เริ่มแล้ว ‘อภ.’ให้ร้านยาขาย‘ฟาวิพิราเวียร์’ได้ ย้ำต้องมีใบสั่งแพทย์มาด้วย ต้องระบุทั้งชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย แพทย์ผู้สั่ง ขณะเดียวกันเตรียมผลิตยาโมลนูฯ สิ้นปีนี้ ‘อนุทิน’จ่อลงนามไฟเซอร์ เปลี่ยนเป็นสูตรฉีดเด็ก 6 เดือน ถึง 5 ขวบ ส่วนวัคซีนโควิดปีหน้า รอคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิเคาะ สธ.แจงยาต้านโควิดยังไม่ถึงขั้นให้เภสัชกรจ่ายยาเอง ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และเป็นยาฉุกเฉิน ขณะที่ยอดโควิดลดลงต่อเนื่อง ป่วยอีก 1.6 พัน เสียชีวิต 20 เป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการลงนามกับไฟเซอร์ในการเปลี่ยนวัคซีนเป็นสูตรเด็ก 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ขวบว่า สัญญามีการเจรจาหมดแล้ว ผ่านครม.แล้ว ผ่านการเห็นชอบของไฟเซอร์แล้ว แต่บริษัทก็จะมีขั้นตอนเยอะ ผ่านสำนักงานกรุงเทพฯ ก็ต้องไประดับภูมิภาคสิงคโปร์ เอเชียแปซิฟิก ไปอเมริกา แต่เป็นขั้นตอนเขา ส่วนของเราทำไว้หมดแล้ว การส่งมอบก็ยังอยู่ในช่วงเดือนต.ค.นี้ทยอยส่งมอบมา ซึ่งย้ำว่าไม่ได้เป็นการซื้อใหม่ เป็นการเปลี่ยนวัคซีน เหมือนเอา LAAB มาเปลี่ยนกับแอสตร้าฯ ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งทางไฟเซอร์บอกว่าจะลงนามในช่วงบ่ายวันนี้ แต่โดยรวมคือรับทราบหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน พบกับน.ส.เด็บบราห์ ไซเฟิร์ท ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย และอินโดไชน่า เพื่อหารือการเตรียมการลงนามสัญญาจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ ฝาสีแดง สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึงต่ำกว่า 5 ขวบ จำนวน 3 ล้านโดส โดยมีนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และผู้บริหารสธ. เข้าร่วม โดยมีการพูดคุยเพียง 10 นาที จากนั้น น.ส.เด็บบราห์เดินทางกลับทันที

ทั้งนี้ ประเทศไทยจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ปี 2565 จำนวน 30 ล้านโดส โดยจะปรับสัญญาเปลี่ยนวัคซีนมาเป็นวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดง สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-ต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 3 ล้านโดส หลังจากได้รับความเห็นชอบจากครม.เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะไฟเซอร์จะทยอยส่งวัคซีนได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง สธ.ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ก็มีการแสดงมุทิตาจิต ยืนยันว่าการเปลี่ยนถ่ายอำนาจหน้าที่จะต้องไม่มีรอยต่อ ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการบริการประชาชน ซึ่งวันที่ 1 ต.ค.นี้ คณะผู้บริหารชุดใหม่ ทั้งปลัดใหม่ รองปลัดใหม่ อธิบดีใหม่ก็จะได้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นช่วงที่ปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเดิมระบบรองรับสำหรับโรคติดต่ออันตราย เมื่อลดระดับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง คิดว่าเรื่องความพร้อมก็พร้อมเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าการซื้อยาต้านไวรัสที่ร้านยายังต้องมีใบสั่งแพทย์ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังเป็นยาที่ใช้ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ต้องให้แพทย์สั่ง ถ้าแพทย์ไม่เห็นว่าต้องใช้ก็ไม่ต้องไปซื้อ

นายอนุทินกล่าวถึงกรณีวันที่ 1 ต.ค.ที่จะปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เรื่องการใส่หน้ากากอนามัยจะเป็นอย่างไรว่า ก็ให้ประเมินสถานการณ์ ถ้าใส่ไว้ก็ไม่เสียหาย ถ้าไปบอกถอดเลย หรือใส่บังคับเลยก็ดราม่า ก็ให้ประเมินด้วยตนเอง ใส่ไว้ได้ก็ดี ควรประเมินว่าอยู่ตรงไหนควรใส่หรือไม่ใส่ ถ้าไปวิ่งในสวนสาธารณะ ก็ไม่ต้องใส่ อากาศถ่ายเทสะดวกเว้นระยะห่าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงสมาคมร้านขายยาเสนอให้ปรับเภสัชกรประจำร้านยาจ่ายยาได้เอง ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ยังไม่เป็นยาทั่วไป ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่เราดูตามสถานการณ์ โรคนี้เป็นโรคใหม่ ไม่ได้เป็นโรคที่รู้จักดี มีขั้นตอนต่างๆ ที่ชัดเจน เราก็ปรับตามความเหมาะสม และผู้ป่วยแต่ละวันก็ลดน้อยลง สามารถดูแลตนเองได้ เรื่องยาก็ให้เป็นเรื่องของแพทย์

ด้านภญ.ปาริชาติ แคล้วปลอดทุกข์ ผู้เชี่ยวชาญระดับ 10 องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ให้สัมภาษณ์ว่า การจำหน่ายยาต้าน โควิด-19 ผ่านร้านขายยาแผนปัจจุบัน ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา อภ.เริ่มจำหน่ายผ่านร้านยาของอภ.สาขาราชเทวีวันนี้เป็นวันแรก โดยพรุ่งนี้จะทยอยกระจายไปที่ร้านขายยา 7 สาขาที่เหลือในกทม.และปริมณฑล เบื้องต้นจากการประเมินยังไม่มีใบสั่งแพทย์เข้ามา เนื่องจากเพิ่งเริ่มเป็นวันแรก ขณะนี้มีการจำหน่ายเพียงยาฟาวิพิราเวียร์ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด เป็นแบบ 1 กระปุกมี 50 เม็ด โดยการซื้อจะต้องมีใบสั่งแพทย์มาด้วย

“ใบสั่งแพทย์จะต้องมีข้อมูลครบถ้วน ทั้งชื่อนามสกุลผู้ป่วย มีเลข HN โรงพยาบาล มีชื่อยา ขนาดความแรง จำนวนที่แพทย์สั่งจ่าย รวมถึงชื่อ นามสกุลของแพทย์ผู้สั่งจ่าย เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้สามารถตรวจย้อนกลับได้ว่า ใบสั่งแพทย์มาจากสถานพยาบาลใดและแพทย์คนใด เพื่อให้การจ่ายยาต้านไวรัสเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่เกิดปัญหาโอเวอร์โดสหรือใช้ยาผิด” ภญ.ปาริชาติกล่าว

ภญ.ปาริชาติกล่าวว่า ขณะนี้เรามียาฟาวิ พิราเวียร์อยู่ในสต๊อกพร้อมจำหน่าย 2.5 ล้านเม็ด จะกระจายทั้งภาครัฐ เอกชน และขายปลีกส่งให้ประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีในไปป์ไลน์การผลิต 3 ล้านเม็ดจะทยอยออกมาในก.ย. โดยยาฟาวิพิราเวียร์ราคาเม็ดละ 15.5 บาท หรือกระปุกละ 775 บาท ส่วนอนาคตจะผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ คาดว่าจะออกมาในสิ้นปี 2565 นี้ และน่าจะเริ่มจำหน่ายในร้านขายยาได้เช่นกัน โดยกำลังการผลิตจะพิจารณาจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ส่วนราคายังไม่คอนเฟิร์ม แต่จะเป็นราคาที่สมเหตุผลและประชาชนเข้าถึงได้ ส่วนระหว่างนี้คงไม่มีการนำยาโมลนูพิราเวียร์ของผู้รับอนุญาตนำเข้ารายอื่นมาจำหน่าย เนื่องจาก อภ.จะมีการผลิตเอง และผู้นำเข้ารายอื่นก็ สามารถดีลตรงกับร้านขายยาทั่วไปได้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถาม เจ้าหน้าที่พบว่า เริ่มมีประชาชนที่มาขอซื้อ ยาฟาวิพิราเวียร์แล้ว แต่ไม่มีใบสั่งแพทย์มา จึงไม่ได้จำหน่ายให้

ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 1,605 ราย สะสม 4,662,569 ราย หายป่วย 1,618 ราย สะสม 4,615,643 ราย เสียชีวิต 20 ราย เสียชีวิตสะสม 32,464 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 14,462 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 6,512 ราย และอยู่ในร.พ. 7,950 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 695 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 362 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 12.5% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง

ผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นชาย 11 ราย หญิง 9 ราย อายุ 58-94 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คือโรคหัวใจ 4 ราย, โรคไต 4 ราย, ติดเตียง 2 ราย, หลอดเลือดสมอง 2 ราย, อ้วน 2 ราย และมะเร็ง 2 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ กทม. 869 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 63 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 14 จังหวัด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน