ตู่ไปอยุธยาวันนี้เยี่ยมทหารสู้น้ำ
‘บิ๊กตู่’ลุยกรุงเก่าตรวจท่วม-ให้กำลังใจกำลังพล ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ ย้ำประชาชนไม่ต้องห่วงไร้ทางซ้ำรอยปี 54 กรมชลฯ ก็ประสานเสียงยืนยัน แม้ปริมาณฝนตกสะสม 8 เดือน สูงกว่าค่ามาตรฐาน แต่เตือน 11 จว.ลุ่มน้ำภาคกลางรับมือล้นตลิ่ง เหตุน้ำเหนือยังทะลักลงเขื่อนเจ้าพระยา 7 ใน 8 ตำบลของบางบาลจมแล้ว กทม.สั่งจนท.เตรียมพร้อม 24 ช.ม.
‘ป้อม’ยันไม่ซ้ำรอยปี54
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ น้ำลุ่มน้ำบางปะกง การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภค ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่สถานีผลิตน้ำประปาฉะเชิงเทรา ต.คลองนครเนื่องเขต อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมกล่าวมอบนโยบาย ภายหลังรับฟังการรายงานว่า ขอบคุณ เจ้าหน้าที่ได้นำเสนอเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้มีการเตรียมการในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อการ เตรียมการเรื่องน้ำดิบที่จะใช้ถึงปี 2580
โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเค็มจะต้องป้องกันในจุดพื้นที่บางปะกง เราไม่สามารถเอาน้ำดิบมาไล่ระบบนิเวศได้ตลอด ขอฝากพวกเรา ช่วยกันดู รัฐบาลได้ให้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาทุกปี โดย สทนช.ได้รายงานให้ทราบ โดยกรมชลประทานได้มีการเตรียมการต่างๆ ในการให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนในการใช้น้ำ ดังนั้น การประปาต้องเตรียมการสำรองน้ำดิบไว้ผลิตให้ได้ถึงปี 80 เพื่อความต้องการของประชาชน
“ประชาชนเกรงว่าฝนตกปีนี้จะทำให้ น้ำท่วมเหมือนปี 2554 ปีนี้ผมรับรองเลยว่า น้ำจะไม่ท่วมอย่างปี 2554 แน่นอน ผมอยากจะบอกว่าทั้งกรมชลประทาน สทนช. และทั้งหมดได้ร่วมกันกระจายน้ำ เมื่อฝนตกทางเหนือก็กระจายไม่ให้น้ำท่วมตลอดเวลา เรามีกรรมการ 22 ลุ่มน้ำในการกำกับดูแล มีคณะกรรมการน้ำทุกจังหวัดเพื่อดูว่าน้ำจะมีมาก น้อยลง หรือจะแล้ง ซึ่งทำมา 3 ปีแล้วไม่มีแล้งเลย จะสังเกตได้ว่าหน่วยงานไม่มีประกาศภัยแล้งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ รัฐบาล มีความห่วงใยอย่างมากกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กับประชาชน จึงได้สั่งการให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว” รองนายกฯ กล่าว
‘บิ๊กตู่’ตรวจน้ำกรุงเก่า
พล.อ.ประวิตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอมอบหมาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประสาน บูรณาการขับเคลื่อนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ป้องกันแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนครอบคลุมถึงระยะยาว โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาน้ำเค็มที่จะรุกล้ำเข้าในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อาทิตย์หน้านี้เราจะอนุมัติงบประมาณ 100 กว่าล้านบาท เพื่อศึกษาการทำประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม ขณะที่กรมชลประทาน ต้องหาแหล่งน้ำต้นทุน เร่งก่อสร้างแหล่งเก็บน้ำ ที่ได้รับงบประมาณให้แล้วเสร็จสามารถบริหาร จัดการน้ำได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ การประสานงานกับกระทรวงทรัพย์ และการอนุมัติพื้นที่อ่างเก็บน้ำวังโตนด ถ้าได้มา จะทำให้กระจายน้ำได้ดี สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง ปลูกพืชไร่ได้ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมากขึ้น การประปาส่วนภูมิภาค ต้องวางแผนการใช้น้ำให้ครอบคลุมการใช้น้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ พร้อมสำรองน้ำไว้ใช้ การประปาทุกแห่งต้องมีแหล่งน้ำสำรอง ถ้าไม่มีจะใช้น้ำดิบจากธรรมชาติ อย่างเดียวไม่ได้
วันเดียวกัน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม (กห.) เปิดเผยว่า วันที่ 2 ก.ย. เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม มีกำหนดลงพื้นที่รับทราบสถานการณ์น้ำและตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพ ในการสนับสนุนช่วยเหลือป้องกันและรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยกำหนดลงพื้นที่ 3 จุดคือ วัดกษัตราธิราชเจ้า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย และบริเวณพระตำหนักสิริยาลัย
เขื่อนเจ้าพระยาระบายเพิ่ม
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชล ประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่าบริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนาแน่น ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 31 ส.ค. เวลา 06.00 น. ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี วัดน้ำ C2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,846 ลบ.ม.ต่อวินาที สมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง ผ่านสถานีวัดน้ำ Ct19 จ.อุทัยธานี วัดได้ 103 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ระดับ +15.89 ม.รทก. ระดับท้าย +13.46 ม.รทก. ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,678 ลบ.ม.ต่อวินาที
คาดการณ์ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C2 จ.นครสวรรค์ อยู่ระหว่าง 1,800-1,900 ลบ.ม. ต่อวินาที แม่น้ำสะแกกรัง สถานี Ct19 อัตรา 100 ลบ.ม.ต่อวินาที และลำน้ำสาขาอัตรา 200 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณระหว่าง 2,100-2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที การรับน้ำเข้าระบบชลประทาน ทั้งสองฝั่งรวมจำนวน 200 ลบ.ม.ต่อวินาที
นายทวีศักดิ์กล่าวว่า กรมชลประทานดำเนินการภายใต้เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา โดย พล.อ.ประวิตร เป็นประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอนุญาต ให้กรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำ ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที แบบขั้นบันได พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณ การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร
โดยปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. ในอัตรา 1,800-2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำ ท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล และต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน 0.40-0.50 เมตร ในช่วงวันที่ 5-6 ก.ย. ทั้งนี้ หากมีปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่า 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที
เตือน 11 จว.รับมือ
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ กรมชลประทานได้แจ้งเตือน 11 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ 1.อุทัยธานี 2.ชัยนาท 3.สิงห์บุรี 4.อ่างทอง 5.สุพรรณบุรี 6.พระนครศรีอยุธยา 7.ลพบุรี 8.ปทุมธานี 9.นนทบุรี 10.สมุทรปราการ และ 11.กรุงเทพมหานคร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายทวีศักดิ์กล่าวอีกว่า ปริมาณฝนตกสะสม 8 เดือนของปี 2565 ตั้งแต่ม.ค.-ส.ค. มีปริมาณสะสมสูงกว่าค่ามาตรฐานร้อยละ 23 เป็นฝนสะสมทั่วประเทศ ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 2554 เพราะกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตลอด ระดมเครื่องมือ ทั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องดันน้ำลงพื้นที่ในจุดไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำ ที่มีการท่วมซ้ำซาก อาทิ ไม่มีแหล่งรับน้ำ ไม่มีคลองระบายน้ำ เป็นต้น
ทั้งนี้ อย่าดูกราฟฝนแล้วไปกังวล เพราะเป็น ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศ ปีนี้ระยะฝนตก มันห่าง ระยะตกมันห่าง ความเข้มมันน้อย ไม่ต้องกังวลว่าจะเหมือนปี 2554 เพราะปีนั้นมีพายุเข้ามา 4-5 ลูก มาถี่สั้น ระบายไม่ทัน ทำให้บริหารจัดการไม่ทัน ฝนหมดกลางต.ค. คาดการณ์พายุหมุนเขตร้อนจะมาก.ย.-ต.ค. โดยต้นก.ย.พายุจะวิ่งไปในภาคเหนือ ภาคอีสาน หลัง 15 ก.ย.จะเคลื่อนเข้าภาคกลาง และประมาณ ต.ค.ฝนลงภาคใต้

ล้นกรุงเก่า – แม่น้ำน้อยเอ่อล้นท่วมหลายตำบลในอ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา บ้าน, วัด, โรงเรียน และพื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย ขณะที่กรมชลประทานเพิ่มระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เตือน 11 จังหวัดท้ายน้ำรับมือ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.
7 อำเภอบางบาลจม
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยาได้ระบายน้ำเพิ่มขึ้น 1,760 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจ.พระนครศรีอยุธยา ลงสู่คลองสาขาแม่น้ำน้อย ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 20-30 ซ.ม. บริเวณโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม อ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 30 ซ.ม. กรมศิลปากรได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมด้วยแนวบังเกอร์ มีเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังระดับน้ำและความมั่นคงแข็งแรงของแนวบังเกอร์ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังพบว่าเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำลงสู่คลองบางบาล ประชาชนในพื้นที่ 7 ตำบล จากทั้งหมด 8 ตำบล ใน อ.บางบาล ประกอบด้วย 1.ไทรน้อย 2.วัดยม 3.บางบาล 4.สะพานไทย 5.กบเจา 6.บ้านคลัง และ 7.พระขาว มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 80 ซ.ม.ถึง 1 เมตร ชาวบ้านต้องเร่งขนย้ายเก็บสิ่งของขึ้นที่สูง
ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำน้อยไหลผ่าน ต.หัวเวียง อ.เสนา เพิ่มสูงขึ้น 5-10 ซ.ม. สูงกว่าตลิ่งประมาณ 2 เมตร ท่วมบ้านเรือนประชาชน พื้นที่การเกษตร วัดหัวเวียง โรงเรียน
กทม.สั่งพร้อมรับล้นตลิ่ง
ที่ศาลาว่าการกทม. นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ ผอ.สำนักการระบายน้ำ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่าตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี จ.นครสวรรค์ อยู่ในเกณฑ์ 2,000-2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 1,800-2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยให้กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1-10 ก.ย.นี้
สำนักการระบายน้ำขอให้ประชาชนหรือชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกัน ตลิ่ง แพร้านอาหาร ท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะ ติดตามสถานการณ์น้ำรวมถึงแจ้งเหตุเดือดร้อน และขอรับความช่วยเหลือจาก กทม.ได้ที่ http://dds.bangkok.go.th/, www.prbangkok.com, Facebook:@BKK.BEST, สำนักงานประชาสัมพันธ์ Twitter:@BKK_BEST, สำนักงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงการแจ้งจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมบนถนนสายหลัก และรับแจ้ง เหตุน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ โทร. 1555 หรือศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำ โทร. 0-2248-5115 หรือแจ้งทางระบบทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue)
ด้านศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม รายงานสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกปานกลางถึงหนัก ปริมาณฝนรวมสูงสุดที่จุดวัดคลองแสนแสบ-วัดทรัพย์ฯ เขตหนองจอก 101.0 ม.ม. สำนักงานเขตสายไหม 81 ม.ม. ประตูระบายน้ำบึงขวาง เขตมีนบุรี 80 ม.ม. ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ-บางชัน เขตสะพานสูง 59.5 ม.ม. คลองประเวศฯ-ถนนร่วมพัฒนา เขตลาดกระบัง 54.5 ม.ม. สถานีคลองตาอูฐ เขตหลักสี่ 38.5 ม.ม. มีน้ำท่วมขัง 1 จุด ที่บริเวณ ซ.วัชรพล 8-12 ถ.วัชรพล เขตสายไหม ปัจจุบัน น้ำแห้งเป็นปกติ