นับรวมก่อนใช้รธน.60 อจ.รุมชี้พ้นวาระ24สค. พท.โต้หนุน‘ป้อม’เสียบ สภาล่ม-ทำแท้งกม.ลูก หวนกลับสูตรหาร100

เปิดบันทึกกรธ.ชุด ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ ชี้วาระนายกฯ 8 ปี นับรวมเวลาก่อนใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ‘สุพจน์ ไข่มุกด์’แจงเป็นแค่ความเห็นผู้ยกร่าง ไม่ใช่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แนะให้ยึดมติ กรธ.และคำวินิจฉัยศาลรธน. อาจารย์รุมชี้ ถือเป็นเบาะแสมัด ‘บิ๊กตู่’ ต้องพ้นจากนายกฯ 24 ส.ค.65 เชื่อมีแนวโน้มยุบสภาก่อน 23 ส.ค. แล้วอยู่รักษาการไปจนถึงจัดประชุมเอเปกเดือนพ.ย. องค์ประชุมร่วมรัฐสภา ล่มตามคาด ส่งผลร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง เสร็จไม่ทันกรอบ 180 วัน มีอันตกไป ต้องกลับไปใช้ร่างฉบับครม. สูตรหาร 100 พรรคเล็กยังดิ้น ยื่น ‘ชวน’ เปิดประชุมนัดพิเศษ ลุ้นยกสุดท้ายพลิกกลับหาร 500 ‘บิ๊กตู่’ ท้าเปิดชื่อคนทำดีลพปชร.-พท. ด้านเพื่อไทยโต้จับมือหนุน ‘บิ๊กป้อม’ เสียบนายกฯ

เปิดบันทึกกรธ.ไขปมนายกฯ 8 ปี
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ในโลกออนไลน์ มีการแชร์เอกสารบันทึกการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ก.ย.2561 เกี่ยวกับประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ และการนับระยะเวลา 8 ปี

นายมีชัย ในฐานะประธาน กรธ.สอบถามที่ประชุมว่า ผู้เป็นนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังกล่าว เข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่

ด้านนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. กล่าวว่า หากนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย

นายมีชัยจึงกล่าวว่า เมื่อพิจารณาบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นำความในมาตรา 263 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยอนุโลม

“การบัญญัติลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แม้จะดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าว รวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ซึ่งเป็นการนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี”

หลักฐาน – ข้อความในบันทึกการประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ครั้งที่ 500 เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2561 ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกมธ. และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรธ. แสดงความเห็นต่อประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกลายเป็นกระแสร้อนแรงต่ออนาคตของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

‘สุพจน์’แจงไม่มีเอกสารลับ
นายสุพจน์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ว่า เอกสารดังกล่าวเผยแพร่ได้ทั่วไปในห้องสมุด สถาบันการศึกษาไม่ใช่บันทึกลับ การอ้างความเห็นตนและ นายมีชัย นั้นไม่ถูกต้องและต้องการประเด็นบางประการ เพราะข้อเท็จจริงการประชุมมีการหารือ ร่วมกัน 30 คน เอกสารเป็นบันทึกการประชุมไม่ใช่มติ และตีความได้หลากหลาย หากดูตามมาตรา 158 มีหลายวรรคหลายตอน จะเจาะจงตอนใดตอนหนึ่งไม่ได้

“ตามที่ผมให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ ขอย้ำว่ากระบวนการได้มาของนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 และ มาตรา 159 มีขั้นตอนที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อว่าที่นายกฯ 3 ชื่อ ให้ประชาชนเลือกพรรค หากพรรคนั้นได้รับเลือกว่าที่นายกฯ จะได้รับการเสนอชื่อให้รัฐสภาเลือก ซึ่งเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีขั้นตอนและมีประชามติด้วย ครบถ้วนตามกระบวนการ ที่บอกว่าจะนับตอนไหน เห็นชัดอยู่แล้วต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่รัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยเลือก ความเห็นของผมไม่ใช่ความนิยมชมชื่นนายกฯ ปัจจุบัน แต่คือการตีความตามกฎหมาย และหลักนิติศาสตร์ ซึ่งการนับวาระนายกฯ ผมมองว่าเริ่มตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ แต่ท้ายสุดต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ” นายสุพจน์กล่าว

ยันไม่ใช่มติกรธ.-ต้องฟังศาลรธน.
บันทึกการประชุมที่ถูกเปิดเผยซึ่งอ้างความเห็นว่า ให้นับวาระของนายกฯ ที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นวาระของนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยนั้นเป็นความเห็นเริ่มแรก และเป็นความเห็นไม่กี่คน ไม่ใช่มติ และกรณีที่ถูกนำมาเผยแพร่ คนเขาเลือกเฉพาะเจาะจงที่เลือกความเห็นเฉพาะบางคนออกมา แต่ความเห็นของผู้ยกร่างนั้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องดูรายละเอียดความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของ รัฐธรรมูญ 2560 ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของนายกฯ

“ความเห็นที่ปรากฏเป็นความเห็นเริ่มแรก และมีความเห็นที่หลากหลาย ขอให้ยึดมติเป็นหลัก เพราะตอนแรกๆ ยังฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด แต่เขาจับเอามากระเดียดทำให้กลายเป็นประเด็น ดังนั้นขอให้ไปพิจารณาในความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา และฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” นายสุพจน์กล่าว

อจ.นิติฯชี้ความเห็น‘มีชัย’บันทึกชัด
นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ฟซบุ๊กว่า กรณีความเห็นของนายมีชัย ซึ่งเห็นว่า การดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าว และเมื่อนับรวมแล้วต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี ความเห็นดังกล่าวมิได้เป็นการให้ความเห็นในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นความเห็นส่วนตัวที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หากแต่เป็นความเห็นที่เสนอไว้ในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 500 เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2561 โดยอยู่ในระเบียบวาระที่ 3 เรื่อง การพิจารณาความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญ 2560 นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ก็มีความเห็นสอดคล้อง (หน้า 3) และที่สำคัญคือที่ประชุมได้มีมติ ‘เห็นชอบความมุ่งหมายของมาตรา 158’ (หน้า 5) จึงย่อมถือว่า เป็นความเห็นของ กรธ.ต่อบทบัญญัติในเรื่องระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี

เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญย่อมมิใช่สิ่งเดียวกันกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสมอไป แต่ความเห็นของผู้ร่างที่ได้บันทึกไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ถือเป็นที่มาสำคัญในการค้นหาเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ หากจะมีการโต้แย้งก็ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายแตกต่างออกไป”

เบาะแสมัดบิ๊กตู่พ้นวาระ24ส.ค.65
ด้านรศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า แม้ว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างจะไม่ใช่อย่างเดียวกันกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเสมอไป แต่เจตนารมณ์ของผู้ร่างที่บันทึกไว้ในรายงานการประชุมย่อมถือเป็นเบาะแสที่สำคัญที่สุดที่บ่งชี้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉะนั้น การค้นหาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของนายกฯ จะต้องไปค้นหาจากรายงานการประชุมของกรธ. แม้ว่าในประเด็นนี้ จะมีเพียงประธานที่ประชุม (นายมีชัย) และกรรมการบางคนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการตีความไว้ แต่เมื่อกรรมการคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมประชุมไม่ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านเป็นประการอื่น ย่อมถือได้ว่าที่ประชุมมีความเห็นพ้องต้องกันว่าวาระการดำรงตำแหน่งของ นายกฯ ต้องนับรวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนี้อยู่ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะต้องไม่เกิน 8 ปี

นอกจากนี้ การตีความให้วาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องนับรวมเวลาก่อนที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ยังสอดคล้องกับการตีความตามจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ (หรือหลักกฎหมายทั่วไป) ของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย จะต้องตีความไปในทางจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจจนกลายเป็นการปกครองในระบอบเผด็จการ นี่เป็นเหตุผลที่รัฐธรรมนูญของรัฐประชาธิปไตยหลายรัฐจำกัดวาระการดำรงแหน่งของหัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาด

หากศาลรัฐธรรมนูญตีความรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์และตามจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย ผลของการตีความไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 24 ส.ค.2565

แนวโน้มยุบสภาก่อน 23 ส.ค.
นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กว่า

1.วันที่ 9 ส.ค. มีเอกสารบันทึกการประชุมของกรธ.เกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของ นายกฯ ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกรธ. ทั้งนายมีชัย และนายสุพจน์ สอดคล้องกันว่า การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ สามารถนับรวมระยะเวลาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้

2.ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค.2565 และไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้อีกต่อไปหลังวันนั้น

3.หากพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการดำรงตำแหน่งต่ออีกระยะ สามารถทำได้ โดยการยุบสภา ก่อนวันที่ 23 ส.ค. เพราะรัฐธรรมนูญไม่นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อีก 3-4 เดือน ก่อนที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ชึ่งทำให้พล.อ.ประยุทธ์สามารถร่วมงานประชุมนานาชาติ (เอเปก) ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ในเดือนพ.ย.นี้ได้

4.ดูวิธีการคิดและตัดสินใจของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ผ่านมาแล้ว ผมคิดว่า หากพล.อ.ประยุทธ์รู้ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งแน่นอน เขาคงไม่เลือกที่จากไปอย่างเงียบๆ แน่ ดังนั้น คิดว่าพล.อ.ประยุทธ์มีแนวโน้มสูงยิ่งที่จะยุบสภาก่อนวันที่ 23 ส.ค.นี้ ช่วงวันที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ วันที่ 19-22 ส.ค.

โฆษกรัฐติงอย่ากดดัน-ทำสับสน
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการกดดันหวังสร้างประเด็นให้ พล.อ.ประยุทธ์ โดยหยิบเอาบางช่วงบางตอนของเอกสาร ดังกล่าวที่เป็นความเห็นของกรธ.เพียงไม่กี่คนมานำเสนอจนเกิดความสับสน ทั้งๆ ที่เป็นแค่บันทึกการประชุม หรือบันทึกการแสดงความเห็นของกรรมการ แต่ไม่ใช่มติ หน้าปกเอกสารก็ระบุชัดเจน กรธ.ยังไม่ได้รับรอง จึงไม่ควรนำมาใช้อ้างอิง และการประชุมวันนั้นเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ไปแล้ว เพื่อจัดทำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในขั้นตอนถัดมา ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ระบุไว้

ที่ถูกต้องควรไปพิจารณาความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมูญปี 2560 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของนายกฯ และฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตีความกันไปตามความเห็นหรือความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่มีอำนาจหน้าที่หรือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์หรือหลักกฎหมาย

“พล.อ.ประยุทธ์ เคารพการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญและไม่อยู่เหนือกฎหมาย จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักการและปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นเดียวกัน เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้และไม่เกิดความวุ่นวาย เชื่อว่าเรื่องวาระนายกฯ จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล เพราะวันนี้รัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่แล้ว ส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความกังวล เพราะมีความตั้งใจและอาสาที่จะมาทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง และตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งก็ทุ่มเททุกอย่างในการทำงาน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จึงคิดว่านายกฯ เป็นทองแท้ ไม่ต้องกลัวไฟลน” นายธนกรกล่าว

‘อนุทิน’ลั่นไม่เสียบข้างหลังใคร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นวาระ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลสะดุดหรือไม่ ว่า ยังมองไม่ได้ เพราะไม่ใช่คนพิพากษาหรือคนตีความ เราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจนถึงวันที่ทำไม่ได้ คิดว่านายกฯยังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะตราบใดที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ทำหน้าที่ของเราต่อไป แต่ถ้าทำไม่ได้แล้ว หมดหน้าที่แล้ว ก็หยุด เคารพกฎหมายดีที่สุด ส่วนชื่อของตนที่อยู่ในตะกร้าบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯนั้น ตนมีชื่ออยู่แล้วจนถึงวันนี้ เพราะเป็นหัวหน้าพรรค การเมือง มีนโยบายชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯตั้งแต่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งก่อนปี 2562 ด้วยซ้ำ ยืนยันมีชื่อแต่ไม่ได้แข่งอะไรกับใครทั้งสิ้น เพียงแค่อยู่ในกระบวนการ

เมื่อถามว่า หากมีเหตุการณ์ทำให้ต้องหยิบชื่อแคนดิเดตนายกฯในตะกร้าขึ้นมาเป็นแทน นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างทำตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกติกา ไม่มีสวนทางกติกา ไม่มีเสียบข้างหลังใคร ไม่มีดิ้นรนเพื่อให้ ตัวเองได้ประโยชน์

รัฐสภาถกกม.ลูก-โดดร่มอื้อ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 13 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วาระพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว คือ พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … หรือกฎหมายลูก เมื่อถึงเวลานัดประชุม 09.00 น. มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเข้าร่วมประชุม 147 คน เป็นส.ว. 78 คน และส.ส. 69 คน จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 727 คน กระทั่งเวลา 09.46 น. มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเข้าร่วมประชุม 368 คน ถือว่าครบองค์ประชุม ซึ่งน่าสังเกตว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าร่วมประชุมบางตา

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งเปิดการประชุม และแจ้งต่อที่ประชุมว่า วันนี้มีสมาชิกรัฐสภาลาพิเศษ 32 คน ลาเพราะติดเชื้อโควิด 4 คน และลาที่ไม่ได้เจ็บป่วย 28 คน จากนั้นที่ประชุมเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม มาตรา 8 ต่อจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาครบทั้ง 12 มาตรา ได้มีมติเห็นชอบในวาระ 3

‘ชลน่าน’เสนอนับองค์ประชุม
เวลา 10.45 น. ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอญัตติให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม เพราะหลังรัฐสภาเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของ กมธ.เสียงข้างน้อย กลับมาเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์)หารด้วย 500 ทำให้สมาชิกมีความเห็นแตกต่างกันมาก เรื่ององค์ประชุมและความเห็นของสมาชิกสำคัญมาก จึงต้องตรวจสอบองค์ประชุม

นพ.ชลน่านกล่าวว่า การเดินตามกระบวนการพิจารณาเมื่อถึงวาระ 3 ต้องใช้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง 364 เสียง ซึ่งมี แนวโน้มสูงมากที่จะไม่ถึง 365 เสียง ทำให้กฎหมายตกไปต้องเริ่มต้นใหม่ และเกรงว่าจะเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปสู่การเลือกตั้งแบบเดิมที่ทำลายระบบรัฐสภาแบบย่อยยับ หรือแม้ว่าสูตรหาร 500 จะผ่านวาระ 3 ไปได้ ประธานรัฐสภาจะส่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีการทักท้วง รวมถึงเชื่อว่าจะมีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมให้ชัดเจนว่าจะมีเสียงข้างมากรับรองการประชุมครั้งนี้หรือไม่

ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่อยู่ในห้องประชุม เริ่มเดินออกจากที่ประชุม

ด้านนายชิณวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นคร ศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แย้งว่า กระบวนการพิจารณาต้องเดินมาถึงขั้นตอนวาระ 2 และ 3 ถ้าไม่ผ่านวาระ 3 ก็ตกไป เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ แต่หากไม่แล้วเสร็จใน 180 วัน คือในวันที่ 15 ส.ค.นี้ ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 (1) ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ข้อถกเถียงกันในขณะนี้ แต่เป็นเรื่องที่สภาต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยสนับสนุนแนวคิดนายชิณวรณ์

‘ชวน’ขอมติสมาชิก-เดินหน้าต่อ
สุดท้าย นพ.ชลน่านยืนยันการเสนอตรวจสอบองค์ประชุมเป็นญัตติที่เสนอได้โดยจำเป็นไม่ต้องมีผู้รับรอง พรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่าไม่ขอร่วมเป็นองค์ประชุม ไม่ร่วมสังฆกรรม เพราะการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะขอออกจากห้องประชุม

นายชวนกล่าวว่า ตนยึดตามข้อบังคับเป็นหลักในการพิจารณากฎหมายทุกฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยิ่งต้องเข้มงวด หากองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องปิดประชุม จะไม่ทำอะไรที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่การตรวจสอบองค์ประชุม โดยปกติก่อนลงมติมาตราใดจะตรวจสอบองค์ประชุม หากไม่ครบก็ลงมติไม่ได้ จึงขอให้มั่นใจเรื่องนี้ นพ.ชลน่านเสนอให้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนการเข้าสู่ระเบียบวาระ ถือเป็นเรื่องนอกเหนือแนวปฏิบัติ เมื่อเสนอเป็นญัตติแล้วมีผู้ไม่เห็นด้วย จึงขอถามความเห็นสมาชิกว่าเห็นด้วยกับการตรวจสอบองค์ประชุมหรือไม่ หากองค์ประชุมไม่ครบตนจะสั่งปิดการประชุม ซึ่งปิดได้ตั้งแต่ยังไม่ได้พิจารณามาตราแรก หากไม่ครบจะปิดประชุมโดยไม่รอถึง 53 นาที

นายชวนได้ขอมติจากที่ประชุม ในที่สุดที่ประชุมลงมติไม่เห็นชอบที่จะดำเนินการตามญัตติของ นพ.ชลน่าน ด้วยคะแนน 283 ต่อ 27 งดออกเสียง 36 ไม่ออกเสียง 28 เสียง

เริ่มพิจารณาสูตรหาร 500
เวลา 11.26 น. เข้าสู่การพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. วาระ 2 ต่อเนื่องในมาตรา 24/1 ซึ่งกมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว และปรับปรุงแก้ไขใหม่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยการหาร 500 และการประกาศผลการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 23

ในมาตรา 24/1 มีกมธ.ขอสงวนความเห็นหลายคน เช่น นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการเพิ่ม มาตรา 24/1 ขึ้นมา เพราะเป็นการขัดกับมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขอย่างชัดเจน ทั้งที่สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยการหาร 500 ก็ขัดอยู่แล้ว ตนจึงมีสิทธิไม่เห็นด้วย และอาจจะไม่เห็นด้วยในวาระ 3

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล กมธ.ที่สงวนความเห็น กล่าวว่า ยืนยันว่าการกลับไปหาร 500 ขัดกับมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขอย่างแน่นอน การกระทำที่สุ่มเสี่ยงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้มาก และที่กำลังทำกันอยู่ อาจจะมากกว่าคำว่าสุ่มเสี่ยงด้วยซ้ำไป

ขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอภิปรายไปในทิศทางเดียวกันว่า มาตรา 24/1 ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข

พท.แก้เกม-ชงนับองค์ขานชื่อ
เวลา 13.36 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ได้ให้ที่ประชุมโหวตลงมติในมาตรา 24/1 แต่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอขอให้แพนกล้องเพื่อบันทึกภาพบรรยากาศภายในห้องประชุมให้หมดว่ามีสมาชิกคนใดอยู่บ้าง เพื่อป้องกันการเสียบบัตรแทนกัน และจะขอตรวจสอบเอกสารเพิ่มว่าตรงตามที่ปรากฏหรือไม่ และนายออน กาจกระโทก ส.ว. เสนอให้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ เพื่อให้ประชาชนรู้ไปเลยว่าสมาชิกคนใดไม่มาประชุมบ้าง

นายพรเพชรได้ดำเนินการต่อตามเดิม โดยขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ซึ่งมีผู้แสดงตน 367 คน ถือว่าครบองค์ประชุม แต่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า คะแนนที่ปรากฏเกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 1 คน เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงเสนอให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ เพราะเกรงว่าจะมีการกดบัตรแทนกัน

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ คัดค้านเพราะการโหวตแสดงตนด้วยการเสียบบัตรผ่านไปแล้ว เกรงจะเตะถ่วงมากเกินไป ขอเสนอญัตติไม่ให้ใช้วิธีขานชื่อแสดงตน แต่นายพรเพชรยืนยันให้มีการแสดงตนโดยการขานชื่อรายบุคคล จากนั้นจึงเริ่มการขานชื่อแสดงตนเป็นรายบุคคล ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง 30 นาที

สภาล่มตามคาด-กม.ลูกแท้ง
หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาขานชื่อแสดงตนครบถ้วนแล้ว ปรากฏว่า มีส.ส.และส.ว.หลายคนที่ขานชื่อไม่ทันในการเรียกชื่อเป็นรายบุคคล มาขอขานชื่อแสดงตนเพิ่มเติมภายหลังเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความสับสน ต้องเติมชื่อเพิ่มกันวุ่นวาย รวมแล้วเสียเวลาร่วม 2 ชั่วโมง ในการขานชื่อและนับผลแสดงตน ผลการนับองค์ประชุมมีผู้แสดงตน 403 คน ถือว่าครบองค์ประชุม นายพรเพชรจึงให้ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนว่า จะเห็นชอบกับมาตรา 24/1 หรือไม่

ในช่วงการเสียบบัตรลงคะแนนจะเห็นด้วยกับมาตรา 24/1 หรือไม่ ก็ต้องเสียเวลาไปอีกร่วม 20 นาที เพราะสมาชิกในห้องประชุมเหลืออยู่น้อย โดยนายพรเพชรพยายามยื้อให้สมาชิกกลับมาเสียบบัตรลงคะแนนให้มากที่สุด จนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ทักท้วงว่า ขอให้นายพรเพชรรีบเปิดเผยผลการลงคะแนนมาตรา 24/1

ในที่สุดนายพรเพชรแจ้งผลการลงคะแนนต่อที่ประชุมว่า องค์ประชุมไม่ครบขอปิดประชุม ในเวลา 16.17 น. ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายลูกค้างอยู่ในที่ประชุม มีแนวโน้มพิจารณาไม่เสร็จภายในกำหนด 180 วัน ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ เพราะขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภาเพิ่มเติม

หวนใช้หาร 100 ตามร่างครม.
ภายหลังปิดประชุม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. โพสต์เฟซบุ๊กทันทีว่า “สภาล่ม ขาด 22 คน”

นายสมชัย ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การที่สภาล่มจะโทษแต่ฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องช่วยกันรักษาองค์ประชุมด้วย ถือเป็นปัญหาของทุกฝ่าย ส่วนจะเป็นพรรคใดบ้างอีก 1 สัปดาห์ขอเวลารวบรวมข้อมูล จะเดินหน้ายื่นต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)แน่นอน สำหรับส.ส.และส.ว.ที่ยังติดใจ สามารถเข้าชื่อจำนวน 1 ใน 10 ของสองสภา เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายหลังกกต.ยื่นความเห็นมาใน 10 วัน หากกกต.ไม่ตอบกลับมาถือว่าเห็นด้วย จากนั้นมีเวลาอีก 5 วันที่นายกฯจะพักเรื่องไว้ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ใน ขั้นตอนต่อไป

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อการประชุมรัฐสภา วันที่ 10 ส.ค.ไม่สามารถพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ได้แล้วเสร็จในวาระ 3 จะทำให้ไม่มีเวลาที่รัฐสภาจะนัดประชุมได้อีก และกรอบเวลา 180 วัน มีข้อถกเถียงว่าจะนับวันสุดท้ายวันที่ 15 ส.ค.หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าจะครบกรอบเวลาดังกล่าวที่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 ส.ค. ดังนั้น หากมีข้อเรียกร้องให้นัดประชุมวันที่ 15 ส.ค. จะถือว่าเกินเวลา อีกทั้งในวันดังกล่าววุฒิสภาก็มีการประชุม

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กล่าวว่า เมื่อดูแนวโน้มและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการนัดประชุมรัฐสภาแทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงจะเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่จะกลับไปใช้ร่างแรกที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคือร่างของกกต. ที่ใช้สูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยการหาร 100

พรรคเล็กดิ้นสู้ต่อ
เวลา 16.50 น. ที่รัฐสภา พรรคเล็ก นำโดยนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติไทย ร่วมแถลงข่าวว่า ทราบมาว่ามีองค์ประชุมขาดเพียง 3 คน จาก 364 คน ยืนยันว่าสงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร ยกแรกฝ่ายหาร 100 ชนะ ยกที่สองฝ่ายหาร 500 ชนะ และยกที่สามในการประชุมวันนี้ฝ่ายหาร 500 แพ้ แต่ยังมียกสี่ ยกห้า และยกสุดท้ายจะเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าสูตรหาร 500 แน่นอน

ด้านนายปรีดา กล่าวว่า วันที่ 11 ส.ค. ตนจะยื่นในนามพรรคเล็กต่อนายชวน ให้เปิดประชุมสภานัดพิเศษ ในวันที่ 13-14 ส.ค. เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบวาระ แต่ต้องอยู่ที่ประธานรัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไร

นายคฑาเทพ กล่าวว่า วันนี้เราเห็นความอัปยศของสภา ต้องขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลแต่สิ่งที่ทำนั้นมันไม่ใช่ “เชื่อว่าโอกาสที่ท่านจะเป็นนายกฯไม่มีแล้ว เพราะมันไม่มีความสง่างาม ขอฝากไปถึง “บิ๊กใหญ่” อย่าคิดว่าท่านจะได้เป็นนายกฯ มันยังมียกสี่ยกห้า อย่าเพิ่งเปิดแชมเปญ ยังมีอีกสองยก”

2 พรรคใหญ่สั่งส.ส.ไม่สังฆกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเคลื่อนไหวการลงมติร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ในส่วนพรรคพลังประชารัฐ มีการโทร.ไปยังส.ส.ช่วงเวลา 21.00 น. วันที่ 9 ส.ค. กำชับให้ทุกคนมาร่วมประชุมวันที่ 10 ส.ค. เพื่อให้เปิดประชุมได้ และโหวตผ่านร่างพ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมที่ค้างอยู่ในวาระ 2-3 อีก 5 มาตรา เนื่องจากเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศที่สำคัญ หากไม่ผ่านทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่ครม. ส.ส. และส.ว. จากนั้นขอให้ทุกคนออกจากห้องประชุม ไม่ต้องอยู่พิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งการประชุมร่างดังกล่าว มีส.ส.ขาใหญ่เดินมาบอกส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่ยังอยู่ในห้องประชุม ให้ออกจากห้องประชุม มิเช่นนั้นจะจดชื่อส่งหัวหน้าพรรค สุดท้ายยังมี 4 คน ที่ขานชื่อเป็นองค์ประชุม คือ น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี นายจักรพันธ์ พรนิมิต ส.ส.กทม. และน.ส.วทันยา บุนนาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย แกนนำพรรคและส.ส.แสดงตนเป็นองค์ประชุมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรค ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรค มานั่งคุมสมาชิกในห้องประชุม พรรคก้าวไกล ส.ส.แสดงตนเป็นองค์ประชุมพร้อมหน้า ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย พากันเดินออกจากห้องประชุม ไม่อยู่ร่วม แสดงตน ยกเว้น นายการุณ โหสกุล และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ที่ แสดงตน

‘3ป.’จับเข่าคุย-‘ตู่’ขอไทยอย่ายุ่ง
เมื่อเวลา 16.20 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 3/2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้พูดคุยนอกรอบกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นาน 20 นาที ก่อนลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็อย่าให้ยุ่งมากเท่าประเทศอื่น อย่างศรีลังกาก็แล้วกัน เพราะวันนี้ยุ่งพออยู่แล้ว ตนไม่ได้ติดตามบรรยากาศการประชุมสภา เพราะประชุมสมช. อยู่ เลยไม่ได้ตามเขาว่าอย่างไรก็แล้วแต่ พร้อมถามผู้สื่อข่าว แล้วสภาเขาว่าอย่างไร เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า ขณะนี้การประชุมสภาล่มไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อ้าว เป็นอะไรล่ม” ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า องค์ประชุมไม่ครบและทำสภาล่ม เพื่อกลับมาใช้สูตรหาร 100 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อ่อ ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ไม่รู้สิกฎหมายว่าอย่างไรก็ว่างั้น ผมไม่ได้ติดตามหรอก เป็นเรื่องของสภา”

ท้าเปิดชื่อดีลพปชร.-พท.
ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวการจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย เพื่อเล่นเกมการเมืองกลับไปใช้สูตรหาร 100 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ฟังไม่รู้เรื่องคำถามนี้” พร้อมย้อนถามว่า “ใครจับ เอาชื่อมาดูสิใครจับ มีคนอื่นไม่อยู่ด้วยหรือเปล่า พรรคอื่นมีไม่อยู่ไหม มีหลายพรรคก็ถือว่าหลายพรรค ไม่เช่นนั้นก็จับมือกันหมดสิ ก็แล้วแต่เขา” ผู้สื่อข่าวว่า มีความเห็นอย่างไรหากย้อนกลับไปใช้สูตรหาร 100 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น จะหาร 100 หาร 500 หารพัน หารหมื่น ผมไม่มีปัญหา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับพล.อ.ประวิตร หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมีความเคลื่อนไหว ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา อย่าไปเขียนกันเองมากนัก ตนไม่มีปัญหากับท่านอยู่แล้ว เมื่อถามว่าที่นายกฯ บอกว่าหารอะไรก็ไม่มีปัญหาหมายความรอบหน้าจะลงเลือกตั้งใช่หนือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “เลือกเมื่อไหร่ล่ะ” เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า ปีหน้า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็รอปีหน้า”

เพื่อไทยโต้ดัน‘บิ๊กป้อม’นายกฯ
ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่าข่าวเรื่องดีลลับ เป็นการออกมาแฉที่เกินข้อเท็จจริง ผู้ออกมาพูดตั้งใจหวังผลดิสเครดิตพรรคเพื่อไทย กลไกที่พรรคใช้อยู่เป็นที่ยอมรับเพื่อใช้ยับยั้งกฎหมายที่เสียงข้างมากเป็นเผด็จการ เมื่อเกิดการยอมรับจึงมีการปล่อยประเด็นเรื่องดีลลับออกมาทำลาย ตนปฏิเสธว่าเราไม่มีการจับมือกับพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคใดๆ โดยเฉพาะการผลักดันให้พล.อ.ประวิตรเป็นนายกฯ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ระบุมีการฮั้วกันใช้สูตร คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หาร 100 แลก นายกฯ คนนอก ว่าการกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นให้เสียหายโดยปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ขอให้ยุติการ กระทำดังกล่าว พรรคเพื่อไทยทำงานการเมืองตรงไปตรงมาตามกติกาประชาธิปไตย ไม่ทรยศหักหลังประชาชน ไม่มีความจำเป็นต้องฮั้วกับใคร และยืนยันมาตลอดไม่ว่าจะใช้สูตรหาร 100 หรือหาร 500 ก็พร้อมลงแข่งทุกกติกา

พล.อ.ประวิตรก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่พร้อมจะเป็นนายกฯ ไม่ได้อยู่ในบัญชี แคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2562 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีรายชื่อบุคคลที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ถึง 3 คน จะไปฮั้ว เพื่อให้เกิดนายกฯ คนนอกจากพรรคการเมืองที่อยู่คนละขั้ว ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคมเพื่ออะไร

“ประเทศต้องเดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตย ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้น จากตำแหน่งนายกฯ ไม่ควรมีการใช้อภินิหารทางกฎหมายมาสืบทอดอำนาจ กลไกปกติ ในรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ควรมีการบิดเบือน กล่าวหาใส่ร้ายกัน” นายอนุสรณ์กล่าว

กมธ.ปิดจ๊อบลดงบ66กว่า7.6พันล.
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่รัฐสภา นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 แถลงว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. กมธ.ได้พิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบเป็นรายมาตรา โดยมีมติปรับลดงบของหน่วยงานต่างๆ 7,644,243,800 บาท หน่วยงานที่ถูกปรับลดมากที่สุด 3 อันดับ คือ 1.กระทรวงกลาโหม ลดลง 2,778,134,500 บาท 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลดลง 742,208,000 บาท และ 3.กระทรวงศึกษาธิการ ลดลง 737,486,100 บาท ขณะที่หน่วยงานที่ไม่มีการปรับลดงบ คือ กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานอื่นของรัฐ สภากาชาดไทย และส่วนราชการในพระองค์

กมธ.ได้เสนอแปรเพิ่มงบรายจ่ายประจำปี 2566 โดยใช้งบที่ปรับลด 7,644,243,800 บาท มาแปรเพิ่มงบ 10 รายการ อาทิ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 500,000,000 บาท เงินอุดหนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขของสถานีอนามัยถ่ายโอน (องค์การบริหารส่วนจังหวัด 49 แห่ง) 1,840,550,000 บาท

หลังจากนี้กมธ.จะจัดทำเอกสารเพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม คาดว่าจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 17-19 ส.ค.2565 เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 105 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.มาถึงสภา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน