ระบุพิรุธ2จุดที่แขนขาตร.แจ้งข้อหาประมาท
ครูเวรกับโชเฟอร์รถตู้ทำให้น้องจีฮุนเสียชวต

ดำเนินคดีครูเวรรับส่งน.ร.และคนขับรถร่วมกันประมาทจนทำให้อื่นเสียชีวิต หลังทิ้ง ‘น้องจีฮุน’ ไว้ในรถตู้จนเสียชีวิตสลดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน ด้านผู้ต้องหาทั้งสอง รับสารภาพตลอดข้อหา ด้านพ่อ-แม่รุดร้องกระทรวงยุติธรรมขอให้พิสูจน์ศพโดยละเอียด หลังรอยช้ำที่แขนและจุดเขียวคล้ำที่ขา รองผบ.ตร.‘บิ๊กเด่น’ เผยข้อมูลเด็กนักเรียน ถูกลืมทิ้งไว้ในรถตู้ในช่วง 8 ปีมีมากถึง 129 ครั้ง เสียชีวิต 6 ราย เตรียมทบทวนมาตรการ ความปลอดภัยแบบบูรณาการป้องกันและแก้ไข ไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ส่วน‘บิ๊กป้อม’ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลครอบครัวเด็กหญิง ที่ตาย

แจ้งข้อหาครูเวรรถ-คนขับรถตู้
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีด.ญ.เขมนิจ ทองอยู่ หรือ น้องจีฮุน อายุ 7 ขวบ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 2/2 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอ.พานทอง จ.ชลบุรี ถูกลืมในรถตู้โรงเรียนจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 ส.ค. เวลาประมาณ 17.00 น.นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พานทอง จ.ชลบุรี ได้สอบ ปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว จากผลการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย สาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน ซึ่งเด็กที่ติดในรถจะเสียชีวิตจากกรณีนี้เป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา คนขับรถตู้ และครูเวรประจำรถรับส่งนักเรียน ในข้อหากระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ผู้ต้องหา ทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า จากข้อมูล ของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2557-2563 มีเหตุการณ์ที่เด็กถูกลืมทิ้งไว้ในรถโรงเรียนตามลำพังมากถึง 129 ครั้ง ในจำนวนนี้ มีเด็กเสียชีวิตจำนวน 6 ราย จากนี้ไปคงต้องมา ทบทวนมาตรการความปลอดภัยกันแบบ บูรณาการกันอีกครั้ง ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน หมายถึงกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

‘ป้อม’สั่งด่วนดูแลครอบครัว
วันเดียวกัน พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมในฐานะโฆษกประจำ รองนายกฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความ เป็นห่วงปัญหาเด็กนักเรียนที่ถูกทิ้งและติดในรถ เสียชีวิตต่อเนื่องที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประวิตร ได้โทรศัพท์ตรงกำชับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเร่งเข้าไปแก้ปัญหา โดยขอให้ดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือร่วมกัน นำบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาร่วมกำหนดมาตรการต่างๆ รองรับ มิให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก

สำหรับเด็กนักเรียนที่เสียชีวิต ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบสวนสาเหตุที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริง และลงไปช่วยเหลือดูแลครอบครัวเด็กนักเรียน ที่เสียชีวิต เพื่อกำหนดมาตรการและร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเด็กเล็กที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ต่อไป

เผยโรงเรียนพร้อมรับผิดชอบ
วันเดียวกัน นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยกรณีเดียวกันว่า หลังจากทราบเรื่อง ตนได้ลงพื้นที่ และสอบถามครูผู้ควบคุมรถ ครูเวรที่ดูแลเด็ก พบว่าในวันเกิดเหตุมีนักเรียน ทั้งหมด 7 คน โดยน้องจีฮุนขึ้นรถเป็นคนที่ 6 โดยเข้าไปนั่งเบาะเดี่ยวบริเวณทางเดิน และเมื่อรับนักเรียนคนที่ 7 แล้ว น้องจีฮุนได้เปลี่ยน ที่นั่งที่เบาะหลังด้านใน และเมื่อนักเรียนลงจากรถหมดแล้ว ครูผู้ควบคุมรถได้นำรถไปจอดที่โรงรถ เมื่อถึงเวลา 16.00 น. ครูผู้ควบคุมรถไปเตรียมรถเพื่อจะรับส่งเด็กกลับบ้าน ก็พบน้องจีฮุนนอนเสียชีวิตแล้ว ซึ่งจากการสอบถามนักเรียนที่นั่งในรถคันเกิดเหตุ ก็คาดว่าน้องจีฮุนนอนหลับ จนลงจากรถไม่ทัน

นายพรีศักดิ์กล่าวต่อว่า จากการสอบถามโรงเรียนก็ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะช่วยเหลือเยียวยาผู้ปกครองของน้องจีฮุน ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเข้าไป ช่วยเหลือผู้ปกครองในเบื้องต้นด้วย และตนได้ รายงานเรื่องดังกล่าวให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการรับทราบแล้ว

“รัฐมนตรีตรีนุชแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผมได้ตั้งคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริง ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรี ว่าการศธ.แล้ว ซึ่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงบ่ายของวันนี้ด้วย คาดว่าไม่เกิน 7 วันจะได้ข้อสรุป นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการได้กำชับว่าขอให้โรงเรียนปฏิบัติ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 อย่างเคร่งครัด และให้ สช. ลงไปช่วยดูแลผู้ปกครองนักเรียนอย่างเต็มที่” นายพรีศักดิ์กล่าว

ตรีนุชสั่งคิดนวัตกรรมช่วยดูแล
ด้านน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่าความปลอดภัยในสถานศึกษา ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ศธ.เน้นย้ำแและผลักดันมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ศธ. มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 ที่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชนปฏิบัติอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น ว่าโรงเรียนได้ทำตามระเบียบที่กำหนดไว้หรือไม่ จึงมอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. แจ้งไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ ดำเนินการกำกับ ติดตามและสุ่มตรวจสอบการใช้รถรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 หรือไม่ ส่วนการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ปกครองน้องจีฮุนนั้น เบื้องต้นทราบว่าโรงเรียนจะช่วยเหลือเยียวยา แต่ตนมอบหมายให้นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เข้าไปดูแลช่วยเหลือประสานงานเพิ่มเติมแล้ว

น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประสานไปยังสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ให้คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในรถยนต์ โดยต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ซึ่งหลังจากคิดค้นนวัตกรรมและประดิษฐ์สำเร็จแล้วให้ประสานไปยังโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของวิทยาลัยนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทราบว่าที่ผ่านมาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหลายแห่ง ได้คิดค้นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ในการป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในรถออกมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ นำไปใช้อย่างแพร่หลาย

วท.ลำปางคิดระบบเตือนภัย
รมว.ศึกษาธิการเปิดเผยว่าวิทยาลัยเทคนิคลำปาง ได้สร้างระบบป้องกันและเตือนภัย โดยอาศัยหลักการตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถยนต์ ซึ่งเมื่อระบบตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในรถ กล่องควบคุมจะสั่งการเปิดประตูรถยนต์ และส่งสัญญาณเตือนภัยในรูปแบบระบบเสียงแจ้งเตือนด้วยไซเรนและส่งข้อความ SMS ที่ระบุพิกัดสถานที่ ด้วย GPS ไปยังโทรศัพท์ ที่ตั้งค่าเอาไว้ก็จะสามารถดูพิกัดสถานที่ได้ทันที หรือวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม ได้ประดิษฐ์ชุดควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ เมื่อมีผู้ติดอยู่ในรถ และมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1,000 ppm ซึ่งเป็นค่าที่ทำให้ผู้ติดอยู่ในรถรู้สึกอึดอัด เครื่องก็จะทำงานอัตโนมัติ และวิทยาสารพัดช่างอุบลราชธานี ได้ประดิษฐ์เครื่องทำลายกระจกรถยนต์ กรณีรถยนต์ ตกน้ำหรือมีผู้ติดอยู่ในรถ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งไว้ในรถ สามารถยิงทำลายกระจกรถยนต์แบบ Tempered เมื่อกระจกถูกทำลายจะแตกตัวแบบเมล็ดข้าวโพด และหากตกน้ำ จะมีอุปกรณ์เสริมเพื่อขอความช่วยเหลือ และจะมีสัญญาณแสดงตำแหน่งที่รถจมอยู่ เป็นต้น

“อย่างไรก็ตามนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้น เป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้มีอุปกรณ์ในการช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกลืมไว้ในรถยนต์ได้ทันทีเท่านั้น ทุกโรงเรียนไม่ควร ให้มีเหตุการณ์ลืมนักเรียนไว้บนรถตู้รับ-ส่งนักเรียน จนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต เกิดขึ้นมาอีก ขอให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศใช้รถรับ-ส่งนักเรียน โดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 อย่างเคร่งครัดและไม่ประมาททั้งในส่วนของการตรวจสอบสภาพรถยนต์ที่นำมารับ-ส่งนักเรียน ความพร้อม ของพนักงาน ขับรถ และผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ที่ต้องตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่รับ-ส่ง แต่ละเที่ยวให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามบัญชีรายชื่อนักเรียน, ประจำอยู่กับรถโรงเรียนตลอดเวลาที่รับ-ส่งนักเรียน เพื่อควบคุมดูแลและช่วยเหลือนักเรียนให้เกิดความปลอดภัยตลอดการ เดินทาง” น.ส.ตรีนุชกล่าว

พ่อ-แม่ร้องยธ.ช่วยตรวจสอบ
ที่กระทรวงยุติธรรม น.ส.เมทิกา โกศลปลั่งศรี และนายไทยอนันต์ ทองอยู่ พ่อแม่ของน้องจีฮุน ผู้เสียชีวิต พร้อมนายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือทนายแก้ว ยื่นคำร้องถึงกระทรวงยุติธรรมให้ตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของน้องจีฮุน หลังมีข้อสงสัยหลายประการ โดยมีว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแล้วเปิดเผยว่า เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรม ได้รับคำร้องของครอบครัวผู้เสียหายไว้ โดยสถาบันนิติวิทยาศาตร์ จะตรวจสอบประเด็นการเสียชีวิตว่าฆาตกรรมหรือเกิดจากการขาดอากาศหายใจเป็นระยะเวลานาน พร้อมตรวจสอบสภาพรถตู้ที่เกิดเหตุเพื่อหาลายนิ้วมือแฝง รวมถึงจะตรวจสอบการผ่าพิสูจน์ศพโดยตำรวจว่าถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิตเห็นดีกับมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ หากครอบครัวยังมีข้อสงสัยใด กระทรวงยุติธรรมก็จะยื่นคำร้องให้ผ่าพิสูจน์ซ้ำได้ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในระยะเวลาการทำงานของ ร.พ.ตำรวจ

ว่าที่ร้อยตรีธนกฤตกล่าวอีกว่า กรณีนี้เจ้าของโรงเรียนก็ต้องรับผิดชอบในการเสียชีวิต เพราะถือเป็นความผิดของลูกจ้าง ทั้งนี้ เราจะจัดหาทนายความกองทุนยุติธรรม ให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาเงินไม่เกิน 110,000 บาท ประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเรื่องไปยังยุติธรรมจังหวัดต่อไป

น.ส.เมทิกากล่าวว่า ได้มาขอยื่นคำร้องให้มีการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คลายข้อสงสัย หลังโรงเรียนยังไม่แจ้งผลการตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ อีกทั้งพบว่าสภาพเสื้อผ้าและท่าทางของลูกเรียบร้อยมาก ไม่มีคราบน้ำตา น้ำลายหรือปัสสาวะ ขณะที่โรงพยาบาลตำรวจได้แจ้งผลชันสูตรว่า ลูกเสียชีวิตจากอาการฮีตสโตรก จนระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ซึ่งเกิดจากการอยู่ในที่ร้อนเป็นเวลานานจนหมดสติไป อย่างไรก็ตาม มองว่า ไม่ว่าลูกจะอ่อนเพลียแค่ไหน ก็น่าจะเปิดประตูหรือกระจกรถได้ อีกทั้งน้องยังร่าเริงแจ่มใสไม่มีโรคประจำตัว

พบรอยช้ำที่แขน-จุดเขียวที่ขา
น.ส.เมทิกากล่าวอีกว่า แพทย์แจ้งสภาพศพว่ามีรอยฟกช้ำบริเวณต้นแขนซ้าย และจุดเขียวที่ขา รวมถึงรอยถลอกที่แขน ซึ่งตอนเช้าตนอาบน้ำให้ลูกก็ยังไม่พบ ถือเป็นรอยใหม่ จึงเป็นข้อสงสัยอีกประเด็น โดยครอบครัว ยังคงจะเก็บร่างไว้ก่อน ขณะเดียวกัน ครอบครัว ก็เพิ่งเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดจากการ นำเสนอผ่านสื่อเท่านั้น ยังไม่ได้รับการประสาน จากโรงเรียนมา

นายไทยอนันต์กล่าวว่า โรงเรียนประสานเข้ามาที่จะชดเชยค่าเสียหายให้แล้ว แต่ครอบครัว ยังไม่พร้อมพูดคุย ยืนยันว่าน้องสามารถเปิดกระจกรถและเปิดประตูได้ แต่ไม่ทราบว่าสามารถเปิดประตูและกระจกรถของโรงเรียนได้หรือไม่

นายมนต์ชัยกล่าวว่า ครอบครัวเกิดข้อสงสัย ในหลายประเด็น คือ เด็กน่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดในรถที่ร้อนระอุ เพราะเสื้อผ้าของน้อง ไม่หลุดลุ่ย รวมถึงยังไม่พบมีคราบใดบนกระจก และตามตัวรถ ทั้งๆ ที่เด็กยังเป็นวัยที่ซุกซน รวมถึงกล้องหน้ารถจะบันทึกเหตุการณ์ได้ แต่โรงเรียนและตำรวจยังไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนนี้มา นอกจากนี้ เวลาที่ใช้ในการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนเป็นระยะเพียง 15 นาที น้องจึงไม่น่าจะหลับลึกขนาดที่คนขึ้นลงรถก็ไม่ทราบ

ย้ายศพไปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ น.ส.เมทิกา และนายไทยอนันต์แม่และพ่อได้มาติดต่อขอรับร่างน้องจีฮุน เตรียมไปฝากไว้ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต ถ้าทราบผลชันสูตรอย่างเป็นทางการแล้ว จะมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะให้ ร.พ.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ผ่าชันสูตรรอบที่ 2 หรือไม่ เพราะติดใจสงสัยในเรื่องรอยฟกช้ำบริเวณขาของน้องจีฮุน โดยวันนี้ทางครอบครัวได้มายื่นความจำนงเรื่องการฉีดยาฟอร์มาลิน ซึ่งขั้นตอน หลังจากนี้ จะต้องกลับไปนำเอกสารการเสียชีวิต ที่สภ.พานทอง ก่อนจะกลับมาในวันที่ 2 ก.ย.เพื่อรับร่างน้องจีฮุนไปเก็บรักษาไว้ที่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต ระหว่างรอฟังการชันสูตรอย่างเป็นทางการ

น.ส.เมทิกากล่าวว่า ทางครอบครัวเชื่อถือผลของนิติเวช ร.พ.ตำรวจ แต่ทางครอบครัวยังมีข้อสงสัยบางส่วนที่อยากให้มีการตรวจสอบ อีกครั้ง ในประเด็นการเสียชีวิต ซึ่งมีการชี้แจงมาบ้างแล้วแต่ยังไม่ละเอียด ระบุว่าน้องเกิดจาก อาการฮีตสโตรก ซึ่งช่วงเช้าวันนี้ได้ไปยื่นเรียกร้องที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้คลี่คลายข้อสงสัยของครอบครัว ทั้งนี้คาดว่าผลจะออกภายใน 2 สัปดาห์

น.ส.เมทิกากล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีหลายประเด็น ที่ครอบครัวยังไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงร่องรอย การฟกช้ำบริเวณต้นแขนและขา รอยถลอก ที่แขน ยืนยันว่าในตอนเช้าที่ลูกไปโรงเรียนยังไม่มีร่องรอยดังกล่าว ส่วนจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเสียชีวิตแล้วยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งทางครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตไว้ นอกจากนี้ ภายในรถไม่พบร่องรอยคราบน้ำลาย ร่องรอยการช่วยเหลือเอาตัวรอดของน้อง แต่เบื้องต้นจากการพูดคุยกับแพทย์บอกว่า อาจเกิดจากการพบร่างของน้องที่นอนหันข้างอยู่ อาจจะเกิดรอยช้ำจากตรงนั้นได้ แต่ยังไม่ชัดเจน จึงต้องรอผลก่อน

สำหรับผลการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้นสันนิษฐานว่า เกิดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกาย สูง เนื่องจากอากาศร้อน

นักวิชาการแนะรัฐถอดบทเรียน
นางสุนีย์ ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กศูนย์ถ้วนหน้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) กล่าวว่านับเป็นความสูญเสียที่สังคมต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในเด็ก เพราะเป็นสิทธิขั้น พื้นฐานในชีวิตที่ทุกคนควรได้รับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนเติบโต ทางออกที่จะลดปัญหามี 3 ข้อ ได้แก่ 1.ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกหลานรู้จักเอาตัวรอด พร้อมเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินในรถเมื่ออยู่เพียงลำพัง เช่น สอนวิธีการปลดล็อก บีบแตร เพื่อขอความช่วยเหลือ 2.ครูที่ประจำรถรับ-ส่ง ต้องเช็กชื่อเด็กทั้งก่อนและหลังขึ้น-ลงรถทุกครั้ง อีกวิธีคือคุณครู ในชั้นเรียน ต้องสังเกตว่าเด็กคนไหนหายไป หรือถามไถ่จากเพื่อนๆ ว่าลาหรือไม่ และ 3.คนขับรถ ต้องช่วยตรวจสอบความเรียบร้อยหลังรับ-ส่งเด็กทุกครั้ง เพื่อทำให้มาตรฐานป้องกันความปลอดภัยที่รัดกุม

นางสุนีย์กล่าวอีกว่า เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนที่ทำให้ภาครัฐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เห็นความสำคัญกับคำว่า “เด็กเรียนใกล้บ้าน” เพื่อลดภาระและความเสี่ยงจากการเดินทาง ที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ผลักดัน ขับเคลื่อนนโยบาย และส่งเสริมให้เกิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนที่ใกล้บ้าน มีคุณภาพและมาตรฐานเรื่องหลักสูตรการศึกษา ค่าเทอมราคาเหมาะสม ผู้ปกครองไปรับ-ส่งเองได้ หรือมีกระบวนการช่วยเช็กความปลอดภัยที่รัดกุม กรณีที่ต้องให้เด็กขึ้นรถโรงเรียน หากทำเช่นนี้ได้เชื่อว่าจะลดภาระเสี่ยงทางสุขภาวะ เช่น รถติด เครียด เหนื่อยล้า จากการเดินทางไกล และยังช่วยลดสถานการณ์ เด็กเสียชีวิตภายในรถตู้รับ-ส่งนักเรียน หรือเกิด อุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปเรียนหนังสือได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน