เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK จำนวน 1,273 ราย สะสม 4,647,685 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,198 ราย หายป่วยสะสม 4,598,834 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 26 ราย เสียชีวิตสะสม 32,248 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 16,603 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 7,658 ราย และอยู่ในร.พ. 8,945 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 760 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 371 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 13.4% ภาพรวม ผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง
สำหรับผู้เสียชีวิต 26 ราย มาจากกทม. 5 ราย, กระบี่ ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, นนทบุรี สมุทรปราการ นครราชสีมา เชียงใหม่ จังหวัดละ 2 ราย, ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ลำพูน นครศรีธรรมราช ลพบุรี และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 16 ราย หญิง 10 ราย อายุ 47-102 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คือโรคไต 8 ราย, หลอดเลือดสมอง 5 ราย, หัวใจ 5 ราย, ติดเตียง 2 ราย, อ้วน 2 ราย และมะเร็ง 1 ราย
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 28 ส.ค. 2565 ฉีดได้ 17,932 โดส สะสม 142,686,121 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,248,615 โดส คิดเป็น 82.3% เข็มสอง 53,706,513 โดส คิดเป็น 77.2% และเข็มสามขึ้นไป 31,730,993 โดส คิดเป็น 45.6% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,428,475 โดส คิดเป็น 50.6% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,301,217 โดส คิดเป็น 64.1% และเข็มสอง 2,418,242 โดส คิดเป็น 46.9%
สำหรับจังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ กทม. 903 ราย ถือว่าต่ำกว่าพันรายต่อเนื่อง 3 วันติด ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 45 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 32 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชัยนาท เชียงราย ตราด นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร มหาสารคาม มุกดาหาร ยะลา ยโสธร ร้อยเอ็ด ลพบุรี ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สุรินทร์ สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ
‘หนู’แจง2สาวไทยป่วยฝีดาษลิง
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีพบหญิงไทย 2 รายป่วยโรคฝีดาษลิงในช่วงเวลาใกล้กันว่า กรมควบคุมโรคมีมาตรการควบคุมสอบสวนโรค ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและชายชาวต่างชาติที่มีเพศสัมพันธ์กับรายที่ 7 ก็ต้องติดตามสอบสวนโรคเพิ่มเติมอยู่แล้วตามกระบวนการ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ตรวจพบ ผู้ป่วยติดเชื้อฝีดาษลิงในระบบการคัดกรอง แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีการตื่นตัว รับรู้ข้อมูลข่าวสารในการเฝ้าระวัง ทำให้เข้ามาคัดกรองในร.พ. จนสามารถตรวจพบได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยฝีดาษลิงทั้ง 7 รายที่พบในไทย ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่นเปลี่ยนคู่นอน มีเพศสัมพันธ์กับคนไม่รู้จัก
“เรื่องนี้ สธ.พยายามสร้างความเข้าใจให้ได้มากที่สุด โรคฝีดาษลิงไม่ได้น่ากลัว หากประชาชนไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ต้องกังวล และโรคนี้ไม่ได้รุนแรง สามารถรักษาหายได้” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีสิงคโปร์ผ่อนคลายมาตรการให้ผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังจำเป็นต้องคงมาตรการแสดงผลการฉีดวัคซีนโควิด แต่ในอนาคตหากสถานการณ์ต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาจจะมีการปรับลดมาตรการต่างๆ ลงเป็นระยะ ที่ผ่านมาไทยก็ปรับมาตรการตามสถานการณ์โควิดอยู่แล้ว
ชี้‘ไข้หวัดมะเขือเทศ’โยงโควิด
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือร.พ.เด็ก กล่าวถึงกรณีโรคไข้หวัดมะเขือเทศ (Tomato Flu) ว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคยังไม่ชัดเจน ไทยก็รอข้อมูลจากอินเดีย เบื้องต้นพบว่าที่อินเดียตั้งแต่ พ.ค. ถึงปลายก.ค. มีผู้ป่วยเข้าข่าย 82 ราย แต่มาพบข้อมูลที่ชัดเจนจากการตรวจจำเพาะทำให้ทราบว่า 2 พี่น้องที่เดินทางจากอินเดียไปอังกฤษ มีประวัติสัมผัสเด็กที่มี ผู้ป่วยลักษณะอาการคล้ายกัน ซึ่งผลการตรวจเชื้อไวรัสของเด็กทั้ง 2 ราย พบ เป็นเชื้อ คอกแซคกี A16 (Coxsackie A16) ซึ่งเป็นลักษณะของโรคที่แปลกไปจากโรคมือเท้าปาก โดยมีการสันนิษฐานว่า เชื้อไวรัสโรคไข้หวัดมะเขือเทศ มีลักษณะเชื่อมโยงกับโรคมือเท้าปาก
“อาการเข้าข่ายของโรคไข้หวัดมะเขือเทศ เช่น มีไข้ ผื่นขึ้นตามตัว แต่จะมีลักษณะตุ่มที่ใหญ่กว่ามือเท้าปาก ปวดข้อ ข้อบวม โดยตุ่มจะมีลักษณะสีแดงๆ เป็นก้อนนูนคล้ายลูกมะเขือเทศ เบื้องต้นพบว่าอาการไม่รุนแรง รักษาหายได้ เป็นการรักษาตามอาการ โดยสถานการณ์ในร.พ.เด็ก จากการคัดกรองผู้ป่วย พบว่ายังไม่พบเด็กที่ป่วยเข้าข่ายตามข้อบ่งชี้โรคไข้หวัดมะเขือเทศ แต่พบเด็กป่วยด้วยทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบเพิ่มขึ้น รวมไปถึงโรคมือเท้าปาก” พญ.วารุณีกล่าว
พญ.วารุณีกล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ทั่วโลกเฝ้าระวังโรคไข้หวัดมะเขือเทศ เพราะอาการของโรคไข้หวัดมะเขือเทศดูแปลกไปจากโรคมือเท้าปาก อาการอาจจะสัมพันธ์กับโรคอื่น เช่นโรคโควิด อย่างไรก็ตาม หลังเกิดโควิด พบว่ามีโรคอื่นๆ ที่แปลกไปจากเดิม และมีความเชื่อมโยงกับภูมิคุ้มกันร่างกายที่เปลี่ยนไปเช่น ภาวะมิสซี หรือภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันในร่างกาย หรือมีโรคภาวะตับอักเสบรุนแรง ซึ่งคล้ายกับช่วงการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน 1918 หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็จะพบเด็กเป็นโรคตับอักเสบรุนแรงที่อธิบายไม่ได้ ระบาดต่ออีก 2-3 ปี ส่วนในผู้ใหญ่เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สเปน ซากเชื้อจะอยู่ในลำไส้ใหญ่ได้นานอีก 4 เดือน ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดโรคที่มีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม
“ช่วงโควิด เด็กต้องหยุดเรียน ทำให้อยู่แต่ในบ้าน ภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ต้องตอบสนองของสภาพแวดล้อมลดลง หากเด็กติดเชื้อโควิดและมีซากเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้การแสดงของโรคจากเดิมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อไป ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการบุตรหลาน เช่นมีไข้ต่ำ ไม่ยอมทานอาหาร ให้สังเกตตุ่มตามร่างกาย และเด็กอาจจะมีอาการเจ็บและคันตามร่างกาย ให้รีบมาพบแพทย์ เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมถึงเด็กไปโรงเรียนมีการรวมกลุ่มกัน อาจจะติดเชื้อได้ง่าย ฤดูฝนอากาศชื้นง่าย จะพบเด็กติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างและโรคมือเท้าปากจำนวนมาก” พญ.วารุณีกล่าว