‘ฉุกเฉิน-ศบค.’เล็งเลิกตุลาฯนี้โควิดเฝ้าระวัง

‘บิ๊กตู่’ถกศบค.ชุดใหญ่ เล็งยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเดือนต.ค. ระบุต้องรอประเมิน สถานการณ์ ก่อนถกอีกรอบเดือนก.ย. ส่วนศบค.ก็ลดบทบาทไปด้วย ขณะเดียวกันขยายวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่ 1 ต.ค.2565 – 31 มี.ค.2566 หวังกระตุ้นการ ท่องเที่ยว นายกฯสั่งเฝ้าระวังโควิดกลายพันธุ์ วอนฉีดเข็มกระตุ้นมากขึ้น ไฟเขียวแผนปรับโควิดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง จากนั้นประกาศเป็นโรคระบาดเฉพาะพื้นที่

‘ตู่’ถกศบค.-ย้ำระวังกลายพันธุ์
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ส.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.

โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเปิดประชุมว่า เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ยังระบาดอยู่ โดยเฉพาะโอมิครอน BA.4 และ BA.5 ซึ่งพบการระบาดในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และมีการแพร่ระบาดโดยง่าย จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเป็นไปตามประมาณการ และคงที่ ส่วนผู้ป่วยปอดอักเสบจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในการคาดการณ์และการเตรียมพร้อมรับมือ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังและติดตามการกลายพันธุ์ เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการปรับแนวทางการบริหารจัดการโควิด-19 เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด เป็นไปตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านการแพทย์ การปรับแนวทางกักตัวผู้ป่วย รวมถึงการรายงานโรคและผู้ป่วยสัมผัส ส่วนตัวรู้สึกอุ่นใจที่ยังเห็นคนใส่หน้ากากอนามัยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องเตรียมการเรื่องยา การจัดเตรียมเตียงและผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน พร้อมติดตามยาและการพัฒนาวัคซีน เพื่อรองรับต่อสถานการณ์กลายพันธุ์

วอนฉีดเข็มกระตุ้นมากขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า สิ่งที่ต้องเน้นในวันนี้ทำอย่างไรให้คนไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญกับคนกลุ่ม 608 มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากฉีดกัน จากสถิติพบว่ามีหลายคนไม่อยากฉีด คิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว นี่คืออันตรายพอสมควร แม้เป็นการฉีดแบบสมัครใจแต่ก็อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญเรื่องนี้ ขอให้ระมัดระวังตัวเหมือนเดิมและให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีเชื้อกลายพันธุ์อยู่หลายตัวในขณะนี้ ขอร้องให้ทุกคนไปฉีดเข็มกระตุ้น มันมีให้เลือกอยู่แล้ว ถ้าทุกคน ไม่สบายใจยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ก็สามารถเลือกฉีดได้ เพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย สิ่งที่ห่วงและกังวลในตอนนี้คือการท่องเที่ยวของเรากำลัง เดินหน้า และการเปิดสถานประกอบการ ศูนย์การค้า ร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น ก็จะเป็นรายได้ให้ประเทศและทุกคนได้เข้าถึงรายได้ ที่มากขึ้น ดังนั้นถ้าทุกคนช่วยกันก็จะเดินหน้าไปด้วยดี

ยังไม่ยกเลิก‘พรก.ฉุกเฉิน’
ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน นายกฯ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา การมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เพื่อจะเสริมเท่านั้น ถ้าสามารถจะลดระดับลงได้ ตนก็พร้อมจะลดให้ ซึ่งวันนี้ยังหารือกันอยู่ในความจำเป็น เรื่องการบูรณาการ การใช้หน่วยงาน การมีไว้ใช้จะเป็นการสำรองไว้ ตนไม่ได้มุ่งหวังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อประเด็นอื่นเลย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเรื่องของ โควิด-19 เท่านั้น

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังประชุมศบค. กรณีพูดคุยเรื่องยกเลิกประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในวันที่ 1 ต.ค.นี้หรือไม่ว่า ในที่ประชุมศบค.ยังไม่มีการพูดเรื่องดังกล่าว

เมื่อถามว่าหากมีการประชุมเอเปก โดยหลักการยังจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะขณะนี้ในประเทศไทยมีการประชุมหลายงานอยู่แล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวกรณีที่ประชุมศบค.เตรียมพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ศบค.กับกระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาร่วมกันว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านจะนำไปสู่กฎหมายปกติอย่างไร เมื่อมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วต้องใช้กฎหมายปกติ บางเรื่องต้องเตรียมการ ซึ่งได้กำชับในทุกพื้นที่ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อม หากมีการแพร่ระบาดมากขึ้น จะมีมาตรการทางกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติม

นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศบค. ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมศบค.ชุดใหญ่ถึงความชัดเจนการเตรียมยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่วันนี้ ต้องรอเข้าที่ ประชุมศบค.ชุดใหญ่คราวหน้า ก่อนที่พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่ระบุไปก่อนนั้นเพราะเรารู้ว่าจะไม่ต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดขณะนี้ดีขึ้น และนายกฯ ก็รับทราบเรื่องนี้แล้ว ส่วนการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอย้ำว่ารอให้ถึงเดือนก.ย.นี้ก่อน

ติดเชื้อเพิ่ม 2.1 พัน-ตาย 27
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. แถลงภายหลังการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,110 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,110 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,028 ราย อยู่ระหว่างรักษา 20,048 ราย อาการหนัก 853 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 436 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 27 ราย มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ ปี 2563 จำนวน 4,630,310 ราย มียอด หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,578,291 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ปี 2563 จำนวน 31,971 ราย

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 7-13 ส.ค. มีผู้ที่มีผลตรวจเอทีเคเป็นบวกแล้วเข้ารับบริการเจอ แจก จบ OPSI จำนวน 218,042 ราย เฉลี่ยวันละ 31,148 ราย ซึ่งตั้งแต่เดือนมี.ค.-13 ส.ค. มีผู้รับบริการแบบเจอ แจก จบ 7,088,138 ราย ขณะที่อัตราการครองเตียงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14.8% ถือว่าไม่เกินศักยภาพของการดูแล ส่วนเรื่องยารักษาโควิด-19 ทั้งฟาวิพิราเวียร์ โมนูล พิราเวียร์ ยังมีเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในเดือนก.ย.จะเพิ่มระบบสนับสนุนยา โดยให้หน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดซื้อยาได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. รวมถึงร้านยาสามารถจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้ตามใบสั่งแพทย์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.เช่นกัน

ก.ย.ปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงความคืบหน้าในการจัดทำกรอบนโยบายแนวทางปฏิบัติและห้วงเวลาการดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะ Post-Pandemic หรือระยะหลังการระบาดใหญ่ โดยหารือด้านการป้องกันว่าขณะนี้สถานการณ์ทั่วโลกยังมีการเพิ่มผู้ติดเชื้อ แต่จำนวนอาการรุนแรงและเสียชีวิตไม่สูง ภาพรวมประชาชนในประเทศ ไทยมากกว่าร้อยละ 90 มีภูมิคุ้มกัน ผู้ฉีดวัคซีนสามเข็มไม่ว่าสูตรใดสามารถป้องกันการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 90 หลังจากนี้ลักษณะการเกิดโควิด-19 จะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะพบผู้ป่วยตลอดทั้งปี ด้านการรักษาอาการผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง ยกเว้นในกลุ่มเสี่ยง การใช้ยาและการรักษาที่โรงพยาบาลควรใช้เฉพาะกลุ่มผู้มีอาการ สำหรับการแยกกักตัวจะใช้เวลา 10 วัน คือแยกกักตัว 5 วัน และอีก 5 วันให้ปฏิบัติตนแบบ DMH อย่างเคร่งครัด โดยกรอบระยะเวลานั้นในเดือนก.ย.จะให้ โควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง จากนั้นตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค. จะปรับให้โรคระบาดเฉพาะพื้นที่

ตค.ลดบทบาทศบค.-เล็งเลิกฉุกเฉิน
“ตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป บทบาท ของศบค.จะลดลง โดยจะใช้กลไกของศูนย์ ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข(อีโอซี) กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อ กทม.จะเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ แต่ในที่ประชุมยังไม่ได้พูดถึงการยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะประเมินสถานการณ์กันต่อไป เนื่องจากยังเหลือระยะเวลาการประกาศใช้จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. ที่ประชุมจะรอดูสถานการณ์ต่อไป”

ปรับสัญญา‘ไฟเซอร์’
ขณะที่แผนการบริจาควัคซีนโควิด เรารับบริจาคจากจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ เกาหลีใต้ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ไอซ์แลนด์ ฝรั่งเศส ฮังการี เดนมาร์ก และอินเดีย เราก็บริจาคให้เมียนมาและเวียดนาม เป็นแอสตร้าเซนเนก้า 1.2 ล้านโดส และไฟเซอร์ให้แก่เมียนมาอีก 1.5 ล้านโดส

“ส่วนวัคซีนที่รอรับมอบนั้นจะมีการปรับสัญญาไฟเซอร์ จากวัคซีนอายุ 12 ปีขึ้นไป (ฝาสีม่วง) จำนวน 3.5 ล้านโดส มาเป็นวัคซีนเด็กอายุ 5-11 ขวบ (ฝาสีส้ม) จำนวน 5.9 แสนโดส และวัคซีนใช้ในกลุ่มอายุ 6 เดือน ถึง 4 ขวบ (ฝาสีแดง) 2.9 ล้านโดส กรณีที่อย.อนุมัติการใช้ในกลุ่มนี้ หากยังไม่อนุมัติ จะปรับเป็นวัคซีนเด็กอายุ 5-11 ขวบทั้งหมด ส่วนวัคซีน ซิโนแวคสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาไปที่อย. คาดว่าใช้เวลา 1 เดือนในการพิจารณา แนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอายุ 5-11 ขวบ สธ.ขอให้ศบค.พิจารณาเรื่องนี้ตามคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คือหากรับ 2 เข็ม ไม่ติดเชื้อมาก่อน เว้น 3 เดือนรับกระตุ้นได้ หากมีประวัติติดเชื้อ หากได้รับ 1 เข็มหรือไม่ได้เลย แนะฉีดกระตุ้นห่าง ติดเชื้อ 3 เดือน หากครบ 2 เข็มแล้วยัง ไม่แนะนำให้ฉีด โดยฉีดผ่านระบบสถานศึกษาและสถานพยาบาลส่วนผลสำรวจการฉีดเข็มกระตุ้น พบว่าฉีด ไม่แน่ใจ และไม่ฉีด สัดส่วนพอกันคือ 1 ใน 3”

ในปัจจุบันยังมีข่าวดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในประเทศ โดยวัคซีนที่พัฒนาโดยจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย และขององค์การเภสัชกรรม มีความก้าวหน้าและเตรียมขึ้นทะเบียนในปี 66 และ 67 ตามลำดับ อาทิ Chula-Cov19, Baiya SARS-Cov-2VaX, NDV-HP-F ขณะที่การฉีดวัคซีนในประเทศไทย มีการฉีดไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 142 ล้านโดส มีอาการไม่พึงประสงค์ เสียชีวิตเพียง 6 คน ถือว่าน้อยมาก และถ้าดูยอดผู้เสียชีวิตในกลุ่ม 608 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค.65 มีทั้งสิ้น 9,373 ราย ในจำนวนนี้มีถึง 5,260 ราย ที่ไม่ได้รับวัคซีน จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะข้อมูลยืนยันแล้วว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตต่ำ และขณะนี้ในประเทศไทยมีวัคซีนคงคลังรวมแล้ว 8 ล้านโดส จึงถือว่ามีความเพียงพอในการฉีดให้กับประชาชน

ขยายวีซ่าไม่เกิน 45 วันกระตุ้นเที่ยว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า กระทรวง ท่องเที่ยวและกีฬาให้ข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศว่าในเดือนก.ค.มีผู้เดินทางเข้าประเทศถึง 1.07 ล้านคน มากกว่าเดือนมิ.ย.ที่มีเพียง 7.6 แสนคน และถ้าดูรายได้จากการท่องเที่ยวพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 ส.ค. มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 176,311 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ 377,740 ล้านบาท จึงต้องมาหาแนวทางให้ได้รายได้จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว จำนวนการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงการพำนักภายในประเทศ

“ที่ประชุมจึงเห็นชอบขยายระยะเวลาพำนักของผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยขยายเวลาพำนักสำหรับผู้ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราในการเข้าประเทศ ทั้งที่ไทยให้แต่ฝ่ายเดียว และที่มีความตกลงระหว่างกัน จากไม่เกิน 30 วัน เป็นไม่เกิน 45 วัน ขยายเวลาพำนักสำหรับผู้ได้รับ Visa On Arrival(VOA) จากไม่เกิน 15 วัน เป็นไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65-31 มี.ค.66 โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สตม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามมติต่อไป”

‘วิษณุ’ให้‘สธ.-สมช.’ชี้เลิก ‘ฉุกเฉิน’
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนพ.อุดม คชินทร ระบุว่าศบค.เตรียมพิจารณาไม่ขยายระยะเวลาบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.ในการประชุมครั้งหน้าว่า ก็อาจจะเป็นได้ แต่การประชุมศบค.วันนี้ไม่ได้เสนอเข้ามา เพราะหากไม่ต่อการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็จะสิ้นสุดลง ส่วนศบค.จะอยู่หรือจะไปก็ได้ แต่โดยหลักก็ควรยก ซึ่งไม่ยุ่งยากอะไร เพราะเป็นคำสั่งนายกฯ ตนบอกแล้วการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินกับการมีหรือไม่มีศบค.ไม่ได้เกี่ยวกันร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแม้จะยกเลิกเราก็ยังให้ศบค.อยู่ แต่อำนาจนั้นลดลง แต่อาจจะให้อยู่ตามอำนาจกฎหมายอีกฉบับคือพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11(8) แต่ลดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศบค.ลง และส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขไปจัดการ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) อีกก็ได้

เมื่อถามว่าสถานการณ์ของโควิด-19 มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่ต่อพ.ร.ก. ฉุกเฉิน หลังวันที่ 30 ก.ย.65 นายวิษณุกล่าวว่า ตอบไม่ถูก ต้องถามกระทรวงสาธารณสุข และสมช.ที่เป็นผู้ประเมินสถานการณ์

เมื่อถามว่าถ้าไม่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะใช้กฎหมายใดมาควบคุมโรคโควิด-19 นายวิษณุกล่าวว่า พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ฉบับเดิม ซึ่งอำนาจส่งกลับคืนไปให้กระทรวงสาธารณสุข

‘ตู่’ไฟเขียวโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง
เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการพิจารณาเรื่องขยายเวลาประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะขยายเวลาต่อหรือไม่ เป็นอำนาจของสมช.และสธ.พิจารณาว่า ขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค.อนุมัติแผนให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ส่วนจะต้องยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์จากการเตรียมการ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ สภาพความเป็นอยู่ โดยจะพิจารณาอีกครั้งในการประชุมศบค.ครั้งหน้า คาดว่าจะอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก.ย.นี้

เมื่อถามถึงแนวโน้มที่จะไม่ต่อขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ที่จริงแล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางอื่น หากไม่ติดใจในประเด็นการเมือง ถือว่ามีข้อดีมาก เพราะเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สามารถเข้าไปจัดการได้เรียบร้อยทั้งหมด ทั้งนี้การพิจารณาจะยกเลิกต้องประเมินความเสี่ยงและแผนที่จะรองรับ และดูว่าพ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับเดิมเพียงพอหรือไม่ และต้องมั่นใจว่าจะไม่เกิดวิกฤตและความเสียหายในมิติต่างๆ เกิดขึ้นอีก หรือหากเกิดขึ้นต้องแก้ไขได้ทันท่วงที ทั้งนี้จะประเมินทุกอย่างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้

เมื่อถามว่าหากไม่มีการขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และศบค.ต้องพ้นไปด้วยจะมีแผนรองรับ อย่างไร พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า หากไม่ต่อพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ศบค.จะถูกยุบอย่างแน่นอน เนื่องจากเกิดมาด้วยอำนาจของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงาน และสามารถมอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการเหตุการณ์ หลังจากนั้นจะให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รายงานการดำเนินการให้ที่ประชุมครม. รับทราบ

“หากศบค.ถูกยุบลง สมช.จะถอนบทบาทกลับมาดูในมิติความมั่นคง แต่อาจจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการที่กระทรวงสาธารณสุข ตั้งขึ้น หรืออาจเป็นหน่วย EOC” พล.อ.สุพจน์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน