ภัทรประสิทธิ์-ลูกหนั่น พท.ยื่นแน่ศาลรธน.8ปีตู่
‘อนุทิน’ ยกทัพภูมิใจไทย บุกพิจิตร เปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตระกูลภัทรประสิทธิ์- ขจรประศาสน์ ลั่นถ้าได้ส.ส.ยกจังหวัดเอาไปเลยเก้าอี้รมต. ‘นิยม ช่างพินิจ’ งูเห่าเพื่อไทยโผล่ร่วมงานด้วย ‘ธรรมนัส’ ประกาศสู้ยิบตา ปลอบ ลูกพรรคเมืองชาละวันอย่าหวั่นไหว ‘พีระพันธุ์’ คอนเฟิร์ม 3 ส.ค.ร่วมงานประชุมใหญ่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ จ่อผงาดนั่งหัวหน้าพรรค ‘ชินวรณ์-นิกร’ มั่นใจกม. ลูกเสร็จทันกรอบ 180 วัน เพื่อไทยย้ำ ถ้ามติรัฐสภาใช้สูตรปาร์ตี้ลิสต์หาร 500 ยื่นศาลรธน.ตีความแน่ ‘เสธ อู้’ ฟันธงรัฐบาลชิงยุบสภา ม.ค.-ก.พ.66
‘อนุทิน’เปิดตัว 2 ตระกูลดังพิจิตร
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 ก.ค. ที่สนามกีฬาจังหวัดพิจิตร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรค พร้อมแกนนำพรรค ส.ส.พรรค และสมาชิกพรรค รวมทั้งนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรมช.คลัง และส.ส.พิจิตร 4 สมัยร่วมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตรทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ เขต 1 (หลานชายนายประดิษฐ์) นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ เขต 2 (น้องชายนายประดิษฐ์) และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เขต 3 ท่ามกลางประชาชนกว่า 5,000 คน
นายอนุทินขึ้นเวทีปราศรัยว่า เห็นชื่อว่าที่ผู้สมัครทั้ง 3 เขตแล้วคงไม่ต้องบอกคุณสมบัติ นี่คือบุคคลที่ดีที่สุดสำหรับ ชาวพิจิตร และประเทศไทย แม้ว่าจ.พิจิตร จะเปลี่ยนแปลงมาเยอะ แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ส.ส. 3 คน ให้ได้รับใช้พี่น้องชาวพิจิตร จ.พิจิตร จะเจริญกว่านี้อีก 10 เท่า จะไม่ใช่แค่เมืองทางผ่าน แต่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะ จ.พิจิตร มีศักยภาพมากในการเจริญเติบโต ซึ่งมีความพร้อมในการพัฒนาเรื่องการเดินทางที่สะดวก
ถ้าพรรคได้รับความเมตตาจากพี่น้องชาวพิจิตร จะต้องจัดงบส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวทั่วประเทศ จังหวัดละ 500 ล้านบาท ภายใน 1 ปี เราจะได้รายได้จากการท่องเที่ยวทั้ง 77 จังหวัด รวม 5 ล้านล้านบาท เราจะใช้บุรีรัมย์โมเดลพัฒนาการ ท่องเที่ยว เอาจังหวัดรองมาพัฒนาเสริมสร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ชาวพิจิตรมีโอกาสทำมาหากินเพิ่มขึ้น พรรคภูมิใจไทยพูดอะไรแล้วทำหมด ทำสำเร็จด้วย เพราะเรากล้าทำ

บุกพิจิตร – นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดตัว 3 ว่าที่ ผู้สมัครส.ส.พิจิตร จากตระกูลภัทรประสิทธิ์และขจรประศาสน์ ประกาศกวาดส.ส. ยกจังหวัด ท่ามกลางประชาชนกว่า 5 พันคน ที่สนามกีฬาจ.พิจิตร เมื่อวันที่ 30 ก.ค.
เหน็บบางพรรคอยู่นาน-ไร้ผลงาน
“เราคัดเลือกคนที่คุ้นเคยกับชาวพิจิตรทั้งหมด พรรคขอฝากตัวกับพี่น้องชาวพิจิตร บางพรรคยังเหนื่อยกับการรักษาพรรคไม่ให้แตกแยก บางพรรคเป็นปัจจัยความขัดแย้ง บางพรรคอยู่มานานแต่ไม่ทำอะไร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่ขัดแย้ง ทำงานไม่แตกความสามัคคี พี่น้องชาวพิจิตรจะได้พรรคภูมิใจไทยมาทำงานด้วยความมั่นใจ เราไม่เสนอนโยบายเพ้อฝัน เราเสนอสิ่งที่ทำได้ และทำเร็ว ขอโอกาสให้เราได้ทำให้ชาวพิจิตรเจริญรุ่งเรืองทุกมิติ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาจ.พิจิตร ได้มาตีไข่แตก แล้ว ขอโอกาสให้เราได้มาบ่อยๆ เพื่อทำงานกับสองตระกูลคือภัทรประสิทธิ์ และขจรประศาสน์ เพื่อทำให้พิจิตรรุ่งเรือง” นายอนุทินกล่าว
จากนั้น นายประดิษฐ์ขึ้นเวทีปราศรัยแนะนำ 3 ผู้สมัครอีกครั้ง โดยเฉพาะนายศิริวัฒน์ บุตรชาย ‘เสธ.หนั่น’ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งถ้าไม่มีพล.ต.สนั่น ตนจะไม่ได้ยืนตรงนี้ และไม่มีวันนี้ ขอให้ พี่น้องชาวพิจิตรช่วยให้เราได้ส.ส.ยกจังหวัด แล้วประชาชนจะได้ตนอีก 1 คน วันนี้เป็นวันดีที่พรรคภูมิใจไทยได้มาที่นี่ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคใหญ่ พรรคเล็กพรรคน้อยแตกกระเซ็นกระซ่าน แต่พรรคภูมิใจไทยจะมาเป็นพรรคหนึ่งในแกนนำหลักของรัฐบาลหน้าแน่นอน พรรคพูดแล้วทำ ทำแล้วได้ ทำได้ดีด้วย พร้อมย้ำว่า ตนภูมิใจมา ภูมิใจไทย
หลังการปราศรัยเสร็จสิ้น นายประดิษฐ์นำนายอนุทิน พร้อมคณะ และว่าที่ผูสมัคร ส.ส.ทั้ง 3 เขต เดินบนเวทีแคตวอล์กที่มีความยาวกว่า 50 เมตร เพื่อพบปะทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน
ลั่นได้ยกจังหวัดประเคนเก้าอี้รมต.
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่าการที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึง 2 ตระกูลที่เป็นคู่แข่งขันกันทางการเมืองมาร่วมงานกับพรรคได้ เนื่องจากพรรคเน้นเรื่องความสามัคคี เพื่อทำให้ความขัดแย้งหายไป ในส่วนของจ.พิจิตรเป็นจังหวัดเป้าหมาย เรามีผู้สมัครจาก 2 ตระกูล ที่คุ้นเคยกับ ชาวพิจิตร เชื่อว่าจะทำประโยชน์สูงสุดให้ชาวพิจิตรได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การทยอยเปิดตัวดึงส.ส.บ้านใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ เป็นยุทธศาสตร์สกัดแลนด์สไลด์พรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าไปคิดแบบนั้น แต่เป็นการแข่งขันเพื่อรับใช้ประชาชน ซึ่งหลังการเลือกตั้งขอให้สามัคคีกัน ไม่เกี่ยวกับบ้านใหญ่บ้านเล็ก บางครั้งผู้สมัครเห็นว่า พรรคใดสามารถผลักดันนโยบายรับใช้ประชาชนได้ตรงกันก็มาพูดคุยเพื่อร่วมงานกัน
ต่อข้อถามว่า ก่อนหน้านี้ได้ประกาศที่ จ.ศรีสะเกษ ว่าหากได้ส.ส.ยกจังหวัดจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรี หากจ.พิจิตร ได้ส.ส.ยกจังหวัด จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นเดียวกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว ใครทำผลงานก็ต้องได้รับการตอบสนองที่ดี ขอให้ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยเยอะๆ บ้านเมืองสงบสุขแน่นอน พรรคพูดแล้วทำ
เมื่อถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะจับมือกันไปจนถึงหลังเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราพยายามสามัคคีกัน เพราะทำงานกันมา 4 ปี เราช่วยกันสนับสนุนซึ่งกันและกันให้มากที่สุด แต่การแข่งขันพื้นที่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความตั้งใจในการทำงานขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล จะไม่มีอุปสรรคในการปฏิบัติราชการในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอให้ประชาชนมั่นใจ
งูเห่าเพื่อไทยโผล่ร่วมงาน
ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทาง จ.พิจิตร คือ นายประดิษฐ์ และนายศิริวัฒน์ ซึ่งเป็นนามสกุลที่ดูแลเมืองพิจิตรมานาน เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สองนามสกุลดัง เห็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการแล้วมาร่วมงานการเมืองเพื่อคนพิจิตร และทั้งหมดนี้อยู่ที่พี่น้องประชาชน วันนี้พรรคภูมิใจไทยมาขอโอกาส ในการนำเสนอตัวบุคคลสองนามสกุลเพื่อดูแลคนพิจิตร
“ทั้งสองคนมีประสบการณ์ทำงานการเมือง และแก้ปัญหาให้ชาวพิจิตร แม้วันนี้อากาศจะร้อน แต่ประชาชนที่มาก็แสดงให้ถึงความมั่นใจต่อพรรคภูมิใจไทย แล้ววันนี้มีประโยคหนึ่งที่นายประดิษฐ์ พูดไว้ ว่าภูมิใจมา มาภูมิใจไทย” นาย ศักดิ์สยามกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการ เปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พิจิตร ของพรรคภูมิใจไทย ปรากฏ.ว่า นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ส.ส. ที่โหวตสวนมติพรรคเพื่อไทย ทั้งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณ พ.ศ.2566 และการโหวตลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่23 ก.ค.2565 ได้มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
‘ธรรมนัส’ประกาศศท.สู้ยิบตา
วันเดียวกัน นายพรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร เขต 1 พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) มาพบปะประชาชนในตลาดเทศบาล 2 จ.พิจิตร เพื่อรับฟังปัญหาพร้อมนำผ้า กันเปื้อนจำนวน 500 ตัว แจกจ่ายให้พ่อค้าแม่ค้า และให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้ประชาชนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่ากำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่สุด ซึ่งทางพรรคนำโดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรค ได้มีนโยบายที่จะแก้ปัญหา ซึ่งคงต้องรอให้มีการเลือกตั้งก่อน
ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ ผู้สมัครส.ส.ทั้ง 3 เขตเลือกตั้งนั้น ตนในฐานะส.ส.พิจิตรดีใจด้วยที่จะมีคู่แข่งกันทางการเมือง เพราะถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากได้รับเลือกกันมาแล้วขอให้อยู่กับประชาชนเหมือนที่ตนเป็นส.ส. เพราะตนเมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้วไม่เคยทิ้งพื้นที่เลย เว้นแต่จะมีการประชุมสภา
“ขณะนี้ร.อ.ธรรมนัสทราบเรื่องที่ นายอนุทินและนายประดิษฐ์เปิดตัว ผู้สมัครทั้ง 3 เขต ท่านบอกอย่าหวั่นไหว สู้ยิบทุกกรณี และปลายเดือนส.ค.นี้ ร.อ.ธรรมนัสจะเดินทางมาเปิดตัวว่าที่ ผู้สมัครทั้ง 3 เขตมีเซอร์ไพรส์แน่นอน มั่นใจว่าถ้าเปิดตัวแล้วสู้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน” นาย พรชัยกล่าว
รทสช.ปล่อยทีเซอร์รับถกใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่นัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2565 ในวันที่ 3 ส.ค.2565 ที่สโมสรราชพฤกษ์ หลักสี่ กรุงเทพฯ วาระสำคัญคือการ เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ตราสัญลักษณ์ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรค และการเลือกตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ล่าสุดพรรครวมไทยสร้างชาติมีการ ขึ้นป้ายบิลบอร์ดและปล่อยทีเซอร์ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อโปรโมตพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อหามุ่งเน้นเรื่องการสร้างสังคมเท่าเทียม แก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนที่ไม่มีที่พึ่งให้ได้รับความยุติธรรม
บางช่วงของทีเซอร์ระบุว่า “ความเป็นธรรม ขอจากพระภูมิไม่ได้ ความเหลื่อมล้ำ บนศาลไหนก็ไม่ลด ประชาชนพึงได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม” และได้ทิ้งท้ายว่า 3 สิงหาคม ไม่ต้องขอก็พึ่งได้ ซึ่งสอดคล้องกับการประชุมใหญ่ของพรรคในวันดังกล่าว
‘พีระพันธุ์’จ่อนั่งหัวหน้าพรรค
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะไปร่วมงานประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2565 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันที่ 3 ก.ค. โดยตนได้สมัครสมาชิกพรรคไปแล้ว เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวถามว่า วัน ดังกล่าวจะเข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวไม่ทราบ อยู่ที่ประชุม กก.บห.จะมีมติอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายของพรรคจะยังคงชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่นั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนเป็นสมาชิกธรรมดา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนาย พีระพันธุ์จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค นาย ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และโฆษกกระทรวงอว. เป็นเลขาธิการพรรค และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต ส.ส.กทม. และอดีตโฆษก กปปส. นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และอดีตรมว.สาธารณสุข นายวีระชัย วีระเมธีกุล อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ส่วนนายสกลธี ภัททิยกุล อดีต รองผู้ว่าฯ กทม. เตรียมตอบรับเข้าร่วมงานหลังวันที่ 3 ส.ค. เนื่องจากรอให้กระบวนการประชุมของพรรค และการเปิดตัวหัวหน้าพรรคเสร็จสิ้นก่อน
พท.จ่อเคาะยื่นตีความ 8 ปี‘บิ๊กตู่’
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กรณีวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าครบกำหนดเมื่อใดว่า เราวางแผนไว้แล้วว่าจะยื่นวินิจฉัย โดยขณะนี้คณะทำงานกำลังพิจารณาว่ายื่นตอนไหนจะเหมาะสมที่สุด
เงื่อนไขคือ ยื่นไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณาหรือไม่ เนื่องจากข้อกล่าวหาที่เราจะยื่นคือยื่นให้ศาลวินิจฉัยการพ้นตำแหน่งของนายกฯ กรณีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี จึงต้องพิจารณาว่าจะยื่นก่อนวันครบกำหนดหรือหลังครบกำหนดแล้ว ถ้ายื่นหลังมั่นใจว่าศาลรับแน่นอน แต่ยื่นก่อนไม่มั่นใจว่าศาลจะรับหรือไม่ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณา หากเราจะยื่นก่อนครบกำหนด หลังวันที่ 7 ส.ค.จะมีความชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก 24 ส.ค.2557 และครั้งที่ 2 คือ 9 มิ.ย.2562 จึงมีความเห็นต่างทางกฎหมายแบ่งเป็น 3 แนวทางคือ แนวทางแรก อยู่ได้ถึงวันที่ 24 ส.ค.2565, แนวทางสอง อยู่ได้จนถึงปี 2570 และแนวทางสาม อยู่ได้ถึงปี 2568
‘ชินวรณ์’ย้ำจุดยืนปชป.หนุน 2 บัตร
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกลับไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวว่า ต้องบอกว่าเรื่อง ดังกล่าวไม่มีใครพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ เพราะการทำแบบนี้มีกระบวนการหลายขั้นตอน และอาจมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคตได้ ประกอบกับ ครม. มีนโยบายเร่งด่วนที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมาได้เห็นชอบร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียว เป็นแนวทางที่ไม่สามารถดำเนินไปได้
“ผมมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และกฎหมายลูกก็ชอบด้วยหลักการ เป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลที่พวกผมร่วมเสนอ ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะเปลี่ยนไปสู่ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวตามรัฐธรรมนูญเดิม จึงขอยืนยันตามหลักการที่เสนอมา” นายชินวรณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากท้ายที่สุดมีการย้อนกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทางพรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดเพราะจะเป็นจุดยืนที่เราต้องแสดงออกเมื่อถึงเวลานั้น
มั่นใจกม.ลูกเสร็จทันกรอบ 180 วัน
นายชินวรณ์กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … หรือกฎหมายลูก ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญได้พิจารณาแก้ไขให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง มาตรา 23 (แก้ไขมาตรา 128) เพื่อให้สอดคล้องกับสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ด้วยการหาร 500 ตามมติที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งจะเข้าสู่วาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันที่ 2-3 ส.ค.ว่า เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายที่จะต้องผลักดันให้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาภายในกรอบระยะเวลา 180 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ทั้งนี้ เนื่องจากกระบวนการพิจารณาขณะนี้มีร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. … ค้างการพิจารณาในรัฐสภาอยู่ หากได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาร่วมกันพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยด้วยความรวดเร็วจะทำให้สามารถพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 2-3 ส.ค.ได้ และเชื่อว่าจะพิจารณาเสร็จทันกรอบ 180 วัน
‘นิกร’คาดผ่านวาระสาม
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เลขานุการกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยการหาร 500 เพราะขัดกับมาตรา 91 แต่เชื่อว่าจะผ่านการเห็นชอบวาระ 3 ซึ่งต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา จากนั้นจะต้องใช้มาตรา 132 ของรัฐธรรมนูญคือทางรัฐสภาจะส่งไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกกต.จะต้องให้ความเห็นกลับมา
“ในการพิจารณาส่วนนี้มีประเด็นคือ ตัวแทนกกต.ที่เป็นกมธ. ที่กมธ.เสียงข้างน้อยซึ่งเห็นด้วยกับสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อหาร 500 เขาขอให้ช่วยดู แต่ในกมธ.เห็นว่าไม่ควรใช้ในนามกกต. เพราะกกต.ยังต้องมีความเห็นกลับมา มันจะเป็นการผูกพันองค์กร จึงให้เป็นความเห็นในนามกมธ.และในนามบุคคลเท่านั้น ซึ่งคงจะไม่มีปัญหากับกกต. แต่กกต.จะต้องพิจารณาว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หรือมีปัญหาในการปฏิบัติหรือไม่ภายใน 10 วัน ซึ่งกกต.ไม่น่าจะชี้ว่า ขัดเพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่ในประเด็นว่า ขัดหรือแย้งหรือไม่นั้น กกต.จะเป็นการให้ความเห็นกลับมา แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่แก้หรือเพิ่มเป็นหลัก” นายนิกรกล่าว
ชี้ไม่ว่าสูตรไหนถึงศาลรธน.แน่
ตนเห็นว่ามีปัญหาในเชิงปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนละอย่างแล้วจับมารวมกัน ซึ่งจะมีปัญหาหลังการเลือกตั้งแล้วเกี่ยวกับเรื่องใบแดงหรือการทุจริต ก็จะยุ่งวุ่นวายกัน โดยสภาจะไม่นิ่ง ไม่ลงตัวและมีปัญหาต่างๆ รวมถึงกรณีการโอเวอร์แฮงก์ ที่จะกลายเป็นว่าได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 200-300 ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่ และคิดว่ากกต.อาจจะแย้งกลับมา
หากกกต.แย้งกลับมาว่ามีปัญหาเชิงปฏิบัติ สภามีทางเลือก 2 ทางคือ 1.ต้องกลับไปแก้ให้ไม่มีปัญหาคือ การกลับไปใช้สูตรหารด้วย 100 และต้องกลับมาแก้มาตราที่เคยแก้ไว้อีกครั้ง หากเสร็จแล้วจะส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ในส่วนนี้จะมีเวลา 5 วัน ซึ่งเชื่อว่าฝ่ายที่เห็นด้วยกับการหารด้วย 500 จะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญแน่
2.หากเสียงข้างมากของรัฐสภายืนตามเดิมคือหารด้วย 500 ก็ต้องลงคะแนนยืนยัน และจะเจอ 2 ด่านคือ พรรคเพื่อไทย เท่าที่ทราบคือเขาจะร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้ง และอีกทีมคือกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธาน ที่เห็นว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการยื่นแยกกับทางพรรคเพื่อไทย
“ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองทางจะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้กลับว่าไม่ขัดรัฐธรรมูญก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อ และบังคับใช้ได้เลย แต่หากชี้ว่าขัดจะต้องตกออกทั้งฉบับหรือนำมาแก้เฉพาะช่วงที่มีปัญหา เมื่อแก้แล้วก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้” นายนิกรกล่าว
‘ชูศักดิ์’ยันถ้าหาร 500 -ยื่นตีความ
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือร่างกฎหมายเลือกตั้งที่นำเสนอต่อรัฐสภา ใช้วิธีเอาจำนวน ส.ส.บัญชี รายชื่อ 100 คนไปหารคะแนนของพรรค การเมืองทั้งประเทศ เพื่อให้ทราบว่าคะแนนต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คนเป็น กี่คะแนน แล้วหารคะแนนของพรรค การเมืองแต่ละพรรค จะทราบว่าพรรคนั้นจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อกี่คน กมธ.เสียง ส่วนใหญ่ก็ใช้หาร 100 ด้วยกันเกือบจะเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่ในชั้นการประชุมของรัฐสภา มีการกลับมติของกมธ.ฝ่าย ข้างมากโดยเอา 500 ไปหาร ซึ่งเราเห็นว่าขัด ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91
ขณะนี้คงอยู่ในขั้นตอนว่าหากเอา 500 หารต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตราอะไรบ้างเพื่อให้สอดคล้องกัน เราเห็นว่าถ้ามาตราหลักขัดรัฐธรรมนูญ มาตราเสริมก็ย่อมขัดด้วย และสงวนความเห็นไว้เพื่ออภิปรายในรัฐสภา คงจะมีการพิจารณากันในรัฐสภาอีกครั้งในวันที่ 2-3 ส.ค.นี้ ในที่สุดจะเดินไปจนจบกระบวนการของรัฐสภาหรือใหม่ อย่างไร ถ้าจบก็ต้องส่งร่างไปให้กกต.พิจารณาว่าร่างเป็นแบบนี้ขัดรัฐธรรมนูญไหม และปฏิบัติได้ไหม
“ถ้าความเห็น กกต.ว่าไม่ได้ คงจะต้องมาพิจารณาในชั้นรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง แต่ในท้ายที่สุดเกิดเห็นว่าไปได้ ไม่ขัด ปฏิบัติได้ พวกเราคงจะร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 สรุปดูเหมือนจะเป็นการเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง ไตร่ตรองกันดูดีๆ แล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง” นายชูศักดิ์กล่าว
‘สมคิด’ซัดอย่ากลับลำบัตรเดียว
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย โฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กล่าวว่า มั่นใจว่ากฎหมายลูกเลือกตั้งจะเสร็จทันภายใน 180 วัน คงไม่มีอะไรมาดึงไว้ช้าสุดวันที่ 3 ส.ค.คงจะเสร็จ เพราะเหลืออีกแค่ 5-6 มาตรา ซึ่งหากไม่ทันภายในกรอบเวลาจะเป็นความผิดของสภา แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งหากไม่ทันสภาจะต้องถูกด่าไป และจะกลับไปร่างเดิมคือหารด้วย 100
เมื่อถามถึงกระแสเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียวซึ่งฝ่ายรัฐบาลบอกว่าเป็นการแค่พูดคุยกัน ไม่ได้คิดแก้ไขอย่างจริงจัง แต่หากสุดท้ายถ้ามีการกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวจริงๆ พรรคเพื่อไทยจะมีแนวทางสู้อย่างไร นายสมคิดกล่าวว่า คุยกันเล่นๆ ดีแล้ว อย่าทำจริงเลย ซึ่งการเตรียมการเช่นนี้หากเราไม่ออกมาโวยวาย เขาก็จะทำ ฉะนั้นต้องยึดถือกติกา อย่าคิดว่าอยากทำ อยากได้อะไรก็จะได้ ดั่งใจ ฝากไปยังฝ่ายผู้มีอำนาจว่า การจะย้อนกลับไปจุดเดิมเป็นการย้อนกลับที่แย่มาก เพราะถือว่าการดำเนินการเสร็จไปแล้ว หากเสร็จแล้วจะย้อนกลับมาก็คงย้อนยาก เรามาไกลแล้ว อย่างไรก็ตาม พรรค เพื่อไทยพร้อมที่จะสู้ทุกรูปแบบ
‘เสธ.อู้’เชื่อไม่มีใครคิดทำ
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์ว่า กระแสข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกลับไประบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องจริง และเท่าที่ฟังนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล พูดชัดเจนว่าไม่อยู่ในแนวความคิดของพรรคพลังประชารัฐ อาจเป็นแค่เพียงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวงสนทนา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ประกอบกับขณะนี้กฎหมายที่รอการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภามีเป็นจำนวนมาก หากใครจะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียวต้องไปต่อท้ายคิว จึงคิดว่าเสร็จไม่ทันสมัยประชุมนี้แน่นอน
“เป็นการพูดเล่นๆ ของคนบางคน เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง เพราะความได้เปรียบเสียเปรียบไม่มากกว่ากันเท่าใด บัตรใบเดียวกับบัตรสองใบจะเกิดประโยชน์ กับพรรคเล็กๆ ที่พยายามนำคนที่มีชื่อเสียงมาลงสมัครเพื่อให้ได้คะแนนสัก 3 หมื่นคะแนน แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า 3 หมื่นคะแนนก็ไม่ได้เป็นส.ส.ถึงจะหารด้วย 500 ก็ตาม เนื่องจากจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อลดจำนวนลงเหลือแค่100 คน ต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ไม่มีใครทำหรอก คิดว่ารัฐบาลคงไม่คิดทำด้วยและส.ส.พรรคพลังประชารัฐก็ ออกมาคัดค้านกันเป็นแถว” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว
ฟันธงรัฐบาลชิงยุบสภาม.ค.-ก.พ.66
ส่วนสูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ขณะนี้เป็นการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหาร 500 ส่วนจะกลับไปที่หาร 100 หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกกต. จะเป็นผู้พิจารณา หากกกต.เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือมีผลในทางปฏิบัติ แนวโน้มจะกลับไปที่สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหาร 100 เป็นไปได้สูง และเมื่อกกต.บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญและส่งกลับมายังรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไปโหวตเห็นด้วยกับร่างเดิมจะผิดวิสัย เท่ากับว่าเป็นการโหวตขัดกับรัฐธรรมนูญ เชื่อว่ากกต.เขียนคำตอบไว้เสร็จแล้ว และแนวโน้มกกต.คงจะต้องยืนยันร่างเดิมที่เสนอต่อครม. คือสูตรการคำนวณส.ส.แบบหาร 100 ถ้าเหตุผลกกต.ออกมาเป็นแบบนี้โอกาสจะพลิกกลับไปหาร 100 จึงมีความเป็นไปได้สูง
สำหรับสมัยการประชุมหน้ามีเวลา อีกประมาณ 2-3 เดือน แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องยุบสภาก่อน ไม่ปล่อยจนครบเทอม 4 ปี เนื่องจากถ้าครบ 4 ปี ส.ส.จะย้ายพรรคไม่ทัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองภายใน 90 วัน ดังนั้นด้วยกติกาแบบนี้รัฐบาลจะต้องยุบสภา ประมาณเดือนม.ค.หรือก.พ.2566 เพื่อเปิดโอกาสให้ส.ส.สามารถย้ายพรรคได้
เมื่อถามว่า มั่นใจว่ารัฐบาลจะยุบสภาก่อนครบเทอมใช่หรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกฎ กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ หากปล่อยให้ครบเทอมในวันที่ 24 มี.ค.2566 สิ่งที่เกิดขึ้นคือส.ส.ไม่สามารถย้ายพรรค ได้ทัน อย่างน้อยต้องยุบสภาก่อน 1-2 เดือน และพรรคพลังประชารัฐก็ต้องการคนจากพรรคอื่นเข้ามาอยู่พรรคตัวเองด้วย