เตือนอย่าละเมิดวาระนายก8ปี ปชป.เหนือไม่หวั่นภท.บุกพิจิตร ทัพฟ้าจ่ออุทธรณ์ขอซื้อเอฟ35 พท.แฉ‘ลุง’ล็อบบี้กมธ.ไฟเขียว
แถลงการณ์ 99 พลเมืองเข้าชื่อจี้ ‘บิ๊กตู่’ ลาออกก่อน 24 ส.ค. เตือนอย่าละเมิดวาระนายกฯ 8 ปี ทำสังคมแตกแยก แม่ทัพเหนือ ปชป.ไม่กังวลภูมิใจไทยประกาศยึด 3 ส.ส.พิจิตร ส่วนปชป.หวังได้เขต 1 และ 2 ‘ประดิษฐ์’ มั่นใจสมัยหน้าภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลอีก ทุ่มสุดตัวช่วย ‘ลูก-น้องชาย-หลาน’ เป็นส.ส. อนุกมธ. ไอซีที เผยกองทัพอากาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ขอซื้อ F-35A ต่อกมธ.งบชุดใหญ่ 2 ส.ค. แฉมี ‘ลุง’ อาศัยในป่า โทร.ล็อบบี้กมธ.ซีกรัฐ โหวตไฟเขียว โฆษกทอ.แจงยิบเหตุจำเป็นต้องจัดซื้อ ‘ยุทธพงศ์’ยื่นป.ป.ช.เอาผิด ‘อาคม-สันติ’ ปมท่อส่งน้ำอีอีซี
ซูเปอร์โพลเผยพท.เรตติ้งที่ 1
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจ เรื่อง พรรคการเมืองไหน ยอดนิยม กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนิน โครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 1,137 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25-30 ก.ค.2565
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 48.7 เป็นชายและร้อยละ 51.3 เป็นหญิง สอดคล้องกับสัดส่วนของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวนทั้งสิ้น 52,173,604 คน อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเดือนมิ.ย.2565 โดยจำนวนมากหรือร้อยละ 31.9 มีสิทธิเลือกตั้งในภาคอีสาน รองลงมาคือร้อยละ 26.2 ภาคกลาง ร้อยละ 16.5 ภาคเหนือ ร้อยละ 12.8 ภาคใต้และร้อยละ 12.6 กรุงเทพฯ
ที่น่าสนใจคือ ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ร้อยละ 26.9 จี้ติดตามมาไม่ห่างกันนักคือร้อยละ 22.3 จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ร้อยละ 14.2 อันดับสี่ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ร้อยละ 6.9 เบียดกันมากับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ร้อยละ 6.8
ส่วนพรรคอื่นๆ กระจายกันไปคือ พรรคเสรีรวมไทย (สร.) ร้อยละ 2.4 พรรคกล้า (ก.) ร้อยละ 2.4 พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ร้อยละ 2.3 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ร้อยละ 1.9 พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ร้อยละ 1.6 พรรคไทยภักดี (ทภด.) ร้อยละ 1.4 ที่น่าสังเกตคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เพียงร้อยละ 0.4 และพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ได้เพียง ร้อยละ 0.3 ที่เหลือร้อยละ 10.2 ระบุอื่นๆ เช่น ไม่เลือกพรรคไหนเลย และพรรคไหนก็เหมือนกัน ตามลำดับ
‘บิ๊กตู่’นักการเมืองที่ปชช.ชอบ
ที่น่าพิจารณาคือ อันดับนักการเมืองระดับคู่แข่งนายกฯ ที่ประชาชนชอบอันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 26.2 อันดับสอง อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 19.6 อันดับสาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 14.4 อันดับสี่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 7.0 อันดับห้า นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 4.7 อันดับหก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 4.2
อันดับเจ็ด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 3.5 อันดับแปด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ร้อยละ 3.0 อันดับเก้า นายวราวุธ ศิลปอาชา ร้อยละ 2.8 และสุดท้ายร้อยละ 14.6 ระบุอื่นๆ เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายอุตตม สาวนายน และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตามลำดับ
นายนพดลกล่าวว่า ความเป็นจริงระหว่าง “การสร้างและแพร่ข้อมูลโลกโซเชี่ยลมีเดีย” กับข้อมูลในโลกทั้งใบช่างแตกต่างกัน ราวฟ้ากับเหว ที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง นำข้อมูลจากโลกโซเชี่ยลมาเผยแพร่ว่า ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกฯและรัฐมนตรีกว่าร้อยละ 97 ถึงร้อยละ 98 นั้น พบว่ามีการปั่นยอดได้จริงด้วยเทคโนโลยีโซเชี่ยลมีเดียจากคนคนเดียวที่ซูเปอร์โพลค้นพบ และถ้าเป็นจริงตามข้อมูลของ นักวิชาการกลุ่มนี้ ประชาชนคงพากันลงถนน ขับไล่รัฐบาลไปนานแล้ว
ผลโพลชิ้นนี้มีความแตกต่างไปจากข้อมูล ของนักวิชาการกลุ่มนั้น เพราะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับความไว้วางใจสูงสุด มากกว่านักการเมืองคนอื่นๆ และแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่ในโลกโซเชี่ยลหลายแหล่งว่าจะแลนด์สไลด์ จะชนะถล่มทลาย แต่กลับพบว่าถ้าเลือกตั้งกันวันนี้จะชนะพรรคพลังประชารัฐไม่เกินร้อยละ 5 เท่านั้น และไม่มีคะแนนนิยมมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลเดียว ดังนั้นถ้าไม่มีอุบัติเหตุทาง การเมืองใดๆ และพรรคร่วมรัฐบาล ไม่แตกแยก ความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น คือ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นอยู่อย่างไรก็ได้เป็นอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก จึงขอให้ทุกฝ่าย ช่วยกันหาคนดี คนเก่ง คนกล้า มาเสริม จะดีกว่าทำลายกัน
99 พลเมืองจี้‘ตู่’ออกก่อน 24 ส.ค.
เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และคณะผู้ร่วมลงชื่อ 99 คน ร่วมแถลงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากครบกำหนด 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ โดยแถลงการณ์ 99 พลเมือง ซึ่งมีอดีตส.ว. อดีตรัฐมนตรี นักวิชาการ ศิลปิน นักกิจกรรม ร่วมลงชื่อ มีความตอนหนึ่งว่า
เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 ระบุว่า “นายกฯ จะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ละเมิดต่อหลักการ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเกิดความขัดแย้งในสังคมไทย กลุ่มปัญญาชนและพลเมืองไทย จำนวน 99 คน มุ่งหวังให้การเมืองไทย มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เสียสละลาออกจากตำแหน่งก่อนวันที่ 24 ส.ค.2565 เนื่องจากนายกฯ จะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม
หากนายกฯ ยังต้องการต่ออายุออกไปอีกโดยการตีความรัฐธรรมนูญบิดเบือน เข้าข้างตนเอง จะทำให้ท่านมีมลทินมัวหมอง ไปตลอดชีวิตและขัดกับคุณธรรมจริยธรรม ของนักการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรมและธรรมาภิบาล ในการบริหารประเทศ จนเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมืองจากความแตกแยกสามัคคีที่เกิดขึ้นในหมู่ทหาร ข้าราชการ และประชาชน ซึ่งได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
‘นิพนธ์’ปลุกปชป.พร้อมสู้เลือกตั้ง
ที่โรงแรมต้นอ้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน เปิดการประชุมเวทีระดมความคิดนำคอหงส์ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีนายนิพัฒน์ อุดมอักษร ว่าที่ผู้สมัครส.ส. เขต 2 นายสมยศ พลานด้วง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 สงขลา นายไพเจน มากสุวรรณ์ นายกอบจ.สงขลา นายทวีศักดิ์ อรัญดร ส.อบจ.สงขลา ประธานสาขาพรรคและกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 สงขลา แกนนำในชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และสมาชิกพรรคร่วมเปิดเวทีระดมความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการทำงานในพื้นที่ต.คอหงส์
นายนิพนธ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องใช้กลไก สมาชิกในการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ของมวลสมาชิกจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งจะเป็น การปรับรูปแบบในการประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบโซเชี่ยลให้เข้าถึงประชาชน ทุกกลุ่ม เป็นการเตรียมความพร้อมกับการเลือกตั้งในสมัยหน้า จึงต้องย้ำในเรื่องการปรับเปลี่ยนการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์ ทำอะไรบ้างที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของ นมโรงเรียน เรื่องอาหารกลางวันนักเรียน เรื่องเงิน กยศ. การสร้างถนนสี่เลน ทั่วประเทศ เรื่องเงินค่าตอบแทนแก่ อสม. เงินผู้สูงอายุ สวัสดิการเหล่านี้เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้วางรากฐานไว้จนถึง ปัจจุบัน
ดังนั้น ขอให้ประธานสาขาพรรค สมาชิกพรรค ได้นำเรื่องราวที่พรรคได้ทำและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไปประชาสัมพันธ์ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในต้นปีหน้า
‘นราพัฒน์’ไม่กังวลภท.บุกพิจิตร
นายนราพัฒน์ แก้วทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่พรรคภูมิใจไทย ประกาศกวาดส.ส.พิจิตร ยกจังหวัด 3 คนว่า มีคนมาเสนอตัวช่วยพัฒนาจ.พิจิตรก็ดี แต่ขอให้มาแบบจริงจัง เพราะเห็นปราศรัยว่าจะให้งบเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 500 ล้านบาท ขอปีนี้เลยได้หรือไม่ ไม่ต้องรอหลังเลือกตั้ง เพราะถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส.ส. ก็ไม่ได้งบใช่หรือไม่ วันนี้พรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่แล้ว ถ้าสามารถทำได้เลยจะเป็นประโยชน์ รวมถึงการปราศรัยว่าจะเอากัญชามาเป็นพืชเศรษฐกิจให้กับประชาชน ซึ่งคนพิจิตรไม่ได้ค้านที่จะเอากัญชาไปใช้ทางการแพทย์ แต่กังวลว่าลูกหลานจะไปติดกัญชา หรือถูกจับจะทำอย่างไร ตรงนี้ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหา
ส่วนเรื่องการเมืองเข้าใจทุกพรรคต้องพยายามเสนอตัวให้ประชาชนเลือก แต่ตนเชื่อมั่นในคนพิจิตร ว่าดูผลงาน ดูความใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ไม่ใช่จะมาทุบกันตอนใกล้เลือกตั้ง เพราะชาวพิจิตรมีบทเรียน มาแล้ว เราจึงไม่กังวล ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ประชาชนจะให้คำตอบว่าชอบการเมืองแบบไหน
ขณะนี้ชาวพิจิตรตื่นตัวเรื่องการเมืองกันมาก โดยดูว่ามาแบบวูบแล้วหายไป หรืออยู่ติดกับพื้นที่ โดยเฉพาะนายไพฑูรย์ แก้วทอง ซึ่งเป็นราษฎรอาวุโส เป็นพ่อพระ ของคนพิจิตร อย่างน้อยเป็นที่พึ่งของคนพิจิตรได้ แม้จะวางมือทางการเมืองแล้ว แต่ยังเป็นที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ต้องช่วยสนับสนุนแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนโยบายที่ตอบโจทย์และยั่งยืนต่อประชาชน เชื่อว่าประชาธิปัตย์จะกลับมายิ่งใหญ่ได้
หวังคว้าเขต 1-2-ยันไม่มีฮั้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในจ.พิจิตรหวังไว้กี่เขต นายนราพัฒน์กล่าวว่า ในพิจิตรมีทั้งหมด 3 เขต เราวางตัวผู้สมัครไว้แล้วทั้ง 3 เขต ขณะนี้เน้นไปที่เขต 1 และเลข 2 เพราะเป็นพื้นที่ที่เราทำงานอยู่แล้ว โดยเขต 1 เป็นฐานเสียงเดิมของตนอยู่แล้ว ถือว่าเป็นฐานที่มั่นของประชาธิปัตย์ ส่วนเขต 2 เป็นพื้นที่ที่มุ่งมั่นและเป้าหมาย เพราะเป็นเขตที่ค่อนข้างลำบาก ไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ตนจึงทุ่มเทเพื่อให้มีความเจริญเทียบเท่าเขต 1 ส่วนเขต 3 ไม่ใช่ไม่สำคัญ เพราะถ้ามีโอกาสเราต้องหวังเขต 3 ด้วย แต่หลักๆ ขอเขต 1 กับเขต 2 ก่อน
เมื่อถามว่า จะมีปัญหากับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ หรือไม่ เพราะมีความสนิทสนมกัน นายนราพัฒน์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มีอะไร ในทางการเมืองก็ต้องต่อสู้กันไป ตนเป็นศิษย์น้องที่เข้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเข้ามาแล้วก็รักและเดินหน้าอยู่กับประชาธิปัตย์ ส่วนท่านอื่นก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน ก็เดินออกไป แต่เชื่อว่าบ้านหลังนี้คือประชาธิปัตย์ เป็นรากฐานของทั้งสองคนอยู่แล้ว ส่วนการ แบ่งเขตกันได้ส.ส.นั้นยืนยันว่า แบ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ควรจะแบ่ง เพียงแต่ใครลงพื้นที่หนักก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล และอยู่ที่ประชาชนตัดสิน หากมีการแบ่งกัน ก็เหมือนเป็นการดูถูกชาวพิจิตร
‘ประดิษฐ์’เปิดใจซบภท.-เป็นรบ.ชัวร์
ที่ จ.พิจิตร นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรมช.คลัง อดีตส.ส.พิจิตร 4 สมัย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่มาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ว่า คาดเดาว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พรรคภูมิใจไทยน่าจะมีส่วนร่วมเข้าไปบริหารประเทศได้อีก จากนโยบายของพรรคที่ทำได้จริง ซึ่งมีเพียง ไม่กี่พรรคที่ทำได้ อะไรที่สัญญาไว้กับ ชาวบ้านแล้วทำได้ คนในพื้นที่จะได้ประโยชน์ ถ้าทำไม่ได้จะเสียเครดิต และเสียหาย ในระยะยาว ซึ่งพรรคภูมิใจไทยทำจริง ทำได้ และทำดี
“การเลือกตั้งครั้งหน้าใครก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากประสบการณ์ ของผม พรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะประสบความสำเร็จได้น้อย ผมก็ผ่านมาแล้ว จึงคิดว่าพรรคภูมิใจไทยผ่านร้อนผ่านหนาว มา 10 กว่าปี คิดว่าเป็นพรรคที่ชาวพิจิตรน่าจะเลือกให้มาพัฒนาบ้านเมืองได้” นายประดิษฐ์กล่าว
ทุ่มช่วย‘น้อง-หลาน-ลูกยอด’สุดตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าจะชนะเลือกตั้งในจ.พิจิตรทั้ง 3 เขต คือ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ เขต 1 (หลานชาย) นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ เขต 2 (น้องชาย) และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เขต 3 นายประดิษฐ์กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทุกพรรค และผู้สมัครทุกเขต จะมีความมั่นใจทุกคน แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต้องดูกัน สำหรับสองตระกูล คือ ภัทรประสิทธิ์กับขจรประศาสน์ ถ้านับตั้งแต่ปี 2518 ถึงวันนี้เกือบ 50 ปี เห็นได้ว่าทั้งสองตระกูลรับใช้คนพิจิตรมายาวนาน
“ผมกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มีความเคารพเหมือนพ่อลูกกัน ซึ่งในเขต 3 ที่นายศิริวัฒน์ (ลูกยอด) บุตรชายพล.ต.สนั่น จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นโอกาสที่ผม จะได้ตอบแทนบุญคุณพล.ต.สนั่น พร้อมช่วย สนับสนุนนายศิริวัฒน์มาเป็นส.ส.พิจิตร อีกครั้ง เราจะทำงานเต็มที่ และให้ประชาชน เป็นผู้ตัดสิน ผมทำงานการเมืองมา 20 กว่าปี ครั้งนี้ขอช่วยเหลือน้องกับหลาน และตอบแทนบุญคุณพล.ต.สนั่น ส่วนตำแหน่งทางการเมืองหลังจากนี้ ผมพอแล้ว อายุจะ 70 แล้ว ขอช่วยหลานช่วยน้องเท่านั้น” นายประดิษฐ์กล่าว

ลุยลำปาง- นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย พร้อมคณะร่วมกิจกรรม ครอบครัวเพื่อไทยเพื่อปลุกกระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งคราวหน้า โดยมีคนเสื้อแดงมาร่วมพิธีจำนวนมาก ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านเอื้ออาทร ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง เมื่อ 31 ก.ค.
เวทีครอบครัวพท.ลำปางคึกคัก
ที่บริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านเออาทร (ประตูทม้า) ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรม “ครอบครัว เพื่อไทย” มีบุคคลสำคัญของครอบครัวเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประชาชน มาร่วมกิจกรรมกว่า 400 คน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของจ.ลำปางในรอบ 8 ปีตั้งแต่มีการรัฐประหาร ที่กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ลำปาง ได้จัดกิจกรรมรวมตัวในครั้งนี้ขึ้น
กิจกรรมครั้งนี้เปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนเข้าไปนั่งตามเก้าอี้ที่จัดเรียงไว้ เพื่อพบปะแกนนำนปช.หลายคน ที่ได้ขึ้นกล่าวกับประชาชนหลายเรื่อง ทั้งการชุมนุม ของกลุ่มเสื้อแดงในอดีต เรื่องการยึดอำนาจ และการทำงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่เราเดินทางมาพบปะ พูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่เคยร่วมอุดมการณ์ต่อสู้ เคลื่อนไหว ทางการเมืองด้วยกัน โดยเฉพาะต้องร่วมกัน นำพาประชาชนทั่วประเทศพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 เชื่อว่าภายใต้อำนาจการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจบัน หากยังคงอยู่ภายใต้อำนาจต่อไป คงไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้ ส่วนกิจกรรมใหญ่เราจะจัดที่จ.เชียงรายในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งจะมีทั้งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แกนนำพรรค และส.ส.หลายคนของพรรคเพื่อไทย ไปพบปะประชาชนที่นั่น
‘อัครเดช’ไม่หนักใจพท.ขู่สอย
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ… รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ กรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดส.ส.และส.ว. ที่ร่วมลงมติเห็นชอบ กับการใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) หารด้วย 500 ฐานจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงว่า การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่ตนในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย และผู้ลงมติสนับสนุนให้ใช้จำนวน 500 คนหาค่าเฉลี่ยส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่กังวลและเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาคนอื่นก็ไม่กังวลเช่นเดียวกัน เนื่องจากการลงมติเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสิทธิ์ ของสมาชิกรัฐสภาที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองและการลงมติดังกล่าวเป็นอิสระ ไม่มีการชี้นำ
ในการลงมติแก้ไขสูตรคำนวณส.ส. ของที่ประชุมรัฐสภา เป็นไปตามขั้นตอนเพราะมีคนเสนอคำแปรญัตติ ดังนั้นต้องมีการลงมติเพื่อชี้ขาด โดยการพิจารณา เป็นไปตามกระบวนการทางนิติบัญญัติ ตนเข้าใจว่านายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบล ราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวเป็นกมธ.ฝั่งที่สนับสนุนสูตรคำนวณหาร 100 มาตลอด เมื่อมีการแก้ไขโดยมติของรัฐสภาอาจไม่สบายใจและ ไม่พอใจ จึงหาเหตุยื่นร้องเรียน
‘วีระกร’เชื่อ 3 ส.ค.-กม.ลูกจบ
นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.เขต 2 นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ กระแสข่าวที่จะย้อนกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง แบบใบเดียว ว่า อาจจะมีการพูดกัน แต่เป็นไป ไม่ได้ อาจจะเป็นคนรอบตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เป็นพวกทหารมองว่าแก้แบบนี้ พรรคพลังประชารัฐน่าจะได้ประโยชน์ แต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่าสภาสมัยนี้ มาจากประชาชน จะสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ และรัฐธรรมนูญเพิ่งจะแก้เสร็จยังไม่ทันใช้ อยู่ๆ จะมาแก้กลับอย่างนี้ จะบอกกับประชาชนอย่างไร เพราะต้องมีเหตุมีผลอธิบายกับประชาชน
ฉะนั้นเลิกคิดเลิกวิจารณ์กันได้แล้วข่าวก็คือข่าว คนพูดก็พูดไป ที่สำคัญต่อให้ทำ ไทม์ไลน์มันไม่ได้ ไม่ทันเลือกตั้ง และการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ ส.ส.เขตที่ลงพื้นที่ จะได้เปรียบ ฉะนั้นการแก้กลับไปเป็นแบบ บัตรใบด้วย ส.ส.เขตในสภาคงไม่ยอมกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ที่จะนำกลับเข้ารัฐสภาในวันที่ 3 ส.ค.จะจบเลยหรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า จบ เพราะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายลูก จะแก้ไขให้มาตราอื่นๆ สอดรับกับมาตรา 23 ที่มีมติแก้ไขใช้สูตรคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 ซึ่งกมธ.จะมีการปรึกษากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าทำได้หรือไม่ ตนเชื่อว่าเมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้ว กกต.น่าจะไม่มีปัญหา เห็นด้วยกับการเอาสูตรหารด้วย 500
‘โจ้’ยื่นป.ป.ช.ฟันปมท่อส่งน้ำอีอีซี
ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ความคืบหน้าหลังการอภิปราย ไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนในการบริหารโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (ท่อส่งน้ำสายหลักอีอีซี) ปรากฏว่าทางกรมธนารักษ์ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 26 ก.ค. ถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เรื่องการลงนามในสัญญาท่อส่งน้ำสายหลักอีอีซี ในวันที่ 3 ส.ค. 2565 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร 72 ปี ซึ่งในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ตอบไม่ได้เลย ถือว่าท่อส่งน้ำสายหลักอีอีซีเป็นมหากาพย์การโกง ซึ่งจะทำสำเร็จในอีก 2 วันข้างหน้า
ตนคิดว่าดีแล้วชาวบ้านเห็นชัดๆ เลย ว่างานนี้โกงกันแบบหน้าด้านๆ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานอีอีซี รู้ว่าแบบนี้ไม่ใช่ แต่กลับปล่อยผ่านให้บริษัท ไม่มีความน่าเชื่อถือมารับงานแบบจัดฉาก ที่ผิดหวังมากคือ รมว.คลัง ที่บอกว่าโปร่งใส มือสะอาด กลับไม่สนใจ ปล่อยให้นายสันติ ดำเนินการทั้งหมด ข้าราชการทุกคนที่ ร่วมด้วยเตรียมตัวเข้าปิ้งได้เลย ตนจะยื่นฟ้อง ต่อป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้หมด ไม่ต้องห่วง เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไหร่ท่อส่งน้ำจะตามไปหลอกหลอนแน่
ดังนั้น ตนจะไปยื่นเรื่องท่อส่งน้ำสายหลัก อีอีซี ต่อป.ป.ช.เอาผิด 1.นายอาคม 2.นายสันติ 3.คณะกรรมการที่ราชพัสดุ และ4.คณะกรรมการคัดเลือก ในวันที่ 1 ส.ค.เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานป.ป.ช. สนามบินน้ำ ข้อหาเข้าข่ายการปฏิบัติ หรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อย่างร้ายแรง มีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนปี 2562 เพราะไม่เปิดให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
ยันงบเอฟ-35 ขอปี 67 ทัน
นายยุทธพงศ์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในกมธ.วิสามัญพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2566 ที่มีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานอนุกมธ. กล่าวว่า งบปี 2566 ที่เข้าสู่พิจารณาในอนุกมธ.ทั้งหมด 336,254 ล้านบาท ปรับลดไปทั้งสิ้น 4,093 ล้านบาท
ในส่วนกระทรวงกลาโหม (กห.) ทั้งหมด 32,702 ล้านบาท ปรับลดไป 3,130 ล้านบาท โดยกองทัพบก (ทบ.) ปรับลดไป 2,000 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเงินค่างวดงานที่กองทัพเบิกจ่ายไม่ได้ เนื่องจาก มีปัญหาในการไปตรวจรับของจาก ต่างประเทศ และปัญหาการเดินทาง ทางกองทัพก็เลื่อนงวดงานให้ เช่น กองทัพบก เป็นค่างานประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้กระทบอะไร ส่วนกองทัพเรือ (ทร.) ถูกปรับลด 200 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองกองทัพไม่ได้มีการอุทธรณ์
ที่มีปัญหาคือกองทัพอากาศ (ทอ.) ที่ถูกปรับลดไป 1 รายการ คือโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีระยะที่ 1 จำนวน 738 ล้านบาท แต่เหมือนเลื่อนมากกว่า เพราะขณะนี้ ยังต้องรอเครื่องบินรบ F-35A ซึ่งเป็นเครื่องบินทางยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ล่าสุด และการอนุมัติขายขึ้นอยู่กับสภาคองเกรสของสหรัฐ ที่ขณะนี้ทราบว่าขั้นตอน การอนุมัติจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 เดือน ถึงจะรู้ว่าสภาคองเกรสจะขายให้ กับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งไม่ช้าอยู่แล้ว ปี 2567 ของบมาใหม่ก็ยังทัน
ทอ.อุทธรณ์-แฉลุงล็อบบี้กมธ.ใหญ่
งบในการจัดซื้อเครื่องบินรบ F-35A จำนวน 2 ลำ มูลค่า 7,400 ล้านบาท เป็นเครื่องบินเปล่าๆ ที่ยังไม่มีอาวุธ แต่ที่กองทัพอากาศตั้งไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ 2 ลำ จำนวน 738 ล้านบาท และทางเสนาธิการทหารอากาศ เป็นคนพูดเองว่า F-35A ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร เป็นการทดแทนเครื่องบิน หากไม่ผ่านงบปี 2566 เสนอปีหน้าก็ยังทัน แสดงให้เห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบินรบ F-35A ยังไม่มีความจำเป็น เร่งด่วนอะไร
“อนุกมธ.ทั้ง 10 คน มีทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐบาลมีมากกว่า ก็ไม่มีใครช่วยทหารอากาศสักคน ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่ายังไม่จำเป็นต้องตั้งงบปีนี้ ตั้งปีหน้าก็ยังทัน งบปีนี้เอาไปช่วยประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนอย่างอื่นก่อน ทั้งจากปัญหาของแพง โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด หนักอีกรอบก่อน และในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น.ทางกองทัพอากาศได้ยื่นอุทธรณ์การขอซื้อเครื่องบินรบ F-35A จำนวน 2 ลำต่อกมธ.งบชุดใหญ่ และขณะนี้มีลุง คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่า กำลังโทร.ล็อบบี้กมธ. ฝั่งรัฐบาลให้ยกมือสวน มติของ อนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ เพื่อผ่านเครื่องบินรบ F-35A ให้ ซึ่งสวนกับนโยบายนายกฯ ที่ให้เหล่าทัพจัดซื้ออาวุธเท่าที่จำเป็น” นายยุทธพงศ์กล่าว
โฆษกทอ.แจงเหตุจำเป็นต้องซื้อ
วันเดียวกัน พล.อ.ต.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ โชว์เอกสารชี้แจง ถึงผลกระทบการเลื่อนโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 ว่า ปัจจุบันกองทัพอากาศมีเครื่องบินขับไล่โจมตี 5 ฝูงบิน ซึ่งกองทัพอากาศ ได้ดําเนินการปรับปรุง ขีดความสามารถของอากาศยานที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถดํารงขีดความสามารถ ในการปฏิบัติภารกิจเอาไว้ แต่เนื่องจาก ข้อจํากัดด้านอายุของอากาศยานมีผลต่อ ขีดความสามารถของอากาศยานที่ลดลง ข้อจํากัดการส่งกําลัง และซ่อมบํารุงที่มีราคาสูงขึ้น รวมทั้งมีระยะเวลาในการจัดหา พัสดุอะไหล่ที่ยาวนาน ส่งผลให้กองทัพอากาศมีความจําเป็นที่จะต้องทยอยปลดประจําการอากาศยานประเภทเครื่องบินขับไล่โจมตีจาก 5 ฝูงบิน จนเหลือ 2 ฝูงบิน ในปี พ.ศ.2575
โดยกองทัพอากาศได้วางแผนดําเนินการ จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี 1 ฝูงบิน เพื่อมา ทดแทน 3 ฝูงบินที่ได้วางแผนทยอยปลดประจําการ เพื่อให้สามารถดํารงขีดความสามารถในการปฏิบัติการบินรบในอากาศ และการโจมตีทางอากาศต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อยอีก 40 ปี
สถานการณ์ปัจจุบันมีการขยายอิทธิพลจากชาติมหาอํานาจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้มากขึ้น รวมถึงปัญหาการเมือง และความมั่นคงภายในแต่ละประเทศ ทําให้หลายประเทศในภูมิภาคมีการสะสม กําลังทางทหาร โดยเฉพาะทางอากาศที่มีขีดความสามารถสูงในการปฏิบัติการ ทางทหาร อาทิ เมียนมา, มาเลเซีย และเวียดนาม โดยมีการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง เช่น เครื่องบินแบบ Su-27 และ Su-30
อันดับของกําลังทางอากาศของไทย ในปัจจุบับอยู่ในอันดับที่ 5 ในอาเซียน กองทัพอากาศจึงจําเป็นต้องจัดเตรียมกําลังให้มีขีดความสามารถและศักย์กําลังรบทัดเทียมกับประเทศรอบบ้าน เพื่อเป็นการป้องปรามและเตรียมพร้อมรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนสมรรถนะสูงยุคที่ 5 คือ เครื่องบิน F-35 ซึ่งราคาปัจจุบันลดลงต่ำกว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2019
ของเดิมทยอยปลดประจำการ
คาดการณ์ราคา Lot 14 อยู่ที่เครื่องละ 77.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลง 12.8 % เมื่อเทียบกับ Lot 11 และมีส่งมอบเครื่องบิน F-35 แล้ว มากกว่า 820 เครื่อง ทําการบินไปกว่า 540,000 ชั่วโมงบิน จํานวนนักบินที่ได้รับการฝึกตามโครงการแล้วมากกว่า 1,695 คน และเจ้าหน้าที่กว่า 12,520 คน ปฏิบัติภารกิจแล้วใน 8 หน่วยงาน ประกาศความพร้อมปฏิบัติการแล้ว 12 หน่วยงาน จากประเทศที่มีประจําการใช้งาน ณ ปัจจุบัน ทั้งหมดจํานวน 9 ประเทศ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงในการปฏิบัติการ ในปัจจุบันยังลดลงถึง 50% นับจากปี ค.ศ.2015
พัสดุอะไหล่ของอากาศยานเป็นหนึ่ง ในปัจจัยสําคัญที่ดํารงขีดความสามารถ การป้องกันของกองทัพอากาศ เนื่องด้วยในสภาวการณ์ปัจจุบัน อากาศยาน บ.ขับไล่ โจมตีของกองทัพอากาศอายุการใช้งานมาในห้วงระยะเวลา 20-40 ปี หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง การดํารงสภาพอากาศยานที่มีอายุการใช้งานยาวนานนั้นส่งผลกระทบ ทั้งในด้านความปลอดภัย งบซ่อมบํารุง ที่สูงขึ้น ความพร้อมรบของอากาศยาน ที่ลดต่ำลง เครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่ 5 สามารถปฏิบัติภารกิจทดแทนเครื่องบิน ขับไล่โจมตียุคที่ 4.5 ได้ในอัตรา 1 : 3 และแทนเครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่ 3-4 ได้ในอัตราส่วน 1:6
กองทัพอากาศรับรู้และเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนในครั้งนี้ จึงมุ่งสู่การยกระดับกองทัพอากาศและประเทศไทย สู่การมีเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง โดยนําไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งเป็นส่วนสําคัญเพื่อให้ประเทศไทยสามารถผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีโอกาสสร้างงาน ในลักษณะแรงงานฝีมือ ซึ่งมีค่าตอบแทนสูง ซึ่งเครื่องบินแบบ F-35 A มีขีดความสามารถและคุณสมบัติตรงตามความต้องการตามรายละเอียด ความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีและระบบที่เกี่ยวข้องตามที่กองทัพอากาศได้กําหนดไว้
ถ้าเลื่อนกระทบภารกิจป้องกันภัย
สําหรับการดําเนินการที่ผ่านมาของโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน กองทัพอากาศได้ส่งหนังสือ Letter of Request (Price and Availability : P&A) ให้กับ JUSTMAGTHAI เมื่อ 28 ธ.ค.2564 เพื่อให้เข้ากระบวนการ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอน การขออนุมัติจากหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐ โดยมีระยะเวลาการขอ P&A ทั้งสิ้น โดยประมาณ 12 เดือน คาดการณ์ว่าจะได้รับ คําตอบการขอ P&A ภายใน ม.ค.2566 หากได้รับการอนุมัติการขาย พร้อมทั้งทราบระยะเวลาการจัดหา รวมถึงราคายุทโธปกรณ์ กองทัพอากาศจะสามารถ ดําเนินการในเรื่อง Letter Of Offer And Acceptance (LOA) กับทางการสหรัฐ แล้วเสร็จใน มิ.ย.2566 ซึ่งจะส่งผลให้กองทัพ อากาศจะสามารถลงนามในหนังสือ LOA และสามารถผูกพันงบประมาณได้เรียบร้อย ใน ส.ค.2566
การดําเนินการในการจัดทําหนังสือ LOA กับทางการสหรัฐ กองทัพอากาศต้องทราบงบที่จะได้รับในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนก่อน ถึงจะตกลงกับทางการสหรัฐได้ ถึงจํานวนอากาศยาน และส่วนสนับสนุนอื่นๆ ภายใต้การจัดทําสัญญาตามกรอบงบที่ได้รับ แต่หากกองทัพ อากาศมิได้รับงบในปี 2566 ก็ไม่สามารถจัดทําหนังสือ LOA กับทางการสหรัฐได้
หากกองทัพอากาศเสนอความต้องการเครื่องบิน F-35 ในปี 2567 จะทําให้ต้องรอคิวการพิจารณาสายการผลิต และไม่สามารถเริ่มกระบวนการจัดหาได้ทัน ประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี กรีก และสาธารณรัฐเช็ก (กลุ่ม NATO) ซึ่งมีแผนจะสั่งจองการผลิต ในปี 2565-2566 หากกองทัพอากาศสั่งจองการผลิตล่าช้า จะต้องต่อคิวจากทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว และความพร้อมปฏิบัติการของเครื่องบิน F-35 ครบฝูง จะเลื่อนออกไปเป็นปี 2577 ซึ่งในห้วงเวลา ระหว่างปี 2575-2577 ส่งผล ให้ประเทศไทยจะขาดขีดความสามารถ ในการป้องกันภัยทางอากาศ เนื่องจาก การปลดประจําการเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มีอายุการใช้งานจํานวนมาก
เผยแผน 4 ปีใช้ 4.39 หมื่นล้าน
พล.อ.ต.ประภาสกล่าวว่า จากความ จําเป็นที่กองทัพอากาศต้องดํารงขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การดํารงความพร้อมรบ และหากมิได้จัดสรรงบในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2566 จะเป็นผลให้กองทัพอากาศไม่สามารถ จัดทําหนังสือ LOA กับทางการสหรัฐ ได้ทันในปี 2566 ส่งผลให้การดําเนินการในการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนล่าช้าไปอีก 2 ปี ซึ่งทําให้เสียโอกาส และขาดความพร้อมรบของฝูงบินขับไล่โจมตีทดแทนที่ล่าช้าจาก ปี 2575 เป็นปี 2577
กองทัพอากาศกําหนดความต้องการระยะ 10 ปี (พ.ศ.2563-2573) ตามที่ระบุในสมุดปกขาว พ.ศ.2563 ปรับปรุงแผนการ จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน โดยคณะกรรมการศึกษาและจัดทําความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีให้มีความเหมาะสมกับงบที่กองทัพอากาศได้รับ และคํานึงถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติ ภารกิจให้ได้ในปี 2575 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ระยะที่ 1 ผูกพันงบประมาณ 4 ปี (2566-2569) จํานวน 2 เครื่อง วงเงินงบประมาณ 7,382 ล้านบาท
ระยะที่ 2 ผูกพันงบประมาณ 4 ปี (2569- 2571) จํานวน 4 เครื่อง วงเงินงบประมาณ 14,628 ล้านบาทเศษ
ระยะที่ 3 ผูกพันงบประมาณ 4 ปี (2572- 2575) จํานวน 6 เครื่อง วงเงินงบประมาณ 21,924 ล้านบาทเศษ
รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 43,935 ล้านบาทเศษ
ป้อมสั่งดีอีเอสล้างพนันออนไลน์
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้รับรายงานถึงผลกระทบจากเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งกระจายอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากและเข้าถึงง่าย
“พล.อ.ประวิตรจึงสั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส ประสานตำรวจเข้าไปตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีอยู่ทั้งหมด โดยเร็ว โดยใช้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งขยายผลเปิดปฏิบัติการกวาดล้างจับกุม ผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีอยู่ในประเทศ โดยนำสู่การยึดทรัพย์ ทำลายเครือข่ายทั้งหมดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว”
ทั้งนี้ให้เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมและเชิญประชาชน ร่วมตรวจสอบ ค้นหาและแจ้ง เบาะแส นำสู่การบังคับใช้กฎหมายในทุกช่องทางที่มีอยู่ และให้รายงานผลและพัฒนาการ ให้ทราบในทุกเดือน ขอให้ตำรวจพื้นที่ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าไปช่วยเหลือ คุ้มครองดูแล ให้คำปรึกษา แนะนำครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ จากการพนันไปพร้อมกัน เพื่อลดปัญหาครอบครัวและผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้น