‘ชวน’ปลงสภา10สค.ล่ม ภท.แจงข่าวไลน์หลุดเกณฑ์อสม.ต้อนรับหนู ทักษิณเฮ-ศาลเพิกถอนประเมินภาษีขายหุ้นชิน

‘ตู่’ไม่ตอบข้อเสนอนักวิชาการ แนะเดินตามรอย‘ป๋าเปรม’ ลาออกนายกฯ ก่อนครบวาระ 8 ปี ย้ำเป็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ‘เสรีพิศุทธ์’ฮึ่ม ครม.ระวังมีความผิดไปด้วย ‘อนุทิน’ ว้ากสื่อ ซี้ซั้วเรียกท่านนายกฯ อ้างแค่การหาเสียง ‘ชวน’ทำใจประชุมรัฐสภา 10 ส.ค. ถกร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ส่อล่ม ยอมรับสมาชิกมีเจตนาชัดเจน ไม่ให้เสร็จทัน 180 วัน พลังประชารัฐต่อสายแจ้งส.ส.รายตัว ไม่ต้องเข้าประชุมส.ว.สาย ‘ป้อม’ พร้อมโดดร่ม พรรคร่วมรัฐบาลไม่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม เช่นเดียวกับเพื่อไทย เสรีรวมไทยยื่นยุบพปชร.-7 พรรคเล็ก ปมกินกล้วย ผู้ตรวจการฯ รับคำร้องปมนายกฯ 8 ปีไว้พิจารณา ‘อันวาร์’เท ปชป.จ่อย้ายซบประชาชาติ ภท.แจงไลน์หลุด เกณฑ์ อสม.ต้อนรับ‘อนุทิน’

เยี่ยมคารวะ – นายโจนาทาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าแนะนำตัวและเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ตู่ปัดตอบ-ลาออกตามป๋า
เวลา 12.00 น. วันที่ 8 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกและการประชุมที่เกี่ยวข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ขณะที่ฝนตกปรอยๆ โดยนายกฯ กล่าวว่า “ฝนตกนะ รับผิดชอบด้วยถ้านายกฯ ไม่สบาย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 17 ส.ค. กรณีวาระนายกฯ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เรื่องนี้ผมตอบไปแล้วว่าเป็นเรื่องของศาล” แล้วถอยออกจากโพเดียมให้สัมภาษณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณีนักวิชาการเรียกร้องให้ลาออกตามรอย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และอดีตนายกฯ รวมทั้งถามว่าได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความไว้บ้างหรือไม่ในเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายหัว และเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

อนุทินชี้ซี้ซั้วต่า-ถูกเรียกนายกฯ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ ก่อนประชุมเตรียมการจัดประชุมเอเปก กรณี 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ประกาศที่จ.ลพบุรี พร้อมเป็นนายกฯ โดยอ้างต้องรีบเข้าประชุม เมื่อผู้สื่อข่าวแซวว่า “ท่านนายกฯ” นายอนุทินจึงพูดว่า “ซี้ซั้วต่า”

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินให้สัมภาษณ์ หลังการประชุมว่า เงื่อนไขที่จะการทำให้ได้เป็นนายกฯ อยู่ที่ประชาชน ถ้าให้ความไว้วางใจเลือก ภท.เยอะๆ และการหาเสียงต้องหาเสียงอย่างเต็มที่เช่นกัน เมื่อถามว่าการประกาศพร้อมเป็นนายกฯ จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ไม่สบายใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่หรอก ผมไม่บอกว่าจะเป็นวันนี้เสียเมื่อไหร่ ต้องหาเสียง หานโยบายที่ดีๆ มานำเสนอต่อประชาชน”

วันนี้ยังเป็นลูกน้องนายกฯ
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายกฯ ถึงเรื่องนี้ระหว่างการประชุมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ คุยถึงเรื่องงาน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคต้องทำหน้าที่ โดยมี 3 พรรคลงพื้นที่หาเสียงเมื่อ 7 ส.ค. ทุกพรรคต้องแสดงความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ขอให้ใจเย็นๆ เพราะยังไม่มีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้

เมื่อถามว่าต้องได้เสียงส.ส.เท่าไรเพื่อให้ได้เป็นนายกฯ นายอนุทินกล่าวว่า เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อน และการจะตัดสินใจอะไรได้อย่างชัดเจนต่อเมื่อถึงช่วงเย็นของวันเลือกตั้ง หลังจากที่เริ่มเห็นแนวโน้มของคะแนน เราจะรู้ตัวเองว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่าหากสังคมมีแรงต้าน พล.อ. ประยุทธ์ มากขึ้น พร้อมทำหน้าที่นายกฯ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เหตุยังไม่เกิด วันนี้รัฐบาลชุดนี้ยังทำงานเต็มที่ ทำงานหามรุ่ง หามค่ำ ไม่เหน็ดเหนื่อยและมีภาระต้องทำงานต่อ ยกตัวอย่างวันนี้ประชุมเตรียมความพร้อมจัดการประชุมเอเปก เป็นชื่อเสียงของประเทศจะมาคิดเป็นการเมืองไม่ได้ ย้ำว่าเมื่ออยู่ที่นี่เป็นลูกน้องนายกฯ เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรี แต่อยู่ในสภาเป็นลูกน้องประชาชน ต้องใช้แต่ละบทบาทให้ถูกต้อง มาอยู่ทำเนียบจะไปเล่นการเมืองไม่ได้ เพราะต้องทำงานให้บ้านเมือง

โอดทัวร์ลงแต่ภท.
เมื่อถามว่า ภท.ถือว่าเนื้อหอมที่สุดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกพรรคก็เนื้อหอมเช่นกัน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย เมื่อ 6 ส.ค. พท.ไปลงพื้นที่จ.เชียงราย 7 ส.ค. และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ก็อยู่ในกทม. ขณะที่ ภท.ไป จ.ลพบุรี แล้วทำไมทัวร์ลงที่ ภท.พรรคเดียว เมื่อถามว่าแต่บุคคลที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เข้าไปอยู่กับ ภท. นายอนุทินกล่าวว่า เป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับพรรค

เมื่อถามกรณีหลายพรรคลงพื้นที่เตรียมพร้อมเลือกตั้ง เพราะกระแสข่าวการยื่นตีความปมวาระนายกฯ 8 ปีหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คิดว่าเป็นโค้งสุดท้าย เพราะสภาชุดนี้จะหมดวาระ 21 มี.ค. 2566 เหลือประมาณ 9 เดือน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ ทุกคนต้องเตรียมการเลือกตั้ง

รับจีบพุทธิพงษ์เข้าภท.
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่านายประทวน สุทธิอำนวยเดช ส.ส.ลพบุรี เขต 1 พปชร. จะย้ายมาอยู่ ภท. นายอนุทินกล่าวว่า ภท.เปิดตัวผู้สมัครส.ส. 3 เขต คือเขต 2, 3 และ 4 ส่วนเขต 1 ต้องรอวันเวลาที่เหมาะสมต่อไป เมื่อถามว่าผู้สมัครส.ส.เขต 1 จะเป็นส.ส.ที่ย้ายมาจาก พปชร.ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวรอดู

ส่วนที่มีข่าวนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรี และอดีตแกนนำกปปส. จะมาอยู่ ภท. นายอนุทินกล่าวว่า ตนและนาย พุทธิพงษ์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ปกติก็พูดคุยหารือกันอยู่แล้ว ภท.กับนายพุทธิพงษ์มีสิ่งที่ทำงานร่วมกันได้ และพรรคเราอ่อนในพื้นที่กทม. ถ้ามีคนที่มีความสามารถและเข้าใจพื้นที่ ทุกอย่างเป็นไปได้หมดแต่ยังอยู่ในกระบวนการพูดคุยหารือกัน

เมื่อถามถึงข่าวการชักชวนตระกูลสะสมทรัพย์ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้มาจากไหนและยังไม่มีอะไร ทุกคนเป็นเพื่อนกับตน ทั้งนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรมว.สาธารณสุข ที่เสียชีวิตแล้ว และตนรู้จักกับลูกชายของนายไชยาเป็นอย่างดี รู้จักกับคนในตระกูลสะสมทรัพย์ ทั้งส่วนตัว ครอบครัว การเมืองและฟุตบอล ทำหลายกิจกรรมร่วมกัน

ยัน 10 ส.ส.-ลูกพรรคไม่โดดสภา
เมื่อถามถึงการกำชับส.ส.ภท.ในการเข้าประชุมร่วมรัฐสภา 10 ส.ค. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. นายอนุทินกล่าวว่า ให้ดูการปฏิบัติของส.ส.ภท.ในการประชุมร่วมรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา ส.ส.ของเราร่วมประชุมครบถ้วน เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญจะไปล้อเล่นไม่ได้ ส.ส.ภท.เลือกทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตอนนี้มีเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เราต้องทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

‘ชวน’ทำใจถกรัฐสภา 10 ส.ค.ส่อล่ม
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีหาก ส.ส.ไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา 10 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาร่าง.พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งถือเป็นการประชุมร่วมรัฐสภานัดสุดท้ายก่อนครบ 180 วัน ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ ว่า มีบางฝ่ายแสดงเจตนาไม่ให้ครบองค์ประชุม ซึ่งเป็นเรื่องของสมาชิก แต่ในส่วนสภาตนหารือกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา และผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบว่าสภาก็ต้องทำหน้าที่ กฎหมายจะผ่านหรือไม่ก็ตามเราต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่ากฎหมายต้องเสร็จภายใน 180 วัน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่สมาชิก และแต่ดุลพินิจของแต่ละฝ่าย เดิมอาจไม่รู้ว่าสาเหตุแต่ครั้งนี้มีสมาชิกบางฝ่ายแสดงความเห็นชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะให้กฎหมายผ่าน โดยให้ระยะเวลาเกิน 180 วัน เพื่อนำร่างกฎหมายเดิมที่รัฐสภาเสนอมาใช้ นี่คือความชัดเจน แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนเรื่องการขาดประชุม ในวันประชุมวิป 3 ฝ่าย นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้พูดเรื่องนี้จริง มีการเสนอเปลี่ยนจาก 10 ส.ค. เป็น 11 ส.ค. แต่ที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายไม่เห็นด้วย เห็นว่าไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาเปลี่ยนวันประชุม จึงให้ 11 ส.ค.เป็นวันประชุมสภาตามปกติ เนื่องจากมีวาระกระทู้ถามและการแปรญัตติต่างๆ ที่ค้างอยู่ ขอให้พี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าถ้าวันดังกล่าวไม่มีส.ส.ในจังหวัดไปร่วมงาน เขาต้องเข้าร่วมประชุมรัฐสภา

พปชร.ส่งสัญญาณโดดร่ม
สำหรับความเคลื่อนไหวของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ก่อนการประชุมรัฐสภา 10 ส.ค. มีการแสดงท่าทีชัดเจนต้องการกลับไปใช้สูตร 100 โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่พร้อมคว่ำ องค์ประชุม โดยเฉพาะ พปชร. ที่มีรายงานว่า ตั้งแต่ค่ำ 7 ส.ค. แกนนำพรรคคนหนึ่งได้โทร.หาส.ส.เป็นรายบุคคล แจ้งไม่ต้องมาประชุมสภาในวันที่ 10 ส.ค.นี้ และไม่ต้องเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุม เพราะไม่ต้องการให้เปิดประชุม โดยให้ร่วมทำกิจกรรมในวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งส.ส.เขตหลายคนตัดสินใจไม่มาร่วมประชุมอยู่แล้ว เพราะต้องอยู่ทำกิจกรรมดังกล่าว ที่เป็นโอกาสสำคัญในการพบปะผู้นำท้องถิ่นและประชาชน

ขณะที่มีส.ส.บางคนกังวลกรณีนาย สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ระบุจะยื่นให้ ป.ป.ช.เอาผิดฐานจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จึงจะใช้วิธีมาลงชื่อเข้าร่วมประชุมตอนเช้า แต่ไม่แสดงตนตอนนับองค์ประชุม เพื่อป้องกันไม่ให้ถูก ป.ป.ช.เอาผิด และการนำชื่อไปประจาน

พรรคร่วมไม่แสดงตน
ขณะเดียวกัน มีแกนนำรัฐบาลประสาน ไปยังพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค นัดแนะลักษณะเดียวกันนี้ แต่มี ส.ส.บางส่วนทักท้วง เพราะจะทำให้ชื่อเสียงสภาเสื่อมเสีย ว่าเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ใช้เผด็จการรัฐสภาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และเห็นว่าควรปล่อยไปตามกระบวนการก่อน คือ พิจารณากฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นส่งให้กกต. เชื่อว่าที่สุด กกต.จะยืนยันร่างแรกของตัวเองคือ คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยสูตรหาร 100 วิธีการนี้จะไม่ถูกครหาและไม่เสี่ยงต่อการถูกร้องดำเนินคดี ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการส่งสัญญาณให้ ส.ส.ของพรรคไปลงชื่อเข้าร่วมประชุม แต่หากมีการนับองค์ประชุมจะไม่แสดงตน หรือไม่ลงมติโหวต โดย ภท.กำชับให้ส.ส.เข้าร่วมประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นแต่ส.ส.ที่ลาไปร่วมงานวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

ทั้งนี้ ในส่วน พท.เป็นที่ชัดเจนเช่นกันว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมเป็นองค์ประชุม ขณะที่ ส.ว.จำนวนหนึ่ง ในสายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้า พปชร. ก็จะไม่มาร่วมประชุมเช่นกัน

วันชัยป้องกลุ่มหาร 100 ทำถูกรธน.
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.โพสต์เฟซบุ๊ก “พวก 500 กับพวก 100” ว่า รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าสูตรคำนวณส.ส.โดยเอา 500 หาร มันเดินไปได้ยาก ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงไปไม่ได้ เดินไปก็ไปไม่สุด ก็ต้องผ่านด่านกกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ย้อนกลับมาที่รัฐสภา ย้อนไปย้อนมาแล้วก็มีทีท่าว่าจะต้องกลับมาที่ 100 หารเหมือนเดิม แล้วจะเดินไปทำไม หยิบเบี้ยใกล้มือได้แน่ๆ ไม่ต้องตีโค้งเกินความจำเป็น เลย 15 ส.ค.ก็ถือว่าร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ผ่านรัฐสภาแล้ว จากนั้นเป็นขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดและนำทูลเกล้าฯในที่สุด

เมื่อคนส่วนใหญ่หลายพรรคอยากได้เช่นนี้ ก็ต้องทำตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 ไม่เห็นจะผิดอะไร ไม่ได้เกี่ยวกับการเข้าประชุมหรือไม่เข้าประชุม และไม่เห็นจะผิดจริยธรรมตรงไหน ในเมื่อทั้งส.ส.และส.ว.บางคนก็เข้าร่วมประชุมบ้างไม่เข้าร่วมประชุมบ้าง โหวตบ้างไม่โหวตบ้าง เป็นองค์ประชุมบ้างไม่เป็นบ้าง เป็นเรื่องปกติ

ก้าวไกลกำชับส.ส.เข้าประชุม
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค ก.ก. และกมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภา 10 ส.ค. พรรคได้เน้นย้ำส.ส. เข้าทำหน้าที่การประชุมอย่างพร้อมเพรียง ส่วนกรณี พท.จะไม่เข้าร่วมเป็นองค์ประชุมก็เป็นความเห็นของ พท. โดยการใช้กลไกและกระบวนการของรัฐสภามีหลายอย่าง เช่น การลงมติ การนับองค์ประชุม หรือการยื่นคำร้องในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย แต่สำหรับจุดยืนของ ก.ก. เห็นว่ากระบวนการพิจารณากฎหมายลูกไปต่อค่อนข้างยาก โดยเฉพาะหลังการแก้ไขมาตรา 23 สูตร คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ให้หารด้วย 500

อย่างไรก็ตามหนทางที่ดีที่สุดคือการเดินหน้าพิจารณาวาระ 2-3 ไปก่อน เมื่อผ่านวาระ 3 ไปแล้ว จะต้องส่งให้ กกต.ซึ่งไม่มีเหตุผลที่ กกต. จะมาแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่ตัวเองเสนอมาตั้งแต่ต้น จึงเชื่อมั่นว่ารัฐสภาจะกลับมาใช้สูตรคำนวณหาร 100 หากกฎหมายลูกพิจารณาไม่ทัน 10 ส.ค. ยังไม่สิ้นสุดเสียทีเดียว ส.ว.บางคนเปรยว่าอาจนัดประชุมรัฐสภาเพิ่มเติมก่อน 15 ส.ค. ซึ่งมีความเป็นไปได้ เช่น ประชุม 13-14 ส.ค. แต่ท้ายที่สุดหากไม่สามารถพิจารณาได้ทัน 15 ส.ค.จริง ก็จะนำไปสู่การใช้กฎหมายที่รับหลักการในวาระ 1 คือ ร่างกกต. ก็ยังถือว่ายังอยู่ในกลไกของรัฐสภาอยู่ดี หากมีสมาชิกคนใดไม่เห็นด้วยกับสูตรหาร 100 สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความต่อได้

สร.ยื่นยุบพปชร.-7 พรรคเล็ก
ที่สำนักงานกกต. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) พร้อมนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรค และอดีต กกต.เข้ายื่นคำร้องต่อประธาน กกต.ขอให้เอาผิดกับพรรคเล็ก กรณีมีกระแสข่าว ส.ส.พรรคเล็กรับเงินจากพรรคใหญ่เพื่อแลกกับการโหวตลงมติไว้วางใจรัฐบาล รวมทั้งตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายพรรคใหญ่ครอบงำ ตามมาตรา 28 มาตรา 29 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นเหตุให้ยุบพรรค

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า บรรดาพรรคเล็กที่ชอบกินกล้วยก็ต้องหันไปซบพรรคใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และปล่อยให้ พปชร. เข้าครอบงำ โดยรับเงินรายเดือน เช่น พรรคพลังไทยรักไทย พรรคประชาธรรมไทย พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคครูเพื่อประชาชน พรรคพลังชาติไทย ที่ไปพบปะกันที่มูลนิธิป่ารอยต่อ และมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้จ่ายเงิน

หลักฐานชัดผิดทั้งผู้ให้-ผู้รับ
แม้แกนนำพรรคเล็กอ้างเป็นเงินกู้ก็ไม่น่าเชื่อถือ เรามีคลิปเสียงหัวหน้าพรรค 7 พรรคที่พูดสารภาพว่ารับเงินจริง ถือว่าเป็นกระทำที่ผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคเมือง คนที่ยินยอมให้ครอบงำควบคุมพรรค ผิดตามมาตรา 28 ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรค ส่วนพปชร.ที่เข้าไปครอบงำมีโทษหนักกว่า หัวหน้าพรรค และกก.บห.พรรค มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับ 1 แสน-5 แสนบาท

“ในอดีตพรรคไทยรักไทยเคยเข้าไปครอบงำจ้างพรรคเล็กไม่ให้ลงก็ถูกตัดสิทธิ์ อันนี้ถ้าว่ากันตรงๆ ตามพยานหลักฐาน ไม่เอาพลังอำนาจมาบีบกกต. ขอให้กกต.อิสระจริงๆ ต้องถือเป็นความผิดทั้งผู้ให้ ผู้รับ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้ากกต.ไม่เบี้ยว พยานหลักฐานที่เรานำมามอบให้ กกต.มันชัดเจนสามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้ และอีกทางหนึ่งพรรคถือว่ารับทรัพย์สินเกินกว่า 3 พันบาทก็ยื่นร้องต่อป.ป.ช.แล้ว” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

ขู่ฟ้องกกต.-ถ้าไม่เป็นกลาง
ด้านนายสมชัยกล่าวว่า ตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 28 มาตรา 29 เขียนไว้ชัดเจนว่า การที่บุคคลภายนอกมาครอบงำพรรคมีความผิดชัดเจน เรื่องพรรคการเมืองครอบงำซึ่งกันและกัน เคยมีคดีแล้วเมื่อ 2 ก.พ.2549 มีเหตุการณ์พรรคใหญ่ครอบงำพรรคเล็ก โดยให้พรรคเล็กโกงเลือกตั้งเพื่อให้ได้คะแนนเสียงไม่เกิน 20% ของคนมาใช้สิทธิ์ จากนั้นมีการฟ้อง กกต.และพรรคที่ทำความผิด กกต.โดนข้อหาไปสนับสนุนให้พรรคใหญ่ทำผิด อนุญาตให้พรรคเล็กย้ายพรรค สองข้อกล่าวหานั้นเป็นเพราะกกต.วางตัวไม่เป็นกลาง ผลที่เกิดขึ้นคือ กกต.ติดคุก และพรรคใหญ่ถูกยุบ ดังนั้น หลักฐานเหตุการณ์ครั้งนี้ชัดเจนว่ามีการให้เงินสนับสนุนพรรคเป็นรายเดือน มีการโอนเงินเข้าโอนออก ทราบเลขบัญชี และมีชื่อคนที่เกี่ยวข้องหลักฐานชัดเจนขนาดนี้เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องดำเนินการโดยเร็วและตรงไปตรงมา

ภายใต้สภาพ กกต.ปัจจุบันนี้สามารถดำเนินการได้เสร็จภายใน 1 เดือน ถ้าเห็นสอดคล้องกับคำร้องนี้ กกต.ต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเปรียบเทียบคดียุบพรรคที่ผ่านมาในอดีต เชื่อว่าจะดำเนินการได้ 15 วันก็เสร็จ ขอเตือนในนามคนที่เคยเป็นกกต.มาก่อน เราไม่ปรารถนาจะเห็นคนของกกต.เป็นคดีความ หรือต้องติดคุกตอนแก่

ฮึ่มฟ้องครม.-สภาปล่อยตู่อยู่ต่อ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หลัง 23 ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถเป็นนายกฯ ต่อไปได้ ต้องลาออก ถ้าไม่ลาออกตั้งแต่ 24 ส.ค.เป็นต้นไป จะไปประชุม ครม. มีมติอะไร หรือไปประชุมทำสัญญาผูกพันองค์กรใดๆ ทั้งในและต่างประเทศจะถือเป็นโมฆะหมด

“วันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์จะไม่สามารถทำหน้าที่นายกฯ ได้แล้ว ถ้ายังจะทำหน้าที่ต่อ ครม.ที่ร่วมต้องขอลาออก ถ้าไม่ลาออกยังเป็นรัฐมนตรีต่อไปเท่ากับสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ กระทำความผิด รัฐมนตรีเหล่านี้ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วนสภาถ้ายังให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาทำกิจกรรมกับสภาก็ต้องรับผิดชอบ และเราจะฟ้องดำเนินคดีกรณีสนับสนุนให้พล.อ. ประยุทธ์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” หัวหน้าพรรค สร.กล่าว

ผู้ตรวจรับคำร้อง-นายก 8 ปี
พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยความ คืบหน้าคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะนายกฯ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว กระบวนการต่อไปสำนักงานมอบให้ฝ่ายกฎหมายและคดี พิจารณาเนื้อหาว่านายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อไร โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหากพ้น 23 ส.ค.2565 ไปแล้วจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาว่ากฎหมายมีช่องทางให้ผู้ตรวจฯ มีอำนาจส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากมีช่องทางต้องมาพิจารณาสาระสำคัญว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งเกิน 23 ส.ค.นี้ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องดูเนื้อหาสาระตามคำร้อง

สำนักงานฯ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงสั่งให้สำนักกฎหมายเร่งพิจารณาในข้อกฎหมาย รวมถึงหากมีข้อเท็จจริงที่ต้องแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมจะทำหนังสือไปสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยให้ได้โดยเร็ว คาดอาจไม่ทันการประชุม 9 ส.ค. แต่หากฝ่ายกฎหมายได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว คณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถนัดประชุมได้ทันทีเพื่อวินิจฉัย

รทสช.โต้พรรคสำรอง
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรครวมไทยสร้างชาติตั้งขึ้นเพื่อเป็นพรรคกระแสรองว่า ใครที่ตั้งพรรคแล้วคิดแค่จะมาเป็นพรรคกระแสรองเท่านั้นก็อยู่บ้านไปดีกว่า อย่าคิดมาทำพรรคการเมืองเลย หากทำพรรคแล้วไม่คิดจะเป็นพรรคหลักแค่รอโอกาสไปร่วมเป็นรัฐบาลแล้วจะขอเป็นนั่นเป็นนี่ การคิดแบบนี้ไม่ใช่แนวคิดของพรรครวมไทยสร้างชาติ

ส่วนที่คนมาถามว่าจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เลือกตั้งมายังไม่รู้เลยว่าตนจะอยู่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แล้วจะพูดได้ยังไงว่าจะสนับสนุนใคร วันนั้นใครจะชนะเลือกตั้งก็ยังไม่ทราบ แล้วจะมาพูดว่าสนับสนุนคนนั้นคนนี้มันพูดไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาวันนั้นค่อยว่ากัน

พีระพันธุ์พร้อมเป็นนายกฯ
เมื่อถามถึงโอกาสที่ตัวเองจะได้เป็น นายกฯ คนต่อไป นายพีระพันธุ์กล่าวว่า การที่ตนได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค และทุกคนเข้ามาทำงานการเมืองต้องพร้อมทำงานทุกตำแหน่งอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตน อยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนมั่นใจเชื่อว่าตนทำได้ เขาให้โอกาสตนก็ต้องทำได้ในตำแหน่งนั้น การเข้ามาอยู่ในวงการการเมืองก็ต้องพร้อมที่จะทำให้ได้ในทุกตำแหน่ง

“การเมืองนี่เป็นเรื่องประหลาด ไม่ใช่ว่าเรียนกฎหมายต้องทำงานกฎหมาย เรียนหมอต้องทำงานหมอ รัฐมนตรีสาธารณสุขวันนี้จบหมอหรือเปล่า ทำไมยังทำได้ เพราะเป็นนักการเมือง ก็ต้องพร้อมจะเป็น ฉะนั้นผมเรียนกฎหมายก็ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่ใช่กฎหมายผมจะทำไม่เป็น ผมเป็นนักการเมืองต้องทำได้ในทุกตำแหน่งหน้าที่ แต่การจะทำตรงไหนอยู่ที่ประชาชนจะให้โอกาสแค่ไหน ถ้าประชาชนมั่นใจว่าผมทำตำแหน่งผู้นำประเทศได้ ก็ขอให้เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมก็เป็นได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อันวาร์จ่อซบประชาชาติ
นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า เลือกตั้งครั้งหน้า ตนจะไม่อยู่ ปชป.แล้ว เนื่องจากคนในเขตพื้นที่ต้องการให้ออกจากพรรคเพราะไม่พอใจการทำงานของผู้บริหารพรรค และยังมีการส่งสัญญาณจากพรรคว่าต้องการให้ตนออกจากประธานกมธ.พาณิชย์ โดยมีความเคลื่อนไหวจากผู้ใหญ่บางคน รับรองได้ว่า กมธ.ทุกคนในคณะไม่ว่าจะพรรคไหนก็ไม่ยอมแน่นอน หากจะเอาตนออกเดี๋ยวจะมีเรื่อง อื่นๆ ตามมาอีกมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะไปสังกัดพรรคไหน เพราะจะตัดสินใจไปพร้อมๆ กับคนในพื้นที่ด้วย โดยมีการติดต่อมา 4 พรรค คือ พรรคประชาชาติ (ปช.) พท. พรรคสร้างอนาคตไทย และพปชร. แต่ละพรรคยังเสนอตำแหน่งให้ตนเป็นรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้อีกด้วย แต่เสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการให้ตนไปอยู่ ปช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเมื่อ 7 ส.ค. นายอันวาร์ไปออกงานร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ปช. พบปะแกนนำกลุ่มสตรี ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพครอบครัวมุสลิมจังหวัดปัตตานี ที่โรงแรมปาร์ค อิน ทาวน์ อ.เมือง จ.ปัตตานี รวมถึง นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกอบจ.ปัตตานี ซึ่งมีข่าวจะจับมือ ปช.ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในปัตตานีด้วย

ภท.แจงไลน์สั่งเกณฑ์อสม.
วันเดียวกัน เกิดกระแสข่าวไลน์หลุดอ้างว่า ภท.ขอให้สำนักงานสาธารณสุข แต่ละอำเภอของ จ.กระบี่ เกณฑ์ อสม. ร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ที่ลานพระอาทิตย์ อบจ.กระบี่ พร้อมทั้งมีการกำหนดจำนวน อสม. ร่วมต้อนรับและรับฟังนโยบายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข แบ่งเป็นจาก อ.เมือง 150 คน, อ.เหนือคลอง 100 คน, อ.คลองท่อม 100 คน, อ.เขาพนม 100 คน, อ.อ่าวลึก 50 คน, อ.ปลายพระยา 50 คน, อ.เกาะลันตา 50 คน และ อ.ลำทับ 20 คน

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ ภท. ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีการเกณท์อสม. มาร่วมงานแน่นอน เพียงแต่เมื่อ อสม.รู้ว่ารัฐมนตรีมาร่วมงาน ซึ่งเขาศรัทธาทำให้อยากมาร่วมรับฟัง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ อสม.ที่เป็นกลุ่มพรรคการเมืองฝ่าย ตรงกันข้าม มีการพิมพ์ข้อความต่อในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่ามีการเกณฑ์อสม.นั้น “เป็นการทำลายของพรรคฝ่ายคู่แข่ง ซึ่งเขาอยู่ในอสม. แล้วส่งต่อข้อความกันเอง ไม่มีไลน์ผม ไม่มีไลน์ข้าราชการ เป็นไลน์กลุ่มอสม.ในพื้นที่ที่พิมพ์ข้อความ ก๊อปปี้แล้วส่งต่อกัน และผมก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มไลน์เขา” และที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีงานที่จังหวัดไหน อสม.จะมาร่วมงานเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องกังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

ทักษิณเฮ-ชนะคดีสรรพากร
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 18 ก.ค.2565 ศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาคดีความแพ่ง หมายเลขดำ ภ.220/2563 ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร, นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ผู้แทนอธิบดีกรมสรรพากร, นายประภาส สนั่นศิลป์ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด นายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ ผู้แทนกรมการปกครองในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรณีประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้น บ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 17,000 ล้านบาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฯวินิจฉัยว่า การถือเอาการออกหมายเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว ในฐานะตัวแทนเชิด เป็นการออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรในฐานะตัวการนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประเมินต้องออกหมายเรียกไปยังโจทก์ ผู้ถูกประเมินโดยตรง แต่มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ภายในกำหนดเวลา ประกอบ กับนิติกรรมที่ทำขึ้นไม่ก่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธ์ในหุ้นของ บ.ชินคอร์ป โดยยังถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่ โจทก์จึงมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มีผลทำให้การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การประเมินกระทำไปตามอำนาจหน้าที่จึงไม่ต้องรับผิดส่วนตัว

พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ทั้งนี้ คดีนี้ยังอยู่ในระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ขณะนี้ยังไม่ปรากฎว่ามีคู่ความยื่นอุทธรณ์

คดีนี้เป็นคดีหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษานายทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ ให้ริบทรัพย์สิน 76,000,000,000 บาท พร้อมดอกผลจากการขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ป ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมากรมสรรพากรประเมินภาษีโอนหุ้นชินคอร์ปกับนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทาทำนองเป็นตัวแทนของนายทักษิณ จึงต้องเก็บภาษีจากคนทั้งสอง นำมาสู่การฟ้องร้องคดีนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน