แฉพปชร.-พท.-ศท.ฮั้วกันหวังพลิกใช้สูตรหาร100 พีระพันธุ์นำพรรค‘รทสช.’ยันไม่ได้ทำเพื่อหนุนบิ๊กตู่ ทอ.โล่ง-ได้งบซื้อเอฟ35

‘บิ๊กตู่’ลุยตรวจงานกาญจนบุรี รวมไทยสร้างชาติประชุมใหญ่ ‘พีระพันธุ์’ นั่งหัวหน้าพรรคตามคาด ยันไม่ได้ตั้งเพื่อ ‘บิ๊กตู่’ แต่ทำเพื่อประเทศและประชาชน โต้ไม่ได้เป็นอะไหล่พปชร. แล้วก็ไม่ใช่ปชป.2 โวมีส.ส.เตรียมไหลเข้าเพียบ ส่งชิงเลือกตั้งทุกเขต แรมโบ้อีสานลุยตั้งพรรคเทิดไท นั่งหัวหน้าเอง ‘ชวน’ ยื้อไม่ไหว สภาล่ม เพื่อไทย-พปชร.เล่นเกมยื้อกฎหมายลูก หวังกลับไปใช้สูตรหาร 100 กองทัพอากาศเฮ กมธ.งบชุดใหญ่ ไฟเขียว คำอุทธรณ์ซื้อเอฟ 35 วงเงิน 369 ล้านบาท ศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุก 1 ปี ส.ส. ‘ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์’ ฝากเสียบบัตรแทน ให้รอลงอาญา 2 ปี

‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่กาญจนบุรี
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.กาญจนบุรี ในช่วงเช้าไปติตตามการดำเนินงานการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ที่ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา

ช่วงบ่าย ไปติดตามการจัดระเบียบและปรับปรุงภูมิทัศน์สองฝั่งแม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเรือชาวแพที่ เดือดร้อน รวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ท่าเทียบเรือ โดยจัดสร้างจุดชมวิว สกายวอล์กบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์ก แห่งใหม่ และพื้นที่สาธารณะของชาวเมืองกาญจนบุรี จัดระเบียบและปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ จัดทำเป็นวอล์กกิ้งสตรีต เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชาวกาญจนบุรี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ในพื้นที่ตรึงกำลังเข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเตรียมการต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ ในพื้นที่กาญจนบุรี ในส่วนพื้นที่สกายวอล์ก ได้สนธิกำลังของ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบตรึงกำลังอย่างเข้มงวด ในการคัดกรองคน เข้าออกพื้นที่ ทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นการเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ เพื่อบรรจบเป็นแม่น้ำแม่กลอง นอกจากนี้ยังมีการตรวจความพร้อมจากเจ้าหน้าที่ส่วนล่วงหน้า ในการรักษาความปลอดภัย โดยคาดว่าจะมีประชาชนมาต้อนรับกว่า 1,000 คน

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก แนวร่วมกาญจ์เสรี เพื่อประชาธิปไตย โพสต์ว่าจะมายื่นหนังสือถึง นายกฯ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหากลุ่มเกษตรกรฟาร์มหมูในพื้นที่จ.กาญจนบุรีและสุพรรณบุรี เนื่องจากถูกบริษัทคู่สัญญาค้างชำระ หลังจากนำสุกรไปจำหน่ายนานกว่า 4 เดือน โดยมีข้อความระบุในช่วงท้ายว่า “เราขอยืนยันว่าการเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกฯ คือสิทธิอันชอบธรรม รัฐไม่มีสิทธิ์ขัดขวางหรือคุกคามประชาชน ไม่ว่าประชาชนจะจัดชุมนุมในสถานที่ใดหรือรูปแบบใด แล้วพบกันประชาชน”

จ.กาญจนบุรีเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ประกอบด้วย พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ นายสมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ส.ส.เขต 3 พรรคภูมิใจไทย นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ ส.ส.เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ และนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.เขต 5 พรรคพลังประชารัฐ

รทสช.ประชุมใหญ่คึก-แห่ยินดี
เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สโมสรราชพฤกษ์ กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2565 เพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตแกนนำกปปส. อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุข อดีต ส.ส.นครศรี ธรรมราช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชื่นชอบ คงอุดม กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง บุตรชายนาย ชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.)

นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หรือดร๊าฟ เลขานุการรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายปรพล อดิเรกสาร อดีตส.ส.สระบุรี นายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. เข้าร่วม และมีนักการเมือง อดีตส.ส. และผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของพรรค เป็นอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายเจือ ราชสีห์ อดีตส.ส.สงขลา นายโกวิทย์ ธารณา อดีต ส.ส.กทม. นายสามารถ มะลูลีม นายพงศ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายกอบจ.สุราษฎร์ธานี น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี บุตรสาว นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และยังมีกลุ่มเพื่อน ส.ส.ลูกช้าง ลูกหมี นายชุมพล จุลใส อดีตส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ และนายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร ซึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และชุมพร ซึ่งมีรายงานว่าพรรควางเป้าหมายส่งเป็นผู้สมัครชิง ส.ส.เขต ด้วย

‘พีระพันธุ์’นั่งหน.-‘เอกนัฏ’เลขาฯ
เวลา 10.15 น. ที่ประชุมใหญ่วิสามัญ เลือกกก.บห. ประกอบด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการ นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิก นายเกรียงยศ สุดลาภา นายทะเบียน

กรรมการบริหารอื่น ประกอบด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง นายชื่นชอบ คงอุดม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ และนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร

นายพีระพันธุ์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนและกก.บห.ทุกคนผ่านงานการเมืองมานาน เราจะทำพรรคให้ฝันของประชาชนเป็นจริง จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ยืนยันว่าจะใช้ประสบการณ์ทำงานให้ชาติและประชาชน ไม่ได้เข้ามาเล่นเกมการเมือง จะไม่เข้ามาเพื่อแสวงหาสถานะ อำนาจบารมีทางการเมือง เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ แต่จะอาศัยอำนาจเพื่อแก้ปัญหาประชาชนในทุกรูปแบบ เราจะไม่ทะเลาะเพื่อแย่งตำแหน่ง แต่จะทะเลาะกับความเหลื่อมล้ำ

ขอให้มั่นใจว่าทุกคนจะสร้างพรรคให้เป็นพรรคหลักของประเทศไทย จะนำพรรคเข้าสู่สนามการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยความมั่นใจ มั่นคง เด็ดเดี่ยว ตนต้องการอำนาจทางการเมืองเพื่อช่วยประชาชนแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่ออยากไปเป็นรัฐมนตรี พวกเราอยากขอโอกาสเพื่อทำงานให้ประชาชน เราต้องช่วยกันค้ำจุนปกป้องเสาหลัก 3 ประการของประเทศ เป็นที่ภาคภูมิใจของทุกคน ภูมิใจในความเป็นชาติความเป็นคนไทย จึงขอเชิญชวนมาร่วมสร้างชาติไทยให้เป็นที่อิจฉาของคนทั่วโลก รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยความมั่นใจ มั่นคง และจะชนะให้ได้มากที่สุด

โต้ตั้งพรรคเพื่อ‘บิ๊กตู่’-ทำเพื่อปชช.
นายพีระพันธุ์ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคต้องการเดินหน้าทำประโยชน์ให้กับประชาชนจริงๆ ไม่เน้นตัวบุคคล โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่มีข่าวว่าพรรคให้การสนับสนุน ถ้าแนวทางการทำงานตรงกับพรรค เราก็ยินดีสนับสนุน ส่วนที่ 2 วันก่อน ตนไปพบกับนายกฯ ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง แต่คุยเรื่องงานที่นายกฯ มอบหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า นโยบายแนวทางของพรรค ไม่ได้สนับสนุนบุคคล แต่สนับสนุนแนวทางและการทำงานเดียวกัน ที่สำคัญคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งเราทำงานด้วยกันได้หมด ต่อข้อถามว่าแคนดิเดตนายกฯ จะเสนอ 1 คนหรือ 3 คน นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาพิจารณา ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคนมองว่าพรรคนี้ตั้งมาเพื่อพล.อ.ประยุทธ์ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า “ใครพูด ผมไม่เคยพูด เมื่อกี้ก็พูดชัดแล้วว่าพรรคนี้ทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ตั้งพรรคเพื่อไปสนับสนุนใคร พรรคการเมืองต้องทำงานการเมือง”

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมติพรรค เห็นชอบให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ พร้อมทำตามมติพรรคหรือไม่ นายพีระพันธุ์ ตอบว่า “จะเป็นพรรคไหน ถ้าเสียงสนับสนุนหรือมติพรรค บอกว่าต้องสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทุกคนต้องทำตามมติพรรค คำถามนี้เป็นเบสิก เราเดินและบริหารพรรคตามข้อบังคับพรรค ไม่ได้บริหารตามอำเภอใจ การสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใครเป็นไปตามมติพรรคอยู่แล้ว” เมื่อถามว่าเมื่อเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว พร้อมรับตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า หัวหน้าพรรคทุกพรรค ต้องมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าเราพร้อมแล้วเราจะได้

ปัดเป็นอะไหล่พปชร.-ปชป.2
ต่อข้อถามว่าสังคมมองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคอะไหล่ของพรรคพลังประชารัฐ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าใครมอง แต่ตนไม่ได้มองอย่างนั้น ต่างคนต่างทำงาน อาจมีเป้าหมายเดียวกันคือ เพื่อบ้านเมือง และที่ผ่านมาตนไม่ได้พูดกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคนระบุว่าการเปิดตัวพรรควันนี้ เป็นสาขา 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า “ไม่เหมือน วันนี้ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ 2 สื่อพูดกันไปเอง ในความเป็นจริงไม่ใช่อยู่แล้ว” ส่วนในอนาคตจะมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นสมาชิกเพิ่มหรือไม่นั้น เป็นเรื่องอนาคต แม้ตนออกจากพรรคประชาธิปัตย์มานานแล้ว แต่ส่วนตัวก็เป็นมิตร เป็นเพื่อนกัน ไม่ได้คบกันที่การเป็นพรรค แต่เราคบกันที่ใจ ฉะนั้นอยู่ ตรงไหน ก็คุยกันได้อยู่แล้ว ต่อข้อถามว่ามี นายกอบจ.พัทลุง สุราษฎร์ธานี ชุมพร มาร่วมแสดงความยินดี จะเป็นพื้นที่เป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า มั่นใจว่าจะกวาด ส.ส.ได้ทั้งภาคใต้ เราต้องคาดหมายว่าจะชนะหมดทุกเขต

เมื่อถามถึงสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ระหว่างหาร 100 กับ หาร 500 จะมีผลกับพรรคหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า มีผลเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะหารเท่าไร เขตก็คือเขต เราไม่ได้เน้นแต่บัญชีรายชื่อ แต่เน้นทั้ง 2 บัญชี เราพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต แต่บางคนยังเปิดตัวไม่ได้เพราะยังเป็น ส.ส.อยู่ เราจะส่งให้ครบทุกเขต มั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะได้ส.ส.เขตเข้ามาพอสมควร จะชนะให้ได้มากที่สุด ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีส.ส.ที่รับปากจะมาอยู่กับพรรคแล้วเท่าไร นายพีระพันธุ์ ตอบว่า “ยังไม่อยากบอก เอาเป็นว่าเยอะแล้วกัน”

‘ปองพล’หนุน‘ประยุทธ์’แคนดิเดต
นายปองพล อดิเรกสาร สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรู้จักกับ นายพีระพันธุ์มานานแล้ว และเป็นญาติกัน จึงตัดสินใจเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรค ตนมาให้คำปรึกษา แต่คนที่จะมีบทบาทหลักคือ นายพีระพันธุ์และคนรุ่นใหม่ อะไรที่จะสุดโต่งไปก็จะคอยดึง อันไหนที่หย่อนก็ช่วยดัน เชื่อว่าพรรคจะเดินหน้าไปได้ และจะมีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มา เชื่อว่าจะนำพรรคได้ ทุกคนมีความพร้อมทำงานให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสนับสนุนชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายปองพลกล่าวว่า เราจะสนับสนุนใครต้องดูผลงาน ความพร้อม และดูสถานการณ์ของประเทศไปถึงของโลกในปัจจุบัน หากนำรายชื่อผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะเป็นผู้นำของประเทศมาเรียงกันดู จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์มี ผลงาน และสถานการณ์โลกก็เข้มข้น ต้องอาศัยคนที่จะตัดสินใจได้เด็ดขาด ซึ่ง 8 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่ง พิสูจน์ให้เห็น ประเด็นสำคัญสุดคือความซื่อสัตย์สุจริต เพราะถ้าไม่มีข้อนั้นคงอยู่ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ เรามีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แค่ 3 ชื่อ ต้องพูดคุยหารือกันก่อนว่าจะเสนอชื่อใครบ้าง ต้องเลือกดูทั้งผลงาน และพฤติกรรมส่วนตัว

‘กบ-ปภัสรา’เล็งโดดลงส.ส.
ต่อมาเวลา 09.15 น. นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ภรรยา ได้มาให้กำลังใจพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยนายพรเทพกล่าวว่า ตนดีใจและภูมิใจกับ นายเอกนัฏ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองสูง ไม่เคยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เป็นคนทุ่มเททำงาน ทุ่มเทต่อสู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุ่มเทให้กับประเทศชาติ ทำให้ทุกคนกินดีอยู่ดี ประสบความสำเร็จได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกลับมาทำงานการเมืองหรือไม่ นายพรเทพกล่าวว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ตอนนี้เอาใจช่วย ถ้าเขาเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ต้องมาอยู่แล้ว ส่วนนายพีระพันธุ์เป็นคนที่รักกันมากกับตน คนที่ทำงานปิดทองหลังพระมานาน ได้มีโอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติแนวหน้าบ้างแล้ว ขอให้ประสบความสำเร็จ

ด้านนางปภัสรากล่าวถึงความเป็นไปได้ในการลงสมัครส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติว่า เดี๋ยวขอดูนิดหนึ่งก่อน ทำให้นายพรเทพกล่าวแซวติดตลกว่า แค่กระดิกนิ้วก็มาแล้ว

ร่วมยินดี – นายเสกสกล อัตถาวงศ์ นำกระเช้าแสดงความยินดีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หลังพรรคจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ที่ห้องประชุมสโมสรราชพฤกษ์ เขตหลักสี่ กทม. เมื่อวันที่ 3 ส.ค.

‘แรมโบ้’จ่อตั้ง‘พรรคเทิดไท’
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มามอบดอกไม้แสดงความยินดี พร้อมกล่าวว่า ถึงเวลานี้ หากพรรครวมไทยสร้างชาติจะสนับสนุนใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต้องแล้วแต่นายพีระพันธุ์ และกก.บห. ตนมาแสดงความยินดี เมื่อได้ขุดหลุมสร้างตอม่อสร้างพรรคมาแล้ว แต่ลาออก จากนี้ยกภารกิจให้นายพีระพันธุ์ และกก.บห.ชุดใหม่ไปสานต่อ ซึ่งเป็นไปตามที่ตนเคยบอกว่าหัวหน้าพรรคนี้คือบิ๊ก ต นั่นคือ บิ๊กตุ๋ย นายพีระพันธุ์ ตนภูมิใจที่พรรคได้ขับเคลื่อนเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ เป็นที่พึ่งให้ประชาชนในอนาคต และไม่ว่าตนจะทำงานที่ไหนพรรคใด ยังคงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป

“พยายามจะกลับไปช่วยพรรคพลังประชารัฐ แต่เมื่อกลับไปแล้ว โดนถูกกีดกันอยู่ตลอดเวลา พยายามทำให้ไม่มีบทบาทในพรรค ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกับผม ไม่เรียกใช้งานไม่เห็นค่า โดยมีกระบวนการคอยกีดกัน บางคนไปยุยงหัวหน้าพรรคให้เกลียดผม ดังนั้น ผมกับน้องๆ กลุ่มเทิดไท้องค์ราชัน จึงปรึกษากันว่าจะไปตั้งพรรคใหม่ โดยไปยื่นจดทะเบียนพรรคชื่อ พรรคเทิดไท ขณะนี้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติ มีผมเป็นหัวหน้าพรรค เพราะคิดว่าเป็น หัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์ โดยยึด 2 ข้อหลักคือ ปกป้องสถาบัน กับสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย” นายเสกสกลกล่าว

‘ถาวร’แย้มมีโอกาสร่วมงานกัน
นายถาวร เสนเนียม อดีตรมช.คมนาคม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์หลังร่วมแสดงความยินดีกับพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ติดตามการทำงานของนายพีระพันธุ์มานาน เห็นความตั้งใจจริง ความสามารถในการบริหารประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาตลอด สิ่งที่เรารอคอยคือ การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ต้องการเห็นยุทธศาสตร์ชาติขับเคลื่อนไปข้างหน้า ความรู้รักสามัคคี สิ่งเหล่านี้ ตนคิดว่ามีเพียบพร้อมอยู่ในความคิดของนายพีระพันธุ์

ส่วนอนาคตทางการเมืองข้างหน้า พรรคไทยภักดี จะมีโอกาสร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ นายถาวร ซึ่งมีข่าวสนใจเข้าร่วมงานกับพรรคไทยภักดี กล่าวว่า คิดว่ามีแนวคิดตรงกัน คือจงรักภักดี ตั้งใจแน่วแน่ที่จะขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ การจับมือด้วยกันหรือเดินไปด้วยกัน หรือร่วมกันปฏิรูปประเทศ มีโอกาสจับมือกันมีสูง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า แต่ละพรรคอาจมีแนวทางไม่เหมือนกัน ตนต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์อยากเป็นผู้นำต่อ ต้องหันกลับมามองเรื่องปฏิรูปประเทศ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะนายทุนผูกขาด และนายทุนสามานย์ รวมถึงการทุจริตการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพวกล้มล้างสถาบัน เมื่อถามว่าอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาอยู่กระจัดกระจาย มีโอกาสมาร่วมงานกันหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า “พวกเรา เลือดข้นกว่าน้ำ”

ฝ่ายค้านยังไม่สรุปยื่นศาลวาระ8ปี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า พรรคฝ่ายค้านมีการหารือกันบ้าง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร หากจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะขอดูสถานการณ์วันที่ 24 ส.ค.นี้ก่อน เชื่อว่าจะมีคนยื่นศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน นอกจากนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าสูตรเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร พรรคเพื่อไทยพร้อมสู้ ตลอดเวลา ภายใต้การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ์และอยู่อย่างลำบากมานานเกือบ 10 ปี ต้องทนทุกข์อยู่กับรัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือก

“จากการทำหน้าที่และการดูแลประชาชน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างแน่นอน ด้วยผลงานและความตั้งใจจริง จะส่งผลให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวแทนของพรรค พร้อมสั่งสอนและลงโทษนักการเมืองที่ไม่จริงใจกับประชาชน ใช้อำนาจโดยไม่สนใจแก้ปัญหาให้ประชาชน การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพร้อมสู้ทั้ง 400 เขต คาดว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนด้วยนโยบายที่ชัดเจน เลือกผู้สมัครของพรรคได้ ส.ส.เกิน 250 คน มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์เกิดขึ้นได้แน่” นายประเสริฐกล่าว

ซัดนายกฯตีความแบบศรีธนญชัย
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะลงชื่อยื่นร่วมกันเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ขณะนี้ยังหารือกันเป็นระยะเพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากฎหมายอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองให้รัฐบาลที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นรัฐบาลตลอดมา จึงต้องย้อนไปตั้งแต่วันแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แล้ว คือวันที่ 24 ส.ค.2557 ที่ได้รับผลเชิงประโยชน์ตั้งแต่ย้อนกลับไป แล้วทำไมพอจะนับว่าเป็นนายกฯ ครบ 8 ปี หรือไม่ ไม่นับ นี่จึงเป็นการตีความแบบศรีธนญชัย

“ส่วนตัวไม่รู้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะวางยา พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ แต่ถ้าตีความอย่างตรงไปตรงมา พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในเกณฑ์ครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเดือนส.ค.2565 นั่นหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถที่จะเป็นนายกฯ ต่อไปได้ ส่วนที่มีการตั้งพรรคใหม่ และแตกแบงก์พันนั้น สะท้อนว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจในอำนาจมาก การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้มีส่วนในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือศาลต่างๆ จึงกังวลว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนายกฯ 8 ปี จะมีผลออกมาอย่างไร แต่เราถือว่าทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว” นาย รังสิมันต์กล่าว

‘สุทิน’เชื่อกม.ลูกจบก่อน15ส.ค.
เมื่อเวลา 08.40 น. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 3 ส.ค.ว่า จะประชุมต่อจากวันที่ 2 ส.ค. โดยพิจารณาร่างพ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ…. ซึ่งมีอยู่ 10 มาตรา คาดว่าจะต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ….หรือกฎหมายลูก หากไม่จบก็ต่อวันที่ 9-10 ส.ค. เชื่อว่าจะจบก่อนวันที่ 15 ส.ค. ทันกรอบ 180 วัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มลงมติวาระ 3 นายสุทินกล่าวว่า ในวาระ 3 อาจจะเกิด 2 แนวทางที่ไม่สามารถคาดเดาได้คือ แนวทางที่ 1 หากร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบ จะถูกส่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกกต.จะมีความเห็นกลับมาที่รัฐสภา แนวทางที่ 2 หากพิจารณาตกวาระ 3 ร่างนี้ก็ตก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากอยากได้กฎหมายลูกก็ต้องกลับไปนับ 1 กันใหม่ หากเสร็จไม่ทันวันที่ 15 ส.ค. ต้องกลับไปใช้ร่างเดิมของกกต. คือสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใช้ 100 หาร

ต่อข้อถามว่าหากคว่ำวาระ 3 จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ถ้าเลือกตั้งเดือนเม.ย.2566 คงทัน แต่ต้องเปิดประชุมสภาวิสามัญและพร้อมใจกันทำ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลบอกว่ามีทางออกด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้อำนาจ กกต. ใช้เลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะกฎหมายที่เป็นกติกา ควรมีคนกลางเป็นคนเขียน หากออกพ.ร.ก. กังวลว่าจะเข้าทางรัฐบาล กฎหมายที่ใช้ในการ เลือกตั้งเปิดช่องให้คนเข้าสู่อำนาจ ต้องเป็นกฎหมายที่ทุกคนยอมรับ

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ. รัฐสภา กล่าวว่า มั่นใจว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ทันกรอบเวลา 180 วันแน่นอน คงไม่มีใครคว่ำร่างนี้ในวาระ 3 ที่ใช้สูตร คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หาร 500 เพราะต้องไปเริ่มต้นกันใหม่

วงรัฐสภาป่วน-‘ชวน’กรีดยับ
เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม ร่วมรัฐสภา โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. …. จำนวน 12 มาตรา ที่กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นการออกกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (1) ซึ่งบัญญัติให้การดำเนินการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม โดยให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า แต่หลังใช้เวลาพิจารณากว่า 3 ชั่วโมงผ่านไปได้เพียง 5 มาตรา และยังเจอปัญหาเรื่องรอองค์ประชุมเป็นเวลานาน

กระทั่งถึงการลงมติมาตรา 8 ระหว่างรอลงมติ นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะกมธ.ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ได้ ลุกขึ้นสอบถามนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ประธานที่ประชุม ว่าจะพิจารณากฎหมายลูกในวันนี้เลยหรือไม่ เพราะกมธ.ได้มาคอยอยู่หน้าห้องแล้วหรือจะไปพิจารณา วันที่ 9-10 ส.ค.ตามที่หารือกับวิป 3 ฝ่ายไว้

ด้านนายชวนกล่าวว่า ตนตั้งใจว่าเมื่อจบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ แล้วจะนำกฎหมายลูกเข้าทันที สำหรับการนัดประชุมรัฐสภาวันที่ 9-10 ส.ค. เป็นการคาดการณ์ยังไม่ตกลงอะไร ตนได้คุยนอกรอบกับนายพรเพชร แล้วเมื่อสักครู่ว่าวุฒิสภา จะประชุมวันที่ 8 ส.ค.และประชุมนัดพิเศษวันที่ 9 ส.ค.แต่นายพรเพชร บอกว่าวันที่ 9 ส.ค.อนุญาตให้ประชุมร่วมรัฐสภาได้ ดังนั้นในวันที่ 4 ส.ค.จะหารือกับวิป 3 ฝ่าย เพราะอย่างไรสภา ต้องรับผิดชอบ

“หากสภาเสื่อม ถ้าไปทำอะไรก็ตามที่ไม่รับใช้สภา แล้วไปรับใช้อะไรก็ไม่รู้ แล้วทำให้สภาเสียหาย และเสื่อมเสีย ซึ่งผมไม่ต้องการให้สภาเสื่อมเสีย ผมถึงได้ขอร้องให้อดทน และพวกเราก็ไม่บ่นกัน เพราะปกติหากองค์ประชุมไม่ครบ ก็จะขอเลิกประชุมกัน” นายชวนกล่าว

องค์ประชุมล่ม-ลากกฎหมายลูก
กระทั่งเวลา 16.47 น. องค์ประชุมยังไม่ครบ นายชวนจึงบอกว่า ขอรอถึง เวลา 17.00 น. ถ้าไม่พร้อมก็ต้องปิดประชุมไป จนเวลา 17.00 น. นายชวนได้แจ้งจำนวนองค์ประชุมว่า ขณะนี้มีจำนวน 357 เสียง หรือขาดอีก 7 เสียงจึงจะครบองค์ประชุม ซึ่งในมาตรา 8 นี้ ใช้เวลารอเพื่อโหวตถึง 53 นาที จากนั้น นายชวนจึงสั่งปิดประชุมเวลา 17.01 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มส.ส.ที่ไม่ยอมเข้าแสดงตนเป็นองค์ประชุม ประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการโหวตมาตรา 8 ส.ส.อยู่ในห้องประชุมพรรคละ 3-4 คนเท่านั้น รวมถึงพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรค เพราะไม่ต้องการใช้สูตรคำนวณส.ส. บัญชีรายชื่อ ด้วยการหาร 500 จึงพยายามไม่ให้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ผ่านวาระ 3 ทันวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งจะครบกรอบเวลา 180 วัน เพราะขณะนี้พรรคการเมืองส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ต้องการกลับไปใช้การคำนวณหาร 100

ถือว่าที่ประชุมร่วมรัฐสภาล่มเป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ระหว่างพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. วาระสอง, ครั้งสอง วันที่ 27 ก.ค. ระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย วาระสอง และครั้งที่สาม วันที่ 3 ส.ค.ระหว่างพิจารณาร่างพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ…

ส.ว.แฉรบ.-ฝ่ายค้านฮั้วใช้หาร100
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ว่า ดูแนวโน้มแล้วร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไม่น่าจะเสร็จทัน 180 วัน ที่จะครบ วันที่ 15 ส.ค. เพื่อกลับไปใช้ร่างกฎหมายฉบับเดิมที่ครม.เสนอมาคือ การใช้สูตรคำนวณ ส.ส.หารด้วย 100 ทราบว่าเป็นข้อตกลงของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ฉะนั้นสูตรคำนวณแบบหาร 500 คงเดินต่อไปไม่ไหว เดินต่อมีแต่ตัน ตก ไปไม่รอด และเมื่อถึงกกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มั่นใจว่าผลจะออกมาอย่างไร จึงต้องกลับมาใช้วิธีหาร 100 ทางที่ง่ายที่สุดคือ ให้กฎหมายตกไป เพราะพิจารณาไม่ทันใน 180 วัน

“ถือเป็นกลไกทางสภา แม้จะเสี่ยงต่อการถูกด่า ก็ต้องยอมเพราะเดินเกมผิดมาแต่แรก การประชุมร่วมรัฐสภาผ่านมา 2 วัน เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามทำให้ร่างกฎหมายอื่นๆ ที่พิจารณาก่อนผ่านช้าที่สุด อภิปรายยาวนาน ต้องลุ้นอยู่ตลอดว่าจะมีองค์ประชุมครบหรือไม่ จึงเชื่อว่าการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 9-10 ส.ค. จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก เพราะเห็นสัญญาณแล้วว่า ต้องการให้กฎหมายลูกเสร็จไม่ทัน 15 ส.ค. เป็นการใช้กลไกเรื่ององค์ประชุมเป็นเกม เพื่อหาทางกลับไปใช้สูตรหาร100” นายวันชัยกล่าว

ทอ.เฮ-กมธ.ไฟเขียวซื้อเอฟ 35
เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ที่มีนายวราเทพ รัตนากร รองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาลงมติตามความเห็นที่ อนุ กมธ. 8 คณะ เสนอการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ โดยส่วนใหญ่ที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอของอนุกมธ.ชุดต่างๆ ที่เสนอให้ปรับลดงบลง

ส่วนที่อนุกมธ.ครุภัณฑ์ และไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ที่มีรายการสำคัญของการพิจารณาการอุทธรณ์ของกองทัพอากาศ (ทอ.) ที่ขออุทธรณ์งบ 369.1345 ล้านบาท จาก 738.2690 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินโจมตี F-35A จำนวน 2 ลำ (เครื่องเปล่า ไม่มีอาวุธ) ระยะที่ 1 ที่ประชุมเห็นด้วยกับการอุทธรณ์ของกองทัพอากาศ ด้วยคะแนน 45 เสียง ต่อ 22 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง สรุปว่า กมธ.ชุดใหญ่อนุมัติให้จัดซื้อเครื่องบินโจมตี F-35A จำนวน 2 ลำ วงเงิน 369.1345 ล้านบาท ตามที่กองทัพอากาศอุทธรณ์มา

ที่ประชุมยังเห็นด้วยการอุทธรณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับการสร้างโรงงานผลิตวัตถุระเบิด ที่จ.ลพบุรี วงเงิน 171.6 ล้านบาท เห็นด้วย 38 เสียง ต่อ 24 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง

ขณะเดียวกัน อนุกมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ได้เสนอปรับลดงบของกระทรวงการต่างประเทศ 150 ล้านบาท แต่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอคืน ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับคำขออุทธรณ์ ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ ได้เงินคืน 150 ล้านบาทตามวงเงินเดิมที่ขอมา และที่ประชุมยังเห็นด้วยกับการอุทธรณ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน วงเงิน 105 ล้านบาท

‘โจ้’โวยลุงล็อบบี้-ลุยค้านต่อ
พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณกมธ.งบ ที่ผ่านโครงการจัดซื้อ F-35 A และเห็นด้วยกับความสำคัญของกองทัพอากาศในภารกิจป้องกันประเทศ ยืนยันว่างบที่ได้รับ จะดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะทำอย่างเต็มความสามารถ ให้มีความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น

ที่รัฐสภา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และโฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2566 แถลงว่า กรณีที่ประชุมกมธ. ลงมติเห็นชอบให้กองทัพอากาศได้รับงบ 369 ล้านบาทซื้อ F-35 A เป็นการใช้เสียงข้างมากลากไป เรื่องนี้มีการล็อบบี้คะแนนแน่นอนโดยลุงที่อยู่ในป่า ไม่เช่นนั้นคะแนนคงไม่ออกมาเช่นนี้ และตนในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อยจะสงวน คำแปรญัตติ และต่อสู้ในสภา ในวาระ 2 และ 3 ต่อไป

“ก็แพ้ แต่ยืนยันว่าจะสู้ เพราะเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และจะเป็นภาระงบของประเทศต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้า ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบินชั่วโมงละ 1.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับประชาชนกำลังอดอยาก เดือดร้อน ปัญหา โควิด มีเหตุผลความจำเป็นอะไรไปซื้อเครื่องบินที่ยังเป็นแค่เครื่องเปล่า ไม่มีอาวุธ แสดงว่าพล.อ.ประยุทธ์ เห็นอาวุธสำคัญกว่าปากท้องประชาชน” นายยุทธพงศ์กล่าว

คุกส.ส.‘ธณิกานต์’-รอลงอาญา
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะ ผู้พิพากษา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 19/2564 คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) กทม. พรรคพลังประชารัฐ (ถูกสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่) กรณีวันที่ 8 ส.ค.2562 ได้ลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ. เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 พ.ศ…. วาระที่ 1 แต่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม โดยฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของจำเลยกับส.ส.รายอื่น กดปุ่มแสดงตนและลงมติแทนจำเลย

องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและสภา จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย แต่มูลเหตุที่ทำให้จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เกิดจากต้องไปเป็นวิทยากรในงานเสวนาแบ่งปันความรู้บทบาทแม่ยุคดิจิทัล ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ ตามโครงการกิจกรรมเวทีสาธารณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับแม่และเด็กในชุมชน ประกอบกับ ร่างพ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 พ.ศ…. ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว

พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดหรือได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุสมควรปรานีแก่จำเลย เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบ จึงเห็นควรลงโทษปรับจำเลยในสถานหนัก

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 172 จำคุก 1 ปี และปรับ 2 เเสนบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี

มูลเหตุคดีนี้ คณะกรรมการป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามพ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 87 ตามคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 2/1564 ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกานัดพร้อมในวันที่ 16 ส.ค.2565 เวลา 09.00 น. เพื่อรอฟังผลคดีนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน