตาย 23
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK เพิ่มขึ้นเป็น 2,607 ราย ติดเชื้อสะสม 4,568,461 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,318 ราย หายป่วยสะสม 4,513,943 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 23 ราย เสียชีวิตสะสม 31,073 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,445 ราย อยู่ร.พ.สนาม และอื่นๆ 11,898 ราย และอยู่ในร.พ. 11,547 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 854 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 382 ราย แนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้น ต่อเนื่อง อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือ สีเหลืองสีแดงเพิ่มเป็น 15.2% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 15 ราย แต่ไม่มีผู้ติดเชื้อ เดินทางจากต่างประเทศ
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 19 ก.ค.2565 ฉีดได้ 63,576 โดส อยู่ระดับ 6 หมื่นกว่าโดสมา 2 วัน หลังสถานการณ์ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นสะสม 140,891,107 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,073,508 โดส คิดเป็น 82.1% เข็มสอง 53,362,672 โดส คิดเป็น 76.7% และเข็มสามขึ้นไป ฉีดเพิ่มขึ้น 44,951 โดส สะสม 30,454,927 โดส คิดเป็น 43.8% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 6,106,865 โดส คิดเป็น 48.1% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ปี เข็มแรกฉีดได้ 3,213,057 โดส คิดเป็น 62.4% และเข็มสอง 2,181,701 โดส คิดเป็น 42.4%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุดได้แก่ 1.กทม. 1,611 ราย 2.สมุทรปราการ 158 ราย 3.ชลบุรี 94 ราย 4.นครราชสีมา 61 ราย 5.ขอนแก่น 52 ราย 6.สกลนคร 36 ราย 7.นครนายก 35 ราย 8.ระยอง 33 ราย 9.นครศรีธรรมราช 30 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 29 ราย ภาพรวมมีรายงาน ผู้ป่วยเพิ่มเป็น 66 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดลดลงเหลือ 11 จังหวัด
‘อนุทิน’สั่งเพิ่มสำรอง‘ฟาวิฯ’
ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกระแสข่าวยาฟาวิพิราเวียร์ขาดแคลน ว่า ใครบอกว่าขาดแคลน ไม่มี องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สั่งเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทั้งในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ แต่ช่วงนี้จำเป็นต้องสั่งยาฟาวิพิราเวียร์มาเพิ่ม ทั้งที่มี ยาโมลนูพิราเวียร์อยู่แล้ว เพราะในส่วนของ โมลนูพิราเวียร์ใช้ได้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ยาฟาวิพิราเวียร์สามารถรักษาเด็กได้ จึงจำเป็นต้องสั่งเพิ่ม กลายเป็นประเด็นขึ้นมาว่าทำไมต้องการใช้เยอะ เนื่องจากใช้รักษาเด็ก เพราะช่วงนี้เริ่มเปิดเทอมแล้ว