ศาลไม่ให้ประกันตัว ‘ส.ต.ท. หญิง’ เข้าคุกคดีทารุณอดีตทหารหญิงรับใช้ ขณะที่ สันติบาลต้นสังกัดตั้งกรรมการสอบปมมีทหารรับใช้ได้อย่างไร และอายุเกินทำไมถึงเข้าตำรวจได้ ประสาน ‘ปปง.’ ตรวจสอบอายัดทรัพย์สินซ้ำ ฐานค้ามนุษย์ ด้านอธิบดีกรมสุขภาพจิต ย้ำทำไม่ได้ อ้างเป็นผู้ป่วยจิตเวชเพื่อเว้นโทษก่อคดี ต้องพิสูจน์ทางนิติจิตเวชว่าการป่วยจิต ส่งผลต่อการรู้ผิดชอบ ควบคุมตนเองหรือไม่

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. พนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรีควบคุมตัวส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม หรือเจ๊นุช อายุ 43 ปี ผบ.หมู่ กก.4 บก.ส.1 ผู้ต้องหาทำร้ายทารุณอดีตทหารหญิงรับใช้และค้ามนุษย์ ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรี โดยพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายยื่นคัดค้านประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปก่อเหตุอันตราย หรือความเสียหาย นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมยึดทรัพย์ ผู้ต้องหา เนื่องจากคดีค้ามนุษย์นั้นต้องตรวจสอบทรัพย์สินว่าได้มาจากการค้ามนุษย์ หรือไม่

ต่อมาศาลพิจารณาเหตุจำเป็นตามคำร้องฝากขังแล้ว อนุญาตให้ฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. ถึงวันที่ 2 ก.ย. จากนั้น ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว พร้อมแสดงความยินยอมขอติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อเท้าระหว่างปล่อยตัวชั่วคราว และยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือเงื่อนไขใดๆ ของศาล แต่ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตเนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นให้ยกคำร้องและส่งตัวเข้าเรือนจำ

วืดประกัน – พนักงานสอบสวนสภ.เมืองราชบุรี คุมตัวส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม ตำรวจสันติบาล ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์และทำร้ายร่างกายอดีตทหารหญิงซึ่งมาทำหน้าที่ทำงานที่บ้านอย่างทารุณ ไปฝากขังศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 22 ส.ค.

ที่ บก.ส.1 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล พล.ต.ต.อุดร วงษ์ชื่น ผบก.ส.1 กล่าวว่าจะตั้งกรรมการสอบสวน ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ยืนยันไม่ช่วยเหลือกันแน่นอน ส่วนจะถึงขั้นให้ออกจากราชการหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากการสอบสวนของสภ.เมืองราชบุรีว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร ซึ่งส่งข้อมูลเบื้องต้นมาให้แล้ว

พล.ต.ต.อุดรกล่าวว่า ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ ถูกย้ายมาจากหน่วยอื่นเมื่อเดือนก.พ.2565 เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายมาตามวงรอบปกติ เข้ามาทำงานได้ระยะหนึ่งก็ถูกให้ไปช่วยราชการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับรายงาน ว่าส.ต.ท.หญิง กรศศิร์เข้ามารับราชการ ตั้งแต่ปี 2560 แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่สังกัดใดก่อนหน้านี้

ต่อข้อถามว่าเหตุใดส.ต.ท.หญิงมีทหารรับใช้ได้ ผบก.ส.1 กล่าวว่าไม่ทราบ แต่ตามปกติไม่สามารถมีได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจยศไหนก็ตาม ต่อข้อถามอีกว่าทำไมส.ต.ท.หญิงเข้ารับราชการตอนอายุเกิน 35 ปีแล้ว พล.ต.ต.อุดรกล่าวว่าไม่ทราบ เพราะเป็นส่วนที่กองบัญชาการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานคัดกรองเป็นผู้รับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามไปยังกองบัญชาการศึกษาเกี่ยวกับการคัดกรองบุคคลเข้ารับราชการตำรวจ ระบุว่าตามระเบียบบุคคลที่มีอายุเกิน 35 ปี จะไม่เข้าหลักเกณฑ์สอบเข้ารับราชการตำรวจ แต่มีเงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น เป็นบุตรของ อดีตตำรวจที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงกรณี ใบรับรองแพทย์ของส.ต.ท.หญิง ที่อ้างว่าป่วยทางจิต ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งออกโดยแพทย์ที่ไม่ได้เป็นผู้รักษาว่า ตามหลักการของร.พ. แพทย์เจ้าของไข้ต้องออกใบรับรองแพทย์เท่านั้น แต่เมื่อผู้ป่วยมีเหตุผลจำเป็นต้องใช้ แพทย์คนอื่นสามารถออกความเห็นและใบรับรองแพทย์ได้ แต่ผู้ป่วยต้องมีประวัติการรักษาบันทึกไว้ในเวชระเบียนที่รักษาของร.พ. ไว้อย่างชัดเจน ส่วนจะออกก่อน 1 หรือ 2 วันนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงการรักษา ประเด็นนี้แพทยสภาจะเข้าไปตรวจสอบได้ต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียนเท่านั้น แต่ตำรวจก็สามารถตรวจสอบกับร.พ.ได้เช่นกัน

ส่วน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีผู้กระทำความผิดอ้างเป็นผู้ป่วยจิตเวชเพื่อขอละเว้นการรับโทษว่า ส่วนมากผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตทั่วไประดับที่ไม่รุนแรง แม้มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองสูงกว่าคนทั่วไป แต่ความเสี่ยงในการทำร้ายผู้อื่นมักไม่ต่างจากสถิติในประชากรโดยรวม การด่วนสรุปว่าคดีสะเทือนขวัญต่างๆ เกิดจากปัญหาสุขภาพจิตทั่วไปเพียงอย่างเดียวนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความตื่นตระหนก และอาจสร้างตราบาปต่อผู้ที่กำลังบำบัดรักษาด้านสุขภาพจิตอยู่ในสังคม

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า เพราะในทางปฏิบัติความเจ็บป่วยทางจิตที่จะมีผลต่อการรับโทษเขียนไว้ชัดเจนในประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 65 ซึ่งผู้ใดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้า ผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น เพียงแต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในความผิดนั้น

พญ.อัมพรกล่าวอีกว่า นั่นหมายถึงต่อให้มีใบรับรองว่าป่วยทางจิต หรืออยู่ในกระบวนการรักษา ก็ต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าความเจ็บป่วยนั้นส่งผลต่อความสามารถในการรู้ผิดชอบ หรือการควบคุมตนเองมากน้อยแค่ไหน เช่น ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่รักษาจนบรรเทาแล้วไปก่อคดีฆาตกรรม ก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุยกเว้นการรับโทษ หรือรับโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ ซึ่งการตรวจประเมินทางนิติจิตเวชทางการแพทย์เป็นกระบวนการหนึ่ง ศาลจะนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน