กันถูกทิ้งในรถครู-ผู้ปกครองร่วมมือกับรร.

รองผบ.ตร.‘บิ๊กเด่น’พร้อมประสานโรงเรียนทุกแห่งใช้เทคโนโลยีช่วยป้องกันเหตุลืมเด็กไว้ในรถถ่ายภาพรายงานหรือตั้งกลุ่มไลน์ร่วมผู้ปกครอง-ครู-คนขับรถจับมือร่วมป้องกันไม่ให้เหตุสลดเกิดซ้ำอีก ด้านพ่อแม่น้องจีฮุนเร่งขอใบมรณบัตรหลักฐานไปขอรับศพลูกสาวจากสถาบันนิติเวชไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผ่าพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิต หลังยื่นร้องกระทรวงยุติธรรมช่วยดำเนินการ ล่าสุดขอดูกล้องวงจรปิดของโรงเรียนแล้ว เผยพร้อม เปิดโอกาสให้ครูเวร-คนขับรถตู้ขอโทษ

กรณีด.ญ.เขมนิจ ทองอยู่ หรือน้องจีฮุน อายุ 7 ขวบ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 2/2 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี ถูกทิ้งลืมไว้ในรถตู้รับส่งนักเรียนจนเสียชีวิตภายในรถ สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาคนขับ รถตู้ และครูเวรประจำรถรับส่งนักเรียน กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ที่ว่าการอำเภอพานทอง น.ส.เมทิกา โกศลปลั่งศรี และนายไทยอนันต์ ทองอยู่ พ่อแม่ของน้องจีฮุน ผู้เสียชีวิต พร้อมนายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือทนายแก้ว เดินทางมาขอใบมรณบัตร เพื่อนำไปยื่นต่อโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อดำเนินการ รับศพน้องจีฮุนไปฝากไปที่สถาบันนิติ วิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์รังสิต เป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อผ่าพิสูจน์สาเหตุการตาย โดยละเอียด

แม่ของน้องจีฮุนบอกว่า วันนี้ตนเดินทางมาที่อำเภอเพื่อจะเร่งดำเนินการเรื่องเคลื่อนย้ายศพน้องให้แล้วเสร็จ ก่อนจะเดินทางไปขอดูกล้องวงจรปิดที่โรงเรียน ทั้งหน้าโรงเรียน บริเวณโรงเรียน ในรถตู้คันที่เกิดเหตุ และกล้องคันอื่นๆ เพื่อดูเหตุการณ์ที่แท้จริง หลังจากนั้นจะเข้าพบตำรวจเพื่อให้ข้อมูล และยืนยันว่าจะยังไม่เผาศพน้องจีฮุน จนกว่าคดีจะมีคลี่คลายและหายเคลือบแคลงใจข้อสงสัย หลังจากเกิดเหตุยังไม่ได้พบครูเวร และครูคนขับรถทั้ง 2 คนเลย ถ้าจะมาขอโทษ ตนก็ยอมรับคำขอโทษ และพูดคุยเรื่องการเยียวยาต่อไป

ด้านนายมนต์ชัย หรือทนายแก้ว กล่าวว่า วันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะเปิดหลักฐานเพื่อให้พ่อแม่น้องจีฮุนสิ้นข้อสงสัย โดยจะเปิดกล้องวงจรปิดให้ดู แต่จะเชื่อหรือไม่นั้น ก็ต้องดูองค์ประกอบอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้ทางครอบครัวได้ไปร้องขอความเป็นธรรมที่กระทรวงยุติธรรมไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องมีการให้แพทย์ และเจ้าหน้าที่ เข้าไปดูการผ่าชันสูตรอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่ได้ปรักปรำแต่ทางครอบครัวยังติดใจสงสัย หวังให้เจ้าหน้าที่ปล่อยชุดหลักฐานให้ครอบครัวได้รับรู้ เพราะขณะนี้ยังติดใจสงสัยว่าน้องจีฮุนเสียชีวิตในลักษณะใด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดปกติของเด็กวัย 7-8 ขวบ ที่น่าจะเปิดประตูรถได้

ต่อมาทางพ่อแม่ของน้องจีฮุน พร้อมด้วยทนายแก้ว ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ทรงพล ทองทาบ พนักงานสอบสวน สภ.พานทอง เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และต้องการดูกล้องวงจรปิดในบริเวณลานจอดรถ เพื่อแคลงความสงสัยของคดีการเสียชีวิตของน้องจีฮุน โดยที่เจ้าหน้าตำรวจไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

วันเดียวกัน นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยกรณีถึงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากทราบเรื่อง กมว.ไม่นิ่งนอนใจ ได้ตรวจสอบครูผู้ควบคุมรถ และครูเวรประจำรถตู้ เพื่อเอาผิดทางจรรยาบรรณ จากการตรวจสอบพบว่าครูผู้ควบคุมรถ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ดังนั้น ต่อไปคณะอนุกรรมการด้านจรรยาบรรณจะตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำเสนอให้ที่ประชุม กมว.พิจารณาโทษทางจรรยาบรรณต่อไป ส่วนครูเวรประจำรถตู้พบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทำให้กมว.ไม่สามารถเอาผิดทางจรรยาบรรณได้

ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าถึงเวลาที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ต้องกลับมาทบทวนนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย ที่ขับเคลื่อนนั้น ทำให้สถานศึกษาปลอดภัยจริงหรือไม่ ตนมองว่าวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการรับมือ เป็นวิธีการเดิมๆ คือหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน หาคนผิดมารับผิดชอบ แล้วรอให้เรื่องจบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ตระหนัก และไม่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น แม้หลายครั้งที่เกิดเรื่องจะมีคนให้ข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ ให้วิธีการป้องกัน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่นำเรื่องเหล่านี้มาปฏิบัติเลย

“มองว่าถ้าจะแก้ปัญหาลืมเด็กไว้ในรถนั้น ควรจะปรับเปลี่ยนรถรับส่งนักเรียนใหม่ เพราะรถตู้ที่ใช้กันในปัจจุบันถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะที่นั่งรถตู้สร้างมาให้ผู้ใหญ่นั่ง ไม่ได้ทำมาให้เด็กนั่งโดยตรง และในหลายประเทศสร้างรถโรงเรียน โดยออกแบบที่นั่งให้เหมาะสมกับเด็ก แต่ประเทศไทยกลับเอารถอะไรไม่รู้มารับเด็ก ดังนั้น ศธ.ควรที่จะมาหารือกับโรงเรียนรัฐ และเอกชน เพื่อออกแบบมาตรฐานรถโรงเรียนใหม่ โดยเน้นความปลอดภัย และต้องทำที่นั่งให้เหมาะกับเด็กในแต่ละวัยด้วย ผมมองว่าถ้ารัฐจริงใจ ตระหนักถึงปัญหา และต้องการหาทางแก้ไข ไม่ควรจะจัดการแค่ตั้งคณะกรรมการสอบ เพราะจะไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ควรจะรื้อระบบใหม่และต้องลงมือทำอย่างจริงจัง” นายสมพงษ์กล่าว

ด้านพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานะที่กำกับดูแลกฎหมาย และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่อยู่ในช่วงเปิดเทอมถึงขั้นเสียชีวิต จะมีคำสั่งไปยังตำรวจทั่วประเทศให้ร่วมบูรณาการกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยการรับ-ส่งนักเรียน โดยวางมาตรการป้องกัน เบื้องต้นแนะนำให้โรงเรียนสอนทักษะหรือคำแนะนำกับเด็กในการช่วยเหลือตัวเองกรณีติดอยู่ในรถ เช่น การบีบแตร การทุบกระจก การใช้มือถือในการขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ จะกำชับในเรื่องของการติดฟิล์มกันความร้อนต้องไม่ติดฟิล์มมืดหรือทึบจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นภายในได้

รองผบ.ตร.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีมาช่วย เช่น การให้ครูเวรประจำรถถ่ายรูปก่อนเด็กขึ้นและหลังลงรถ รวมถึงบริเวณภายในรถ พร้อมกับส่งรายงานไปยังกลุ่มผู้ปกครอง เนื่องจากในกลุ่มไลน์จะมีทั้ง ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพนักงานรักษาความปลอดภัย คอยตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อความรอบคอบของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามาตรการในการป้องกันความปลอดภัยของรถโรงเรียนถือว่ามีความรอบคอบอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากความประมาทส่วนบุคคล ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินคดีไปแล้วทุกราย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน